ชวนส่องข้อดี-ข้อเสีย ‘ขยายอายุเกษียณ’ มาตรการรับมือสังคมผู้สูงวัย ในวันที่ประเทศไทยยังไม่มีทางเลือกอื่น
ไม่ว่าจะเป็นภาพของพนักงานมนุษย์เงินเดือนที่กำลังเดินขวักไขว่อย่างเร่งรีบ เพื่อพาตัวเองไปให้ถึงออฟฟิศก่อนที่จะเข้างานสาย หรือภาพของคนในโรงงานที่กำลังแพ็กของเตรียมส่งออกไปยังห้างร้านต่างๆ ตลอดจนภาพของชาวสวนที่กำลังดูแลต้นไม้ให้โตเต็มที่เพื่อให้ได้มาซึ่งผลไม้รสเลิศ ไม่เร็วไม่ช้าภาพกิจกรรมเหล่านั้นจะค่อยๆ จางออกไปจากสังคมไทย
ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นผลมาจากการดีดนิ้วของธานอสแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะ ‘แรงงาน’ ของไทยจะค่อยๆ แก่ขึ้นจนต้องเกษียณอายุออกจากงาน อีกทั้งพิษจากอัตราการเกิดต่ำทำให้แรงงานหน้าใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนมีน้อยลงเรื่อยๆ
อ้างอิงข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2566 สังคมไทยมีจำนวนผู้สูงอายุมากถึง 13 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ถือเป็น ‘สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์’ (Aged Society) แล้ว อีกทั้งการคาดการณ์ในอนาคตสัดส่วนผู้สูงอายุจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
จากปัญหาดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะแรงงานในตลาดจะมีน้อยลง ส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ภาคการบริโภคในภาพรวมจะชะลอตัวลงตามไปด้วย เป็นผลจากการรายได้ของผู้สูงอายุมีจำกัด เท่านั้นยังไม่พอประเทศยังต้องเจอกับภาระทางการคลังที่หนักอึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะรัฐจะต้องทุ่มงบประมาณจัดสรรด้านสวัสดิการสุขภาพผู้สูงอายุมากขึ้น
การเดินหน้าไปสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุ’ ไม่เพียงส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศเพียงเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อกระดูกสันหลังของแรงงานในประเทศอย่าง ‘กองทุนประกันสังคม’ ที่เป็นไม้เท้าค้ำยันไม่ให้แรงงานได้รับผลกระทบมากนักหากเกิดเหตุไม่คาดคิด ตลอดจนเป็นแหล่งทุนในช่วงท้ายของชีวิตที่ว่างเว้นจากการทำงาน
ลองนึกภาพง่ายๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับกองทุนฯ หากไม่มีแรงงานใหม่ที่ทำงานจ่ายเงินสมทบ แต่กลับมีแรงงานเก่าที่ทยอยเกษียณจากการทำงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และดึงเอาเงินจากกองทุนฯ ออกไป เพราะเป็น ‘เงินบำนาญ’ ของพวกเขา ที่มีสิทธิได้ตอบแทนจากความเหนื่อยยากจากการทำงานมาทั้งชีวิต
เมื่อเจอกับสถานการณ์บีบเช่นนี้ ทำให้หลายประเทศที่เจอกับสังคมผู้สูงอายุเลือก ‘ขยายอายุเกษียณ’ เพื่อต่อชีวิตให้กับกองทุนประกันสังคม อีกทั้งยังยืดเวลาการทำงานให้กับแรงงานมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาให้แรงงานยังคงอยู่ในระบบต่อไป
ในหลายประเทศที่เจอปัญหาเช่นเดียวกับไทย ก็เลือกวิธีการขยายอายุเกษียณ เพื่อรักษาไว้ซึ่งกองทุนประกันสังคมเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างประเทศจีน ด้วยปัญหาโครงสร้างเชิงประชากรที่มีจำนวนเด็กเกิดใหม่น้อย ทำให้ในปี 2567 สภานิติบัญญัติแห่งชาติจีนอนุมัติข้อเสนอการปรับอายุเกษียณ จากเดิมที่เพศชายเกษียณที่ 60 ปี มาอยู่ที่ 65 ปี ขณะที่เพศหญิงที่ทำงานออฟฟิศจากเดิมที่เกษียณอายุ 55 ปี มาเป็น 58 ปี และผู้หญิงที่ทำงานโรงงานจากเดิมที่เกษียณอายุ 50 ปี มาเป็น 55 ปี ถือว่าเป็นการปรับอายุเกษียณครั้งแรกในรอบเกือบ 5 ทศวรรษของประเทศ
เช่นเดียวกันกับประเทศสิงคโปร์ ที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสุด (Super Aged Society) ในปี 2569 ก็ได้ปรับเพิ่มอายุเกษียณตั้งแต่ปี 2562 ภายหลังคณะทำงานไตรภาคีว่าด้วยแรงงานผู้สูงอายุ ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากกระทรวงแรงงาน สหภาพแรงงาน และนายจ้างสิงคโปร์ ได้ดำเนินการแก้ไขกฎหมายเกษียณอายุและการจ้างงานใหม่ (Retirement and Re-employment Act: RRA) ที่ปรับเกณฑ์อายุเกษียณอยู่ที่ 65 ปี และสามารถกลับเข้ามาทำงานได้จนถึงอายุ 70 ปี เพื่อคงไว้ซึ่งจำนวนของประชากรแรงงานในประเทศ
อย่างไรก็ตามอีกกรณีที่มีความน่าสนใจคือ ประเทศฝรั่งเศส ที่ในปี 2566 รัฐบาลภายใต้การนำของ เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ได้ผ่านกฎหมายปฏิรูประบบบำนาญ โดยเพิ่มอายุเกษียณจากเดิมที่ 62 ปีเป็น 64 ปี เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้สูงอายุในประเทศมีมากขึ้นเรื่อยๆ จึงจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงให้กับระบบบำนาญ ทว่าผลจากกฎหมายดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนในประเทศเป็นจำนวนมาก มีผู้ออกมาประท้วงกว่า 7 แสนคน เพราะมองว่าไม่ยุติธรรมที่พวกเขาจะต้องทำงานเพิ่มขึ้น 2 ปี
สำหรับประเทศไทยเองที่ปัจจุบัน ‘อายุเกษียณ’ ถูกกำหนดไว้ที่ 60 ปี ตั้งแต่ปี 2494 หลัง พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 มีผลบังคับใช้ และยังไม่ได้มีการปรับแก้ แม้ข้อมูลจากสํานักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ กลุ่มงานพัฒนาดัชนีภาระโรคแห่งประเทศไทย จะมีการศึกษาแสดงข้อมูลว่า อายุคาดเฉลี่ย (Life Expectancy) ของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นจากอดีต
แน่นอนว่า การขยายอายุเกษียณจะไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทย เพราะในอดีตเคยมีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะขยายอายุเกษียณราชการให้มากขึ้นจากเดิมที่ 60 ปีเป็น 63 ปี โดยคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคมของวุฒิสภา ชุดที่ 12 แต่แล้วการพิจารณาแผนดังกล่าวต้องชะงักลงไป เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประกอบเหตุผลสำคัญคือ
1. ขณะนี้รัฐบาล (พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา) กำลังปรับเปลี่ยนแผนการบริหารกำลังคนภาครัฐเพราะค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของงบประมาณทั้งหมดในปีงบประมาณ 2564 ซึ่งอาจส่งผลต่อการลดกำลังคน มีการนำเทคโนโลยีมาใช้แทน
2. จากสถานการณ์โควิด-19 คาดว่า จะส่งผลกระทบด้านการเงินการคลังเป็น 10 ปี ถ้ามุ่งขยายเกษียณอายุราชการ ก็จะมีข้าราชการจำนวนมากที่ยังได้รับเงินเดือน และเป็นภาระค่าใช้จ่ายต่อภาครัฐต่อไป
มาถึงตอนนี้ต้องยอมรับว่า แนวทางการขยายอายุเกษียณเป็นหนึ่งในทางออกของการแก้ไขปัญหาจำนวนแรงงานที่มีน้อยลง อีกทั้งยังเป็นมาตรการที่บังคับใช้ในหลายประเทศ ซึ่งมีทั้งข้อดี-ข้อเสีย The Momentum จึงขอความเห็นในประเด็นนี้จาก พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) และศุภลักษณ์ บำรุงกิจ อนุกรรมการศึกษาและปรับปรุง พัฒนาเกี่ยวกับขอบข่ายความคุ้มครองประกันสังคม การจัดเก็บเงินสมทบและการพัฒนาสิทธิประโยชน์ กองทุนประกันสังคม (เรียกอย่างสั้นว่า อนุสิทธิประโยชน์) พูดคุยในประเด็นข้อดี-ข้อเสียของเรื่องดังกล่าว
พิพัฒน์กล่าวถึงข้อดีของการ ‘ขยายอายุเกษียณ’ ไว้ว่า เป็นการรักษาไว้ซึ่งจำนวนประชากรแรงงานให้ยังคงอยู่ในระบบ ซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดโดยรวม เพราะปัจจุบันสัดส่วนแรงงานหน้าใหม่ในตลาดมีน้อยลงไปเรื่อยๆ
“ผมว่ายังไงมันก็ดี เพราะมองจากฝั่งอุปทาน หรือภาคการผลิต การขยายอายุเกษียณก็คือ การยืดขยายซัพพลายของตลาดแรงงาน มันส่งก็ดีต่อสภาพเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่ว่าจะมีผลเสียต่อสวัสดิภาพของคนบ้าง เพราะคนที่อายุ 60 ปี เขาคิดว่าจะไม่ต้องทำงานแล้ว แต่วันนี้คุณเกษียณไม่ได้แล้วนะ คุณต้องเกษียณอายุ 65 ปีแทน”
ในทางกลับกัน ถ้าประเทศไทยยังไม่ดำเนินการปรับเพิ่มอายุเกษียณ พิพัฒน์ฉายภาพให้เห็นว่า จำนวนประชากรช่วงอายุ 20-55 ปีของประเทศไทยกำลังลดลงเรื่อยๆ ในอัตราประมาณ 0.5% ต่อปี จะทำให้ประชากรวัย 55-60 ปี เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต
พิพัฒน์กล่าวอีกว่า หากหลักใหญ่ใจความสำคัญยังมุ่งหวังเพื่อ ‘รักษาไว้ซึ่งจำนวนประชากรแรงงาน’ อีกแนวทางหนึ่งซึ่งหลายประเทศดำเนินการคือ ‘การเปิดรับแรงงานต่างชาติ’ แต่ต้องเป็นแรงงานที่มีทักษะสูงและสร้างผลผลิตต่อเศรษฐกิจได้สูง เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นที่อ่อนไหว
อีกหนึ่งข้อดีของการขยายอายุเกษียณที่ พิพัฒน์ให้ความเห็นไว้คือ ‘การยืดอายุ’ ให้กองทุนประกันสังคม
ข้อมูลปัจจุบันของกองทุนประกันสังคมมีเงินสะสมอยู่ราว 2.5 ล้านล้านบาท โดยมีสมาชิกอยู่ประมาณ 24 ล้านคน แต่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization: ILO) คาดการณ์ว่า ในอีก 30 ปีข้างหน้า เงินกองทุนประกันสังคมของไทยจะหมดลง เพราะมีแรงงานเข้าสู่ระบบน้อยลง แต่กลับมีสมาชิกที่เกษียณมากขึ้น
พิพัฒน์กล่าวว่า การขยายอายุเกษียณเป็นการยืดอายุขัยของกองทุนประกันสังคมได้อีกระยะ ถ้าไม่ยืดและปล่อยให้สมาชิกรับบำนาญตั้งแต่อายุ 55 ปี กองทุนประกันสังคมจะล้มละลายจริงๆ ไม่ใช่ว่ากองทุนประกันสังคมจะไม่พังในอนาคต เพียงแต่เป็นการยืดอายุต่อไป เพราะฉะนั้นการขยายอายุเกษียณเป็นสิ่งที่ต้องทำ ต่างประเทศก็ทำเป็นปกติ ไม่มีประเทศใดที่แรงงานเกษียณต่ำกว่าอายุ 60 ปี
“ต้องบอกทุกคนว่า คุณอย่าไปหวังพึ่งรัฐเลย ทุกคนต้องมี Financial Planning ต้องมี Financial Independence ของตัวเองให้ได้ ต้องคิดให้ออกว่า ตอนที่เกษียณคุณต้องมีเงินเท่าไร เพราะไม่อย่างนั้นทุกคนจะเป็นภาระของรัฐ และรัฐไม่มีทางช่วยได้อยู่แล้ว อันนี้คือโจทย์ของทุกคน” พิพัฒน์ระบุ
แต่ข้อเสียของการขยายอายุเกษียณก็มีอยู่ไม่น้อยเคยมีรายงานการศึกษาจากทีมวิจัยของ 101 Pub ระบุว่า การเพิ่มขยายอายุเกษียณส่งผลต่อแรงงานในทักษะต่างๆ ที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจเป็นการซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำในสังคมให้มากขึ้น กล่าวคือ แรงงานทักษะสูงจะมีการวางแผนและมีโอกาสต่อได้มากกว่า ขณะที่แรงงานทักษะต่ำซึ่งส่วนมากเป็นงานใช้แรงกายจึงอาจไม่ถูกจ้างต่อ ดังนั้นการจ่ายเงินบำนาญช้าขึ้นจะยิ่งทำให้พวกเขาเสี่ยงยากจนมากขึ้นตามไปด้วย
ศุภลักษณ์ บำรุงกิจ อนุสิทธิประโยชน์ กองทุนประกันสังคม ยังเสริมว่า นอกจากความเหลื่อมล้ำข้างต้นแล้ว ‘ความเหลื่อมล้ำทางเพศ’ ก็นับเป็นอีกหนึ่งข้อกังวลของการขยายอายุเกษียณไว้ด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากด้วยปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้สัดส่วนการเข้าถึงการศึกษาของผู้หญิงมีน้อยกว่าผู้ชาย ผู้หญิงเมื่อแก่ตัวขึ้นจะมีโอกาสหลุดออกจากระบบแรงงานได้เร็วกว่าเพศชาย
เมื่อมีความเสี่ยงเช่นนั้น คำถามที่สำคัญคือ การขยายอายุเกษียณควรมีหน้าตาอย่างไร
ศุภลักษณ์ให้คำตอบว่า แนวทางการขยายอายุเกษียณที่ควรจะเป็นคือ ต้องขยายเฉพาะกลุ่มอาชีพ หากจะขยายอายุเกษียณประกันสังคมจาก 55 ปีไปเป็น 60 ปี (ผู้ประกันตนสามารถรับบำเหน็จบำนาญชราภาพได้ตั้งแต่อายุ 55 ปีเป็นต้นไป ซึ่งแตกต่างจากการเกษียณอายุราชการ) ก็ต้องเพิ่มสวัสดิการให้กับพวกเขา ตลอดจนเพิ่มการคุ้มครองแรงงาน เพื่อให้ไม่ให้ลูกจ้างถูกกีดกันหรือเลือกปฏิบัติจากนายจ้าง ทุกวันนี้นายจ้างมักกำหนดอายุกับเพศในการรับสมัครงาน เช่น รับอายุไม่เกิน 35 ปี หรือรับเฉพาะเพศใดเพศหนึ่ง ศุภลักษณ์กล่าวต่อว่า ถ้ายังมีการเลือกปฏิบัติเช่นนี้อยู่ ต่อให้ขยายอายุเกษียณ นายจ้างก็ไม่รับคนสูงอายุเข้าทำงานอยู่ดี
“ถ้าขยายกลุ่มข้าราชการ ผมว่าโอเค เพราะไม่ได้เป็นอาชีพใช้แรงงานเยอะ แต่ถ้าขยายอายุเกษียณของประกันสังคม อันนี้เป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานเยอะ เมื่อเป็นเช่นนั้นผลกระทบของคนกลุ่มนี้ที่ต้องทำงานมากขึ้นจะทำอย่างไร เช่น คนที่ทำงานโรงงานประกอบรถหรือโรงงานเย็บผ้า เมื่อเขาอายุ 40-45 ปีก็เริ่มทำงานไม่ไหวกันแล้ว จำนวนมากเขาก็ออกก่อนเลย หรือถ้ามีสหภาพก็ยื่น Early Retire เลย มันก็จะเป็นโจทย์อีกว่า เราจะสร้างอาชีพให้คนเหล่านี้หลังเกษียณอย่างไร”
อีกหนึ่งความสำคัญที่ต้องให้ความสนใจ หากมีการขยายอายุเกษียณแล้วคือ การ Reskill ให้กับแรงงาน โดยศุภลักษณ์ยกโมเดลจากประเทศสวีเดนมานำเสนอ โมเดลที่ว่าคือ การเปิดโอกาสให้แรงงานที่ทำงานครบ 8 ปี สามารถกลับไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัย 1 ปี โดยที่ยังได้รับเงินเดือนอยู่ ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมด้านทักษะให้กับแรงงานในตลาดอยู่เสมอ
ขณะที่กลุ่มแรงงานทักษะต่ำ ศุภลักษณ์มองว่าเป็นเรื่องยากที่จะขยายอายุเกษียณ เพราะปัจจุบันมีเทคโนโลยีอัตโนมัติเข้ามาช่วย หากความต้องการแรงงานทักษะต่ำมีน้อยลง กลุ่มธุรกิจก็จะเอาทุนตรงเข้ามาแทน จะเห็นได้ว่าอาชีพที่ต้องใช้แรงงานหนักเช่นแม่บ้านหรือพนักงานโรงงาน ก็ Early Retire ไปตั้งแต่อายุ 45-50 ปีแล้ว
เราจะเห็นภาพของม็อบที่ออกมาประท้วงไม่เห็นด้วยกับการขยายอายุเกษียณแบบที่ฝรั่งเศสหรือไม่ - ผู้เขียนถามต่อ
“ผมว่าคนไม่เห็นด้วยมีอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม แต่ว่าขึ้นอยู่ว่าเห็นด้วยมากหรือเห็นด้วยน้อย ม็อบในสังคมไทยออกมาประท้วงยากอยู่แล้ว ถ้าจะเทียบขนาดของม็อบฝรั่งเศส ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย อาจจะมีประท้วงบ้าง อาจจะมีม็อบสหภาพออกมา แต่ไม่ได้สำคัญมากเท่าไร ไม่สร้างความวุ่นวายได้มากขนาดนั้น ถ้าเป็นการเรียกร้องอาจใช้วิธีล็อบบี้นักการเมืองไทยมากกว่า” ศุภลักษณ์กล่าว
ทั้งนี้มีการรายงานจากการศึกษาที่ระบุไว้ในวารสารประชากรศาสตร์วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉบับที่ 1 มีนาคม 2557 ที่มีการศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอายุเกษียณเฉลี่ยที่แท้จริง ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศองค์การ เพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) พบว่า การเพิ่มอายุเกษียณอายุจะส่งผลต่อการตัดสินใจการออม กล่าวคือ เมื่ออายุเกษียณเพิ่มขึ้นจะทำให้แรงงานใช้ช่วงเวลาในการทำงานมากขึ้น และใช้ช่วงเวลาในการเกษียณน้อยลง จึงไม่จำเป็นต้องออมมากเท่าเดิมซึ่งจะส่งผลลบต่อทางเศรษฐกิจตามมา
ในรายงานจึงเสนอว่า การจัดทำนโยบายเพื่อเพิ่มอายุเกษียณเฉลี่ยจะต้องดำเนินการควบคู่ไปกับนโยบายอื่นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายด้านการออม ซึ่งอาจเป็นไปในรูปแบบของนโยบายเกี่ยวกับภาษีเงินออม ที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ไว้เพื่อในยามเกษียณ เช่น การออมเพื่อการศึกษาหรือการออมเพื่อประกันชีวิต เนื่องจากเมื่ออายุการทำงานเพิ่มขึ้น แรงงานมีแรงจูงใจในการออมเพื่อใช้ในยามเกษียณน้อยลง
อีกหนึ่งทางออกในระยะยาวที่พิพัฒน์และศุภลักษณ์เห็นตรงกันคือ ‘การเพิ่มอัตราการเกิด’ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความท้าทายที่จะแก้ไขปัญหา เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศพลิกโฉมจากสังคมเกษตรกรรมมาสู่สังคมภาคบริการ ประกอบกับความไม่เชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงไทยเลือกที่จะไม่มีลูก
จากการสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพล (NIDA Poll) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2566 เรื่อง ‘มีลูกกันเถอะน่า’ โดยสำรวจประชาชนอายุ 18-40 ปี พบว่า คนที่ไม่อยากมีลูก ร้อยละ 38.32 ไม่อยากเพิ่มค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูก เป็นห่วงว่าลูกจะอยู่ในสังคมปัจจุบันอย่างไร และอีกร้อยละ 37.32 ไม่อยากมีภาระที่ต้องดูแลลูก
สำหรับปัจจุบัน อัตราการเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate: TFR) ของผู้หญิงไทย หรือจำนวนบุตรที่หญิงไทยสามารถมีได้ตลอดวัยเจริญพันธุ์นั้นอยู่ที่ 0.94 ในปี 2567 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ต่ำมาก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เสนอไว้ว่า จะต้องปรับปรุงระบบสวัสดิการของประเทศให้ดีมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการศึกษาเพื่อให้มีความมั่นใจว่า บุตรจะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ
“เพราะเมื่อคนรู้สึกว่ามีลูกแล้วแพง ไม่ว่าจะด้วยต้นทุนทางตรงหรือต้นทุนทางอ้อม คือยิ่งทำให้คนรู้สึกว่า แล้วฉันจะมีลูกได้ใช่หรือไม่” พิพัฒน์กล่าว
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการขยายอายุเกษียณมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่มาตรการดังกล่าวในหลายประเทศเริ่มบังคับใช้เรียบร้อยแล้ว ในวันที่จำนวนแรงงานกำลังลดลงจากผู้คนที่เริ่มเกษียณมากขึ้นและอัตราการเกิดของประเทศที่ยังต่ำมาก การขยายอายุเกษียณจึงเป็น ‘สิ่งที่ต้องทำ’ มากกว่าการเป็นเพียง ‘ทางเลือก’ เพื่อยืดเวลาให้กับกองทุนประกันสังคม ตลอดจนเพื่อคงไว้ซึ่งจำนวนแรงงานในตลาดแรงงานให้นานมากขึ้นกว่าเดิม
ข้อมูลอ้างอิง
- https://www.finnomena.com/editor/china-hike-retirement-age/
- https://lawforasean.krisdika.go.th/Content/View?Id=978&Type=1
- https://www.the101.world/raising-retirement-age/
- https://101pub.org/raising-retirement-age/
- https://prachatai.com/journal/2024/10/111218