โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

“ซองแดงแต่งผี” ภาพยนตร์คอมเมดี้สุดปัง! เจาะลึกเบื้องหลังความฮาและเคมีที่ลงตัวของ “บิวกิ้น–พีพี” กับผู้กำกับ “พี่หมู ชยนพ”

Dek-D.com

เผยแพร่ 15 เม.ย. 2568 เวลา 18.40 น. • DEK-D.com
พาทุกคนมาพูดคุยกับ “พี่หมู ชยนพ” ผู้กำกับ

“ซองแดงแต่งผี” เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์รีเมคที่น่าจับตามองแห่งปี เพราะเป็นภาพยนตร์ที่รีเมคจาก Marry My Dead Body จากไต้หวัน โดยได้ “พี่โต้ง-บรรจง” โปรดิวซ์มือทอง และที่ขาดไม่ได้คือ “พี่หมู ชยนพ” ผู้กำกับภาพยนตร์สุดโปร ผู้กำกับหนังชื่อดังของไทยอย่าง Friend Zone, เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ หรือภาพยนตร์วัยรุ่นในตำนานอย่าง ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ มากไปกว่านั้นยังได้ “พีพี กฤษฏ์” และ “บิวกิ้น พุฒิพงศ์” คู่ขวัญของวงการบันเทิงไทยในการรับบทนำในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย เรียกได้ว่า ครบเครื่องตั้งแต่บท ผู้จัด ไปจนถึงนักแสดงเลยทีเดียว
วันนี้ พี่กล้วยหอม Dek-D Podcastจึงขออาสาพาทุกคนไปพูดคุยกับ “พี่หมู ชยนพ” ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องซองแดงแต่งผี ถึงแรงบันดาลใจในการสร้างหนังคอมเมดี้เรื่องนี้ และคำแนะนำสำหรับน้อง ๆ ที่ต้องการเรียนสายนิเทศอีกด้วย!

. . . . . . . . . .

สวัสดีค่าพี่หมู แนะนำตัวกับน้อง ๆ Dek-D Podcast หน่อยค่ะ

พี่หมู:สวัสดีครับ พี่ชื่อหมู ชยนพ บุญประกอบ นะครับ เป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องซองแดงแต่งผีครับ

พี่หมูช่วยเล่าถึง “จุดเริ่มต้น” ของหนังเรื่องนี้หน่อยค่ะ

พี่หมู:จุดเริ่มต้นมาจาก “พี่โต้ง บรรจง” โปรดิวเซอร์ของหนังเรื่องนี้ได้มีโอกาสไปดู Marry My Dead Body เวอร์ชันต้นฉบับที่เทศกาลหนังต่างประเทศ แล้วตอนที่ดูพี่โต้งก็อินมาก ถึงขนาดที่ว่าอยู่ในโรงแล้วปิ๊งไอเดียขึ้นมาเลย โดยเฉพาะเคมีของตัวละคร ซึ่งดูเข้ากับ “พีพี-บิวกิ้น” มาก ๆ พี่โต้งก็คิดทันทีว่า ‘ถ้าจะรีเมกเรื่องนี้นะ และนักแสดงต้องเป็นสองคนนี้เท่านั้น!’ นอกจากนั้นแล้ว พี่โต้งได้นึกถึงเราขึ้นมาด้วย คงเพราะเราเคยทำหนังคอมเมดี้อย่าง Friend Zone มาก่อน พี่โต้งเลยรู้สึกว่าถ้าให้เรากำกับน่าจะออกมาลงตัวพอดี พอหนังจบปุ๊บ แกก็ออกจากโรงมาคุยกับน้อง ๆ ที่ไปดูด้วยกัน แล้วโทรหาเราเลย! เอาจริง ๆ เหมือนถูกหวยเลยครับ

แล้วหนังเรื่อง Marry My Dead Body มีจุดเด่นอย่างไร ถึงทำให้เราตัดสินใจนำมารีเมคเป็นเวอร์ชันนี้คะ

พี่หมู:เรารู้สึกว่าไอเดียของต้นฉบับ (Marry My Dead Body) เจ๋งมาก เพราะเป็นการผสมกัน ทั้งหนังผี หนัง LGBTQIA+ ที่สำคัญคือมันตลกมาก ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นแนวที่หนังไทยเราถนัด แต่ดันเป็นหนังจากประเทศอื่น ก็แอบมีคิดเหมือนกันว่า ทำไมเราไม่เคยคิดอะไรแบบนี้ขึ้นมานะ"

แล้วพอทุกอย่างมันมารวมกันปุ๊บ มันกลับกลายเป็นหนังที่มีความเป็นแอคชั่น คู่หู แฟนตาซี เรียกได้ว่าครบรสสุด ๆ แล้วที่สำคัญคือมันตลกมาก แบบคอมเมดี้ที่ขำจริงอะไรจริง แล้วก็ต้องอาศัยเคมีของนักแสดงนำสองคน ซึ่งต้นฉบับเขาทำไว้ดีมาก ๆ อยู่แล้ว พอคิดว่าจะเอามาดัดแปลงให้เข้ากับบริบทของไทย ก็รู้สึกว่ามันท้าทายดี เพราะเราไม่เคยรีเมคหนังแบบนี้มาก่อนเลย การรีเมคครั้งนี้ก็เหมือนเป็นเรื่องใหม่สำหรับเราด้วยครับ ก็เลยรู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ ครับ

เนื่องจากต้นฉบับมาจากไต้หวัน ซึ่งมีวัฒนธรรมบางอย่างที่แตกต่างจากประเทศไทย การสร้างหนังเรื่องนี้มีความท้าทายเชิงวัฒนธรรมอย่างไรบ้างในการปรับให้เข้ากับบริบทของบ้านเราบ้างคะ

พี่หมู:จริง ๆ แล้ว หนังเรื่องนี้มันมาจากวัฒนธรรมของที่อื่นใช่ไหมครับ แล้วพอเราจะทำเป็นเวอร์ชั่นไทย ก็ต้องคิดว่าทำยังไงให้คนดู เชื่อว่าเรื่องราวมันเกิดขึ้นที่ประเทศไทยจริง ๆ

ซึ่งเราก็ใช้วิธีเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมที่มีอยู่แล้ว อย่างเรื่องบรรพบุรุษ เชื้อสาย หรือรากเหง้าทางวัฒนธรรมจีน อันนี้คือจุดที่พอเชื่อมเข้ากับบริบทไทยแล้วมันดูสมจริง เพราะในความเป็นจริงคนไทยหลายคนก็มีเชื้อสายจากที่ต่าง ๆ อยู่แล้ว มันเลยไม่ใช่เรื่องแปลกเลย พอเราตีความออกมาแบบนี้ มันก็เลยไปเชื่อมกับตัวละครซินแสในเรื่อง ที่จะมีบทพูดประมาณว่า “ลื้อต้องจัดพิธีตามความเชื่อของบรรพบุรุษ” อะไรแบบนี้ ซึ่งก็ช่วยให้เรื่องราวมันเชื่อมโยงกับความเป็นไทยได้มากขึ้นครับ

อะไรเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดในการทำหนังเรื่องนี้คะ

พี่หมู:พอเป็นหนังรีเมค มันก็มีต้นฉบับอยู่แล้วใช่ไหมครับ คนดูสามารถไปดูเวอร์ชันเดิมได้เลย เพราะงั้นแน่นอนว่าคนจะมีความคาดหวัง หรือไม่ก็อาจจะเผลอเอาไปเปรียบเทียบกับต้นฉบับว่า เฮ้ย เดิมมันเป็นแบบนี้นะ ซึ่งมันจะแตกต่างจากการดัดแปลงจากนิยายหรือเรื่องสั้น เพราะพวกนั้นมันเป็นคนละสื่อกัน แต่พอเป็นหนังรีเมคที่รีเมคจากหนังอีกเรื่อง คนดูก็จะรู้เรื่องราวอยู่แล้ว หรือบางคนอาจจะเคยดูมาแล้วด้วยซ้ำ

“พอเป็นหนังรีเมคที่รีเมคจากหนังอีกเรื่อง คนดูก็จะรู้เรื่องราวอยู่แล้ว ประเด็นคือเราต้องคิดว่าจะทำยังไงให้ชนะความคาดหวังของคนดูได้ ในขณะที่เราก็ต้องคงบางอย่างที่แฟน ๆ ชอบในต้นฉบับ"

อย่างซีนไฮไลต์หรือฉากเด็ดที่คนจำได้ดี อันนี้เราก็ต้องใส่ไว้แน่นอน แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องมีอะไรใหม่ ๆ ที่เซอร์ไพรส์คนดูด้วย คือมันเป็นการบาลานซ์ระหว่างของเดิมที่ดีอยู่แล้ว กับสิ่งใหม่ที่เพิ่มเข้ามาให้หนังมีเสน่ห์มากขึ้นครับ

ทำไมแคสถึงต้องเป็น “พีพี-บิวกิ้น” เท่านั้นคะ

พี่หมู:คือจริง ๆ แล้ว พี่โต้งเนี่ยแหละครับที่เป็นคนเคาะเลย ว่าต้องเป็นพีพีกับบิวกิ้นเท่านั้น ถึงขนาดบอกเลยว่า “ถ้าไม่ใช่สองคนนี้ โปรเจกต์นี้อาจจะไม่เกิดขึ้นเลย” พี่โต้งเชื่อในเคมีของสองคนนี้มาก ซึ่งในฐานะที่เราเองก็ติดตามงานของพีพีกับบิวกิ้นมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นข่าว สัมภาษณ์ หรือแม้แต่คลิปที่ทั้งคู่หยอกกัน แกล้งกันไปมา เราก็เห็นชัดเลยว่าทั้งคู่สนิทกันมาก แถมยังอยู่ในวงการและเติบโตมาด้วยกันแบบยาว ๆ เคมีของคู่นี้คือเป็นคู่นี้จริง ๆ อะ

“พอเราเริ่มเวิร์กช็อป อ่านบท ไปถึงวันถ่ายจริง เราก็ยิ่งเห็นชัดขึ้นไปอีกว่า “อ๋อ เข้าใจแล้วว่าทำไมแฟนคลับถึงรักคู่นี้มาก” เพราะทั้งคู่สนิทกันจนเข้าใจกันแบบสุด ๆ การแกล้งกัน หยอกกัน มันเป็นสไตล์ของพีพี-บิวกิ้นที่ไม่มีใครเหมือนจริง ๆ”

ตอนเราเขียนบท แน่นอนว่าเรามีคาแรกเตอร์ต้นฉบับจากหนังเวอร์ชันเดิมที่เราต้องดัดแปลงให้เข้ากับบริบทไทย แต่สุดท้ายแล้ว เราก็เอาตัวตนของพีพีกับบิวกิ้นมาใส่เข้าไปด้วย คือบทมันก็เอื้อให้กับเคมีของสองคนนี้จริง ๆ

อย่างบิวกิ้น รับบทเป็น เม่น คาแรกเตอร์แบบแมน ๆ ชายแท้ที่แทบไม่มีความรู้เรื่อง LGBTQIA+ เลย ส่วนพีพี รับบทเป็น ตี่ตี๋ ผีสายแฟที่เป็น LGBTQIA+ แบบสุดตัว มีความมั่นใจ ไหลลื่น แล้วพอมาเจอเม่นเท่านั้นแหละ! เข้าทางเลยครับ ต้องแกล้ง ต้องกวนประสาทให้สุด หนังเรื่องนี้มันเลยไม่ใช่หนังวายโรแมนติกแบบที่คนคุ้นเคย แต่มันเป็นแนวคู่หู Buddy Comedy มากกว่า เหมือนเพื่อนกันที่คอยปั่นกันไปมา ซึ่งมันจะเป็นพีพี-บิวกิ้นในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนครับ

แล้วเคมีของทั้งคู่เป็นอย่างไรบ้าง รีวิวหน่อยได้ไหมคะ

พี่หมู:ถ้าจะขยายความคำว่า เคมี ก็คือหลาย ๆ ซีนที่เราเขียนบทมา เราคิดมาแล้วว่าอยากให้เป็นแบบนี้นะ แต่บางครั้งเราก็เปิดพื้นที่ให้พีพีกับบิวกิ้นลองเล่นตามธรรมชาติของเขาดูแล้วมันจะมีหลายจังหวะที่เราเองในฐานะคนทำหนังก็คิดไม่ถึง อย่างรีแอคบางอย่าง การแกล้งกัน การกวนกันที่มัน งอกขึ้นมาเอง ซึ่งบางทีพอได้เห็นแล้วเราก็ชอบมาก มันเลยถูกใส่เข้าไปในหนังด้วย ข้อดีของหนังเรื่องนี้คือ นักแสดงเขาสนิทกันอยู่แล้ว เคมีของเขามันแข็งแรงมาตั้งแต่ต้น เราแทบไม่ต้องบิ้วต์เลย สิ่งที่เราเติมเข้าไปก็แค่ทำให้มันไปสุดมากขึ้น ซึ่งก็โชคดีมากสำหรับคนทำหนังอย่างเราครับ

ตั้งแต่ทำหนังเรื่อง “ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ” จนมาถึงเรื่อง “ซองแดงแต่งผี” พี่หมูมีอะไรที่เราได้เรียนรู้ในฐานะของผู้กำกับบ้างคะ

พี่หมู:สไตล์การกำกับของเราก็ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ นะ เราค่อนข้างคุ้นชินกับการสร้างบรรยากาศที่ รีแลกซ์ ในกองถ่าย คืออยากให้บรรยากาศมันดี ให้นักแสดงรู้สึกสบายใจในการทำงาน

ปกติในกองถ่ายก็จะมีแอคติ้งโค้ชที่คอยดูแลเรื่องการแสดงแบบเข้มงวด คอยบรีฟให้ทุกอย่างเป็นระบบระเบียบ ส่วนเราเองจะเป็นเหมือน น้ำเย็น คอยช่วยบาลานซ์บรรยากาศ ไม่ได้ไปกดดันนักแสดง เราเชื่อว่าการให้กำลังใจ เชียร์อัพ และสร้างสภาพแวดล้อมที่สบาย ๆ มันจะช่วยให้ทุกคนแสดงออกมาได้ดีที่สุด แต่ก็ไม่ใช่ว่าวิธีอื่นไม่ดีนะ มันขึ้นอยู่กับแนวหนัง อย่างถ้าเป็นหนังทริลเลอร์ที่ต้องการความกดดัน วิธีแบบซีเรียส ๆ อาจจะเวิร์กกว่า แต่พอดีหนังที่เราทำส่วนใหญ่เป็นคอมเมดี้ ซึ่งบรรยากาศในกองมันต้อง เบาสบาย มากกว่าตึงเครียด

วิธีนี้เราทำมาตั้งแต่ ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ แล้ว อย่างพีท พชร ตอนถ่ายหนังเรื่องแรก ๆ แรก ๆ เขาจะเกร็งมาก แต่พอถ่ายไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงท้าย ๆ อะ มันเริ่มสบายใจ เล่นอะไรออกมาก็ไม่รู้ แต่เวิร์ก กลายเป็นโมเมนต์ที่มีเสน่ห์มาก อย่างฉากประกวด Hotwave ที่อยู่ดี ๆ ถอดเสื้ออะไรของเขาก็ไม่รู้ แต่มันออกมาดีเพราะเขารู้สึก free แล้ว เราก็เลยรู้สึกว่าวิธีแบบนี้มันเวิร์กกับตัวตนของเราในการทำงานครับ

“โดยสรุปคือ เราจะคิดทุกอย่างไว้แล้วว่าต้องถ่ายอะไร ยังไง แต่ในเทคท้าย ๆ เรามักจะปล่อยให้นักแสดงเล่นตามธรรมชาติ ถ้าเขาเล่นอะไรเกินไปหรือล้นไป เราก็เก็บไว้ก่อน แล้วคอย encourage ให้เขาลองอะไรใหม่ ๆ คิดอะไรออกก็ให้ใส่มาเลย ลองดู ไม่ต้องกลัวพลาด”

จริง ๆ เราก็รู้แหละว่าอะไรที่เราชอบหรือไม่ชอบ แต่เราอยากให้นักแสดงรู้สึกมั่นใจและกล้าเล่นออกมาให้สุด แล้วเราค่อย pick up สิ่งที่ดีที่สุดจากตรงนั้น

การกำกับหนังที่เป็นต้นฉบับ กับหนังที่รีเมค มีวิธีการที่ต่างกันไหมคะ

พี่หมู:จริง ๆ ขั้นตอนการทำงานมันก็ไม่ต่างกันมากนะครับ แต่พอเป็นรีเมค มันจะมีต้นทางของมันอยู่แล้ว สิ่งที่ต่างออกไปเลยก็คือ เราต้องเอาต้นฉบับนั้นมาขยาย มาดูโครงสร้างว่ามันเป็นยังไง แล้วก็ไล่ดูเลยว่าแต่ละจุดมีอะไรที่เราชอบ อยากคงไว้ หรือมีอะไรที่เราอยากเปลี่ยน ดัดแปลง หรือเพิ่มเติมให้มันเข้ากับเวอร์ชันของเรา

“ถ้าเป็น original นี่มันจะเหมือน ขุดเหมืองแร่ คือต้องขุดลงไปเรื่อย ๆ แล้วก็ค่อย ๆ ค้นหา บางทีก็ขุดผิดทาง ต้องลองไปเรื่อย ๆ มันใช้เวลานานกว่าเยอะ แต่พอเป็น รีเมค มันเหมือนมีคนขุดมาให้แล้วระดับหนึ่ง เราแค่ต้องมาดูว่า เจอหินแร่ก้อนนี้แล้ว เราจะเจียระไนมันยังไงต่อดี”

อย่างปกติถ้าเป็นหนัง original ที่เราเคยทำกันมาก่อนเนี่ย บางเรื่องใช้เวลาเขียนบทเกือบปี หรือบางเรื่องก็เป็นปีเลย แต่เรื่องนี้เราใช้แค่ประมาณ 6 เดือน เท่านั้น แล้วพอได้มีโอกาสคุยกับคนเขียนบทต้นฉบับของ Marry My Dead Body เขาบอกว่าเค้าใช้เวลา 3 ปี ในการเขียน! ตอนเขาถามว่าเราใช้เวลากี่ปี แล้วเราไปตอบว่า 6 เดือน เขาตกใจเลย (หัวเราะ) เราก็บอกไปว่า ก็คุณเขียนมาให้ตั้ง 3 ปีแล้วไง ขอบคุณมากเลยครับ

ทำไมชื่อภาษาไทยถึงเป็นชื่อ “ซองแดงแต่งผี” คะ

พี่หมู:จริง ๆ ชื่อ ซองแดงแต่งผี เป็นไอเดียจากทีมครีเอทีฟครับ เราว่ามันเห็นภาพชัดดีนะ เพราะ ซองแดง เป็นสัญลักษณ์สำคัญของหนังเรื่องนี้อยู่แล้ว ส่วนคำว่า แต่งผี มันก็คล้องจองกันดี พอรวมกันแล้วฟังแล้วติดหู

แล้วพอได้เห็น ภาพวิชวล ของหนัง ทั้งโปสเตอร์ ทั้งหน้าตาตัวละคร มันก็ยิ่งไปด้วยกันได้ดีเลย อย่างโปสเตอร์ที่มีหมา มีบิวกิ้นที่ดูแบบ ทำไมหน้าตาไม่เต็มใจขนาดนี้ แล้วก็พีพีที่เหมือนกำลังจะแกล้งกันอีก มันก็สื่อออกมาได้ชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่หนังผีแบบผีหลอน ๆ แต่เป็นแนวที่มีความสนุก ความกวนอยู่ในตัวเองครับ

มีประเด็นสังคมอะไรที่น่าสนใจและถูกสอดแทรกอยู่ในหนังบ้างไหมคะ

พี่หมู:อันนี้ต้องให้เครดิตต้นฉบับเค้าเลยครับ เพราะคนทำหนังไต้หวันเค้าก็มี message ที่ชัดเจนอยู่แล้ว อย่างไต้หวันเอง กฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านมาสักพักละ แต่จริง ๆ แล้วแค่กฎหมายผ่านไม่ได้แปลว่าสังคมเปิดรับทั้งหมดนะ มันก็ยังมีเรื่องที่ต้องพูด ต้องทำความเข้าใจกันอยู่ การที่หนังหยิบเรื่องนี้มาเล่า ก็เลยเป็นการช่วย educate ให้คนเปิดใจมากขึ้น

เราดูแล้วก็รู้สึกว่า เรื่องพวกนี้มันยังต้องถูกพูดถึงอีกเยอะเลย แล้วก็ส่วนตัวเราก็ relate กับประเด็นนี้เหมือนกันนะ แบบตอนเด็ก ๆ เราก็ไม่ได้เข้าใจเรื่องพวกนี้อะ ตอนมัธยมอาจจะยังไม่ได้เจอสังคมที่หลากหลายมาก แต่พอเข้ามหาลัย นิเทศ จุฬาฯ ไงครับ โอ้โห… อ้าวเหรอ! โลกมันกว้างเนอะ! คือเราเพิ่งมาเข้าใจว่าโลกมันเต็มไปด้วยสีสันและความหลากหลาย แล้วเราก็รู้สึกว่าตัวละคร เม่น ในเรื่องนี้ก็คือคนที่กำลังก้าวผ่านจุดนั้นเหมือนกัน พอเค้าได้รู้จัก ตี๋ตี๋ ใกล้ชิดกัน ได้เข้าใจชีวิตของเค้า เค้าก็เริ่มซึมซับเรื่องพวกนี้ไปโดยธรรมชาติ มันเป็นเรื่องของมิตรภาพที่เกิดขึ้นเองแบบไม่ต้องพยายาม ซึ่งเราว่ามันสวยงามดีนะ

อีกอย่างที่ชอบคือ หนังมันดูเหมือนเป็นหนังตลกกวน ๆ แต่จริง ๆ แล้วมันแฝงประเด็นสังคมอยู่ อย่างตัวละคร เจ๊ก้อย ที่เป็นตำรวจหญิงเนี่ย ก็พูดถึงการที่เธอทำงานในสายอาชีพที่ผู้ชาย dominate อยู่ เธอต้องเจอกับอะไรบ้าง? มันก็เป็นอีกเรื่องที่ต้นฉบับมี และเวอร์ชันของเราก็ยังคงใส่ไว้ เพราะมันเป็นประเด็นที่สำคัญเหมือนกันครับ

อะไรเป็นสิ่งที่พี่หมูประทับใจที่สุดในหนังเรื่อง “ซองแดงแต่งผี”

พี่หมู:น่าจะเป็นตอนที่ได้เห็นพีพีกับบิวกิ้นแสดงด้วยกันนี่แหละครับ คือสำหรับเรามันเป็นอะไรที่ใหญ่มาก ๆ ในหนังเรื่องนี้เลย เพราะทั้งคู่ แบก หนังเรื่องนี้ไว้จริง ๆ แล้วเค้าไม่ได้แค่เล่นฉากคอมเมดี้อย่างเดียวนะ มันมีทั้งฉากดราม่า มีฉากบู๊ มีหลายอารมณ์มาก แล้วเราก็ได้เห็นว่า ทั้งคู่ทำอะไรได้เยอะขนาดนี้เลยเหรอ!? แล้วเวลาเค้าอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นซีนแบบไหน อารมณ์แบบไหน ทั้งคู่ทำได้ดีมาก เราทำไปยังเซอร์ไพรส์ตัวเองไปด้วยเลย

สิ่งที่ชอบมาก ๆ คือความทุ่มเทของทั้งคู่ คือไม่มีห่วงหล่อห่วงสวยกัน กล้าเล่นเต็มที่จริง ๆ แล้วมันทำให้เห็นเฉดอารมณ์ที่กว้างมาก ๆ เหมือนทั้งคู่สามารถเป็นอะไรก็ได้จริง ๆ ซึ่งเรารู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นโมเมนต์แบบนี้ตรงหน้าระหว่างถ่ายทำแล้วพอเราอยู่ตรงนั้น เราก็อินไปกับมันด้วยนะ ฉากตลกนี่คือฮาชิบหาย! ส่วนฉากดราม่าก็แบบ โอ้โห…อินจนจุกเลยครับ

หนังคอมเมดี้เรื่องนี้ ต่างจากหนังคอมเมดี้เรื่องอื่นๆ อย่างไรบ้างคะ

พี่หมู:นี่เราไม่เคยคิดเปรียบเทียบแบบนี้มาก่อนเลยนะ แต่เราก็ทำตามสไตล์ที่เราชอบอะ หมายถึงว่า เราดูอะไรแล้วเราสนุก เราชอบแบบไหนก็ทำแบบนั้น เราชอบหนังตลกที่มันเป็นสถานการณ์จริง ๆ แบบตัวละครไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ขำหรอก แต่มันต้องมาเจอสถานการณ์บ้า ๆ บอ ๆ เช่น อยู่ดี ๆ ต้องมาแต่งงานกับผี อยู่ของตัวเองดี ๆ ก็ต้องมาเจอเรื่องซวย ๆ แล้วมันต้องรับมือกับมัน คือในมุมของตัวละคร มันคงไม่ตลกเลยแหละ แต่ว่าพอมีมุมกล้อง มีการเล่าเรื่องแบบนี้ มันเลยกลายเป็นคอมเมดี้ไปโดยปริยาย ซึ่งเราชอบสไตล์แบบนี้มาก

หลัง ๆ มานี้ หนังอย่าง ซักซี้ด ห่วยขั้นเทพ หรือพวกที่ตัวละครแม่งห่วยแตก อกหัก ชีวิตพัง แต่พอดูไปแล้วกลับตลกเฉยเลย เราขำมัน เพราะอะไร? ก็อาจจะเพราะเราเคยเป็นแบบนั้นมาก่อน หรือเรารู้สึกเอ็นดูมัน เราเข้าใจสิ่งนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ตอนทำหนังคอมเมดี้ว่า จริง ๆ แล้วความตลกมันเกิดจากมุมมองในการเล่าเรื่องนี่แหละ บางเรื่องที่มันรันทดหรือเศร้า ถ้าจับมาเล่าให้ดี มันก็กลายเป็นอารมณ์ขันแบบนึงได้ แล้วเรารู้สึกว่า พอเรามองแบบนี้ มันทำให้เรามีความหวังมากขึ้น มันทำให้เรื่องซวย ๆ ในชีวิตเรามีคุณค่าขึ้นมานะ ช่วงที่เราอกหัก เศร้า ทะเลาะกับเพื่อน ตอนนั้นแม่งโคตรแย่เลย แต่พอเอามาเล่าให้คนอื่นฟัง กลับกลายเป็นเรื่องฮา ๆ ได้ตลอด

เวลานั่งเม้าท์กับเพื่อน เราก็มักจะเล่าเรื่องที่แม่งโคตรฉิบหายใช่ปะ แต่สุดท้ายมันดันเป็นเรื่องสนุกซะงั้น นี่แหละ คอมเมดี้มันอยู่ในชีวิตเรา ถ้าเรามองมันในมุมที่ซัพพอร์ตตัวเองอะ พอเราเป็นคนซวยเอง แต่ดันเอามาเล่าให้คนอื่นขำได้ มันก็รู้สึกว่าความซวยนี้แม่งคุ้มอยู่นะ อย่างน้อยมันก็ไม่ได้เสียเปล่า มันกลายเป็นเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจหรือเปลี่ยนเป็นอะไรที่ดีขึ้นได้

สำหรับหนังเรื่องนี้ มันอาจไม่ใช่เรื่องที่มาจากประสบการณ์ตรงของเราครั้งแรก แต่ก็ยังเป็นมุมมองแบบเดิม คือการมองอะไรที่ยากลำบากให้มันมีความหมายขึ้นมาได้ ถ้าเราหามุมมองสนุก ๆ กับมัน เจอด้านที่มันน่ารักของมัน มันก็กลายเป็นแรงบันดาลใจได้เหมือนกัน

พี่หมูอยากฝากอะไรถึงน้องๆ ที่มีความสนใจเรียนด้านนิเทศศาสตร์บ้างคะ

พี่หมู:ถ้าย้อนกลับไปตอนเด็ก ๆ นะ เรารู้สึกโชคดีมากที่ได้ลองทำอะไรหลายอย่าง แล้วพอเรามองย้อนกลับไป เราไม่เคยเสียใจกับความผิดพลาดเลย สมมติว่าเคยประกวดวงดนตรีแล้วตกรอบ หรือทำอะไรแล้วมันไม่สำเร็จ เราไม่ได้รู้สึกแย่เลย แต่สิ่งที่เสียดายคือสิ่งที่เราไม่ได้ทำมากกว่า แบบว่า…รู้งี้ตอนนั้นว่าง ๆ ก็น่าจะลองไปประกวดดู หรือรู้งี้น่าจะลองทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ตั้งแต่แรก ไม่ใช่มาเริ่มตอนโตแล้วถึงจะรู้สึกว่า เฮ้อ…น่าจะเริ่มเร็วกว่านี้ เพราะงั้น ถ้ามีอะไรที่อยากทำ สนใจอะไร ก็ทำไปเลย อย่าลังเล! ต่อให้มันดูยาก ก็ลองดู ไม่ต้องไปคิดมาก พอโตขึ้นมา อย่างเราตอนนี้จะ 40 แล้ว (โห ไวจัง) มองย้อนกลับไป ทุกอย่างที่เคยทำมันคุ้มหมดเลย แล้วมันก็เหมือนต้นไม้ที่ค่อย ๆ ออกดอกออกผลเรื่อย ๆ อะ

โดยเฉพาะถ้าสนใจสายงานนิเทศ หรือพวกสื่อที่มีอะไรให้ลองเยอะแยะ ก็ไปลองเลย บางทีพอลองแล้วไม่ใช่ ก็ยังดีนะ อย่างน้อยก็รู้ไปเลยว่าเราควรเปลี่ยนทางไปทางไหนต่อ ไม่ต้องมาเสียเวลาคิดว่าถ้า…รู้งี้…ตอนหลัง วัยนั้นอะ มันคือช่วงเวลาของการลองเต็มที่ ลุยให้สุด แล้วเดี๋ยวอนาคตมันค่อยต่อยอดเอง จงทําสิ่งที่ตัวเอง อยากที่สนใจอะทําไปเลยอย่าไปลังเลเลย

แล้วอะไรบางอย่างที่มันอาจจะดูยากอะก็ลองกับมันดูแบบไม่ต้องไปซีเรียสมากอะ เมื่อผ่านมาก็เวลาชีวิตโตมาจนถึงอายุเนี่ยจะ 40 ทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นในตอนนั้นน่ะคุ้มหมดเลยครับ เหมือนมันแบบผลิดอกออกผลขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเราผ่านมันมาแล้วมาได้

สุดท้ายนี้ ทำไมต้องไปดูซองแดงแต่งผีในโรงภาพยนตร์คะ

พี่หมู:บรรยากาศในโรงมันเป็นอะไรที่พิเศษมากเลยนะ โดยเฉพาะกับหนังตลก เพราะมันชัดเจนมากเสียงหัวเราะนี่แหละที่เป็นตัวชี้วัด ถ้าหนังมันเวิร์ค คนก็จะขำออกมาเอง แล้วถ้าโชคดี ได้ดูพร้อมกับคนเยอะ ๆ ในโรง พอเสียงหัวเราะมันเกิดขึ้นพร้อมกัน มันจะยิ่งสนุกขึ้นไปอีก บรรยากาศแบบนั้นอะ มันมีพลังมากกว่าการนั่งดูอยู่บ้านคนเดียวหรือดูกับคนแค่ไม่กี่คนแน่นอน

จากประสบการณ์ของเรากับหนังที่ผ่านมา อย่าง Friend Zone หรือ เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ เราจำบรรยากาศตอนนั้นได้ดีเลย ช่วงที่ไปทัวร์ตามโรงต่าง ๆ ได้เห็นว่าที่บางกะปิเป็นยังไง ที่รัชโยธินเป็นยังไง แล้วมันน่าสนใจมากนะ เพราะแต่ละที่ขำไม่เหมือนกันเลย มันทำให้เราได้เรียนรู้ในฐานะคนทำหนังไปด้วย

แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ คนที่ได้ดูหนังในโรงพร้อมกับคนอื่น ๆ อะ เขาจะโชคดีมาก เพราะนอกจากจะสนุกกับหนังแล้ว เค้ายังได้เก็บความรู้สึกดี ๆ จากบรรยากาศตรงนั้นไปด้วย ซึ่งมันเป็นสิ่งที่น่าจดจำ เพราะงั้น ไม่อยากให้พลาดเลย มันเหมือนไปดูคอนเสิร์ตอะ ถ้าได้ไปดูกับคนเยอะ ๆ มันก็ต้องสนุกกว่าดูที่บ้านแน่นอนครับ

. . . . . . . . . .

เรียกได้ว่าการทำหนังรีเมคในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งความท้าทายของพี่หมู และทีมงาน แต่การได้ลองอะไรใหม่ๆ ก็จะเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ ให้เราเติบโตยิ่งไปกว่าเดิม! ยังไงก็อย่าลืมไปดู “ซองแดงแต่งผี” ในโรงภาพยนต์กันนะคะ

. . . . . . . . . .

สัมภาษณ์โดยพี่กล้วยหอม Dek-D Podcast
ขอขอบคุณGDH

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...