‘รู้รอบตัวแสนสนุก’ พลังความรู้ของการ์ตูนญี่ปุ่นบนสนามการเมืองโลก ก่อนสิ้นสุดสงครามเย็น
มีงานเขียนไม่น้อยที่กล่าวถึงกระบวนการทำให้เป็นญี่ปุ่น (Japanization) หลังจากที่ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมามีบทบาททางเศรษฐกิจต่อไทยอย่างสูงในทศวรรษ 1980 หลังข้อตกลง Plaza Accord ที่ทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรมให้กับญี่ปุ่น นอกจากการตั้งโรงงานญี่ปุ่นจำนวนมากแล้ว กระแสความนิยมวัฒนธรรมป๊อบของญี่ปุ่นก็เติบโตผ่านหนังสือการ์ตูน และรายการโทรทัศน์ ไม่แพ้กับข้าวของเครื่องใช้ รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ของญี่ปุ่น
คนไทยรุ่นก่อนเห็นแค่เพียงว่าการ์ตูนเป็นเพียงความบันเทิงที่อาจถึงขั้นมอมเมาเยาวชน จนเป็นที่น่าวิตกว่า การที่เด็กไทยอ่านหรือดูการ์ตูนมากไปจะส่งผลอย่างไรต่อพัฒนาการ หรือส่งผลต่อพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ พวกเขายังไม่คุ้นเคยกับการใช้การ์ตูนในฐานะสื่อหนึ่งที่เชื่อมโยงเด็กเข้ากับการรับรู้ซึ่งในญี่ปุ่นนั้นมีอยู่หลากหลาย ตัวอย่างเช่นการ์ตูนที่ครองใจเด็กเล็กอย่าง ‘อันปังแมน’ [1] ที่กลายเป็นสื่อในห้องเรียนเด็กเล็ก และผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก
บทความนี้อยากชวนผู้อ่านรำลึกถึงหนังสือสารานุกรมสำหรับเด็กชุด รู้รอบตัวแสนสนุก ที่เคยเป็นที่นิยมในหมู่เด็กๆ ชนชั้นกลางไทยในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ต่อต้นทศวรรษ 1990 สารานุกรมนี้จัดทำโดย บริษัท Gakken Company Limited นำเข้าและจัดพิมพ์ครั้งแรกในปี 1986 โดย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด ขณะนั้นเป็นสำนักพิมพ์ที่ขึ้นชื่อในฐานะผู้ผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับสาระความรู้ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ก่อนหน้านี้ได้มีสารานุกรมสำหรับเด็กเช่นกันในชุดที่ชื่อว่า วิทยาศาสตร์อ่านสนุก มาก่อน หนังสือชุดนั้นประกอบด้วยเรื่อง ความลับในเอกภพ, วิทยาศาสตร์ควรรู้, ความลับของสัตว์, ความลับของพืช, ห้องเรียนวิทยาศาสตร์, ความลับของไฟฟ้า, เครื่องบินและจรวด, เขาคิดขึ้นมาได้อย่างไร และร่างกายของเรา
หากวิทยาศาสตร์อ่านสนุกเป็นความรู้ฝั่งวิทยาศาสตร์แล้ว ‘รู้รอบตัวแสนสนุก’ ถือเป็นความรู้ด้านสังคมเพื่อทำให้รู้จักโลกกว้าง มีทั้งหมด 9 เล่ม ประกอบด้วยเล่ม 1) รู้จักประเทศต่างๆ (Travel Surprise), 2) ที่สุดในโลก (Wonder of Nature), 3) (Wonder of Historic Ruins), 4) มนุษย์ต่างดาว สัตว์ประหลาด ภูตผีปิศาจ ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ มีจริงหรือไม่? (Wonder of Existence), 5) เบื้องหลังการถ่ายทำหนังทีวี (Wonder of TV), 6) ความมหัศจรรย์ของรถยนต์ (Wonder of Automobiles), 7) โลกของสุนัข (Wonder of Dogs), 8) ขั้วโลกเหนือ-ขั้วโลกใต้ (Wonder of South & North Poles) และ 9) 143 บุคคลสำคัญของโลก (Biography in Comics)
รูปเล่มภายในจะดำเนินการเล่าเรื่องด้วยช่องแบบมังงะ เป็นลายเส้นการ์ตูนสลับกับภาพถ่าย หรือภาพวาดเหมือนจริงเพื่อให้ผู้อ่านนึกภาพตามได้ ขณะที่แถบด้านล่างที่เป็นเชิงอรรถจะเป็นส่วน ‘เสริมความรู้’ อันเป็นข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เป็นความรู้รอบตัวที่ล้อกับเนื้อหาในหน้านั้น เช่น ในประเด็น ‘ประวัติศาสตร์และธงชาติสหรัฐอเมริกาง จะมีข้อความด้านล่างว่า “โคลัมบัสเดินทางไปพบทวีปอเมริกา แต่เชื่อว่าเป็นอินเดียจนกระทั่งเสียชีวิต”[2]
ในเล่ม รู้จักประเทศต่างๆ เป็นเนื้อหาที่ทำให้รู้จักโลกผ่านประเทศต่างๆ ประเทศสหรัฐอเมริกามีเนื้อหามากที่สุดคือ 34 หน้า แสดงให้เห็นประเด็นจุดกำเนิดของประเทศ และการให้ความสำคัญกับเสรีภาพ[3] รองลงมาคือ อังกฤษ 20 หน้า[4] ฝรั่งเศส 19 หน้า[5] ยังมีประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์อย่างสหภาพโซเวียตที่มีเพียง 6 หน้า[6] สาธารณรัฐประชาชนจีน เพียง 5 หน้า[7] ส่วนของไทยเป็นส่วนที่แทรกมาในด้านหลังสุดมีจำนวน 4 หน้า[8] เล่มนี้ยังประสานงานความร่วมมือไปยังสถานทูตประเทศต่างๆ ได้แก่ อังกฤษ, สวิตเซอร์แลนด์, สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน, กรีซ, สหภาพแห่งสาธารณรัฐโซเวียตสังคมนิคม, แคนาดา, ออสเตรเลีย และ หนังสือพิมพ์ซินเสียนเยอะเป้า (Sing Sian Daily)
ขณะที่เล่ม ที่สุดในโลก[9] จะแบ่งเป็นธรรมชาติมหัศจรรย์ของโลก, สัตว์และพืชที่เป็นที่สุดในโลก, สิ่งประดิษฐ์และสิ่งก่อสร้างที่เป็นที่สุดในโลก ตบท้ายด้วยธรรมชาติมหัศจรรย์ในประเทศไทย เนื้อหาที่ถือว่าสำคัญที่สุดคือ ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือทะเลทรายซาฮาราซึ่งมีจำนวน 21 หน้า[10] ทะเลทรายคงเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยของคนญี่ปุ่น ขณะเดียวกันในทะเลทรายก็ยังมีมิติของทรัพยากรสำคัญที่ส่งผลต่อโลกในฐานะเป็นแหล่งน้ำมันสำคัญของโลกอยู่ด้วย
นอกจากนั้นก็กล่าวถึงภูมิศาสตร์ที่สำคัญอย่างยอดเขาเอเวอเรสต์ ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก และแม่น้ำไนล์อันเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลก ที่น่าสนใจคือ มีการกล่าวถึงวิศวกรรมที่ยิ่งใหญ่อย่างเขื่อนอัสวานที่กั้นแม่น้ำไนล์ สูงกว่า 110 เมตร มีฝายกั้นน้ำยาว 3,600 เมตร ใช้เวลาก่อสร้างราว 10 ปี โดยชี้ให้เห็นว่าช่วยป้องกันน้ำท่วมจากแม่น้ำไนล์และทำให้เพาะปลูกได้กว้างขึ้นด้วย นอกจากนั้นเหนือเขื่อนก็ยังเป็นทะเลสาบเทียมที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในโลกกว่า 5,000 ตารางกิโลเมตร ถึงขนาดที่ตัวการ์ตูนพูดรับรองว่า “เดี๋ยวนี้ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำท่วมแล้วล่ะ” [11] เล่มนี้ยังปรากฏความรู้ในประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหุบผาที่ใหญ่ที่สุดในโลก แกรนด์แคนยอน, ต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ ต้นซีควอยาที่มีชื่อว่า นายพลเชอร์แมน มีความสูงกว่า 80 เมตร ณ อุทยานแห่งชาติซีควอยา
ในเล่ม ความเร้นลับในอดีต[12] จะประกอบด้วยซากโบราณสถานเก่าแก่อย่างพีระมิดที่อิยิปต์, เมืองโบราณแห่งมายา, มาชูพิคชูแห่งอินคา, ที่ราบสูงนาซคา, หินสลักรูปหน้านบนเกาะอีสเตอร์, เมืองนครธม, หอคอยมัสยิดกลางทะเลทราย, เมืองโมเฮนโจดาโร, พระราชวังที่เมืองนอสซอส, เมืองปอมเปอี, สโตนเฮนจ์ และตบท้ายด้วยแหล่งโบราณคดีและโบราณสถานสำคัญของไทยที่ดูเข้าพวกน้อยที่สุด เพราะมีเนื้อหากลางๆ ไม่ได้ใส่ความน่าตื่นตาตื่นใจแบบเมืองอื่นๆ ทั่วโลก ส่วนนี้เป็นการทำให้เนื้อหาเป็นท้องถิ่นโดยนักเขียนการ์ตูนไทยที่ทำลายเส้นเลียนแบบตัวละครญี่ปุ่นในเล่ม
ส่วนเล่ม มนุษย์ต่างดาว สัตว์ประหลาด ภูตผีปีศาจ ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ มีจริงหรือไม่? [13] แม้จะเป็นตัวบทที่น่ากลัว แต่ก็น่าสนุกไม่แพ้กันสำหรับเด็กๆ คำโปรยหน้าเล่มเขียนไว้ว่า “แม้วิทยาศาสตร์เจริญรุดหน้าไปไกลแล้วก็ตาม แต่มีสิ่งที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย บางคนเคยเห็นจานบิน บางคนเคยเห็นสัตว์ประหลาด บางคนเคยเห็นภูตผีปีศาจ บางคนก็มีพลังเหนือธรรมชาติ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เราลองมาค้นหาความจริงกันเถิด”
หัวข้อ ‘มนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือ’ มีเนื้อหามากที่สุดถึง 38 หน้า รองลงมาคือ ‘ผีมีจริงหรือ?’ 32 หน้า นอกจากนั้นยังมีประเด็นเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดต่างๆ รวมไปถึงผู้มีพลังเหนือธรรมชาติในโลก แต่ที่น่าสนใจคือ ความลึกลับดังกล่าวเกิดขึ้นในห้วงของสงครามเย็น ที่แบ่งค่ายการเมืองเป็นสองค่าย ซึ่งทั้งคู่ต่างก็มีวาระลับทางการเมือง การสอดส่อง การปลอมตัวเป็นสายลับเป็นฉากหลังภายใต้เรื่องราวลึกลับเหล่านี้
เบื้องหลังการถ่ายทำหนังทีวี[14] เป็นตัวแทนยุคสมัยของสื่อโทรทัศน์ และอาจรวมถึงวงการภาพยนตร์ไปด้วย เล่มนี้ได้ทำให้เด็กๆ ได้เห็นความมหัศจรรย์ของวงการบันเทิงที่ทำให้ความเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง เป็นไปได้ผ่านการถ่ายทำ การตัดต่อและเทคนิคพิเศษต่างๆ ซึ่งเต็มไปด้วยเทคนิคที่น่าตื่นตาตื่นใจ เช่น การม้วนฟิล์มกลับหลังเพื่อที่จะทำให้ได้ภาพนินจากระโดดได้สูงกว่า 3 เมตร การถ่ายทำฉากอันตรายด้วยการใช้สตันท์แมน เทคนิคการถ่ายทำหนังสัตว์ประหลาดบุกเมือง นอกจากเทคนิคแล้วยังฉายให้เห็นถึงบรรยากาศภายในสถานีโทรทัศน์และโรงถ่าย
สำหรับเด็กๆ ที่คุ้นเคยกับหนังการ์ตูน ส่วนที่เล่าเรื่องการทำแอนิเมชันก็อธิบายตั้งแต่การสร้างคาแรกเตอร์ การวาดภาพ ถ่ายภาพเคลื่อนไหว ไปจนถึงการพากษ์เสียงตัวการ์ตูน ท้ายเล่มมีการแทรกส่วนที่ว่าด้วยประวัติการสร้างหนังการ์ตูนไทยและประวัติโทรทัศน์ไทย
ส่วนที่ว่าด้วยหนังการ์ตูนที่น่าสนใจที่กล่าวถึงการ์ตูนเรื่อง หนุมานผจญภัย ที่ระบุว่า “มีเนื้อหาทางการเมืองเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ให้กับยูซิส” นอกจากนั้น นักเขียนการ์ตูนไทยที่เป็นทีมงานเขียนภาพประกอบส่วนหนึ่งก็อยู่ในวงการหนังการ์ตูนไทยด้วย เช่น เตรียม ชาชุมพร เขาเคยทำหนังการ์ตูนชื่อว่า เด็กชายคำแพง ตอน หิว และส่วนหนึ่งที่สะท้อนสถานการณ์ของวงการการ์ตูนไทยก็คือ “เรื่องฝีมือน่ะ คนไทยสู้เขาได้สบายมากเลยละ แต่ปัญหาสำคัญคือเรื่องเงินทุนน่ะสิ การทำหนังการ์ตูนเรื่องหนึ่งจะมีขั้นตอนตั้งเยอะแยะจึงต้องใช้เงินทุนสูงกว่าหนังธรรมดา ก็เลยไม่ค่อยมีใครลงทุนสร้างกัน” [15]
เล่ม ความมหัศจรรย์ของรถยนต์[16] เล่าถึงรถยนต์ในฐานะตัวแทนเทคโนโลยีที่ทันสมัยบนท้องถนน ในยุคที่รถยนต์เป็นใหญ่ที่มาพร้อมกับทางหลวงคุณภาพสูงตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ความรู้ปูพื้นฐานมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์การเกิดขึ้นของรถยนต์ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน ดีเซล และการสร้างระบบสายพานที่เปลี่ยนโฉมวงการรถยนต์เพราะผลิตได้ที่ละมากๆ จนราคาถูกลง ไม่เพียงเท่านั้น ภาพของยานยนต์ยังรวมไปถึงรถซูเปอร์คาร์ การแข่งรถสูตร 1 รวมไปถึงรถจักรยานยนต์ หนังสือยังสอนให้เข้าใจรถยนต์อย่างละเอียดตั้งแต่โครงสร้าง กลไกการขับเคลื่อนรถยนต์ รวมไปถึงวิธีการขับรถ ภายในยังมีแคตาล็อกรถยนต์นั่งของญี่ปุ่นรุ่นต่างๆ มีชื่อรุ่นเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และยังระบุถึงรถยนต์โตโยต้า โคโรลลาว่า “เป็นรถยนต์รุ่นที่ผลิตมากที่สุดในโลก ใน 10 ปี ผลิตถึง 7 ล้านคัน” [17] อันที่จริงปัญหาการตีตลาดรถยนต์ญี่ปุ่นในสหรัฐอเมริกาก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ในทศวรรษ 1980 อยู่ด้วย[18]
ส่วนคีย์เวิร์ดสำคัญของเล่ม โลกของสุนัข[19]ก็คงจะเป็น “สุนัขคือเพื่อนที่ซื่อสัตย์ของมนุษย์” ซึ่งได้จำแนกให้เห็นความหลากหลายของสายพันธุ์สุนัขที่แบ่งเป็นสุนัขล่านก, สุนัขไล่เนื้อ-สุนัขพันธุ์ฮาวนด์, สุนัขใช้งาน, สุนัขพันธุ์เทอร์เรียร์, สุนัขเลี้ยง, สุนัขที่ใช้งานอื่น และสุนัขญี่ปุ่น อีกทั้งยังรวบรวมเรื่องเล่าอันน่าประทับใจและแสนจะสะเทือนใจระหว่างสุนัขกับเจ้าของ และความสามารถพิเศษต่างๆ เช่น ลอยซ์ผู้เดินทาง 550 กิโลเมตรระหว่างโตเกียว-โอซาก้า, สุนัขเชปเพิร์ดผู้ช่วยเด็กทารกจากไฟไหม้, เบลซ์ผู้ช่วยชีวิตเจ้าของจากน้ำท่วม, สุนัขผู้ให้นมและเลี้ยงลูกเสือโคร่ง ฯลฯ แน่นอนว่าเรื่องของฮาจิ (ฮาจิ ผู้ออกไปรอเจ้าของที่ตายไปแล้วทุกวัน) ก็ถูกเล่าอยู่เช่นกัน หนังสือเล่มนี้ยังให้ความรู้เกี่ยวกับร่างกายสุนัขและปัญหาที่จะเกิดกับสุนัข เช่น ทำไมสุนัขจึงเที่ยวเดินฉี่ใส่เสาไฟฟ้า ? หรือการสื่อสารไปยังเด็กในหัวข้อ ‘เปิดใจสุนัขฝากไปยังผู้เลี้ยง’ ท้ายเล่มก็เช่นเดิมคือจะมีความรู้ในเมืองไทยอย่าง ‘สุนัขพันธุ์ไทย’ เข้ามาด้วย
เล่ม ขั้วโลกเหนือ-ขั้วโลกใต้[20]ไม่เพียงจะแสดงให้เห็นลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่โดดเด่นอย่างขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ หนังสือเล่มนี้ยังชี้ให้เห็นถึงการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ รักการสำรวจและเดินทางไปยังดินแดนอันห่างไกล เนื้อหาได้ระบุถึงธรรมชาติและสัตว์เขตขั้วโลก, ไขปริศนาเขตขั้วโลก 24 ข้อ แสดงให้เห็นถึงความรู้ในสิ่งที่ดูลึกลับเกี่ยวกับดินแดนขั้วโลกที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่น้อยมาก ในเล่มนี้เป็นไม่กี่เล่มที่แทบไม่มีเรื่องเกี่ยวกับไทยในนั้น ยกเว้นแต่การวาดภาพการ์ตูนบางส่วนแทรกเข้ามา เช่น แผนที่ประเทศไทย หรือใส่ภูเขาทองเพื่อเทียบสเกลความสูง ที่น่าสนใจก็คือ การเล่าเรื่องการแข่งขันของชาติต่างๆ เพื่อแข่งขันกันพิชิตแดนขั้วโลกตั้งแต่ขั้วโลกเหนือในปี 1909 สู่ขั้วโลกใต้ในอีก 2 ปีต่อมา ถือว่าอยู่ในยุคล่าดินแดนของประเทศตะวันตกนั่นเอง ส่วนคนญี่ปุ่นเองก็เคยไปสำรวจขั้วโลกใต้ในปี 1910 แต่เรือก็ติดน้ำแข็งทำให้ไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ และพยายามสร้างสถานีสำรวจในช่วงปลายทศวรรษ 1950 จนเดินทางมาถึงจุดขั้วโลกใต้ได้สำเร็จ และปักธงชาติญี่ปุ่นได้ในปี 1958
เล่มสุดท้าย 143 บุคคลสำคัญของโลก[21]เป็นเล่มที่มีความหนาที่สุด คือ 271 หน้า ต่างจากเล่มอื่นๆ ที่มีอยู่ราว 140 หน้า หรือมีเนื้อหามากกว่าเกือบ 2 เท่า ชื่อเรื่องก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นชีวประวัติของบุคคลสำคัญทั่วโลก แบ่งหมวดหมู่เป็น ผู้เปลี่ยนวิถีความเป็นอยู่ของมนุษย์ (19 คน), ผู้เดินทางไปสำรวจดินแดนที่ยังไม่มีใครรู้จัก (12 คน), ผู้มีบทบาทสำคัญต่อประวัติศาสตร์โลก (19 คน), ผู้เปิดประตูวิทยาการของโลก (21 คน), ผู้นำแสงสว่างสู่จิตใจมวลมนุษย์ (5 คน), ผู้อุทิศชีวิตเพื่อการศึกษา ศิลปวัฒนธรรมและอื่นๆ (41 คน) ความน่าสนใจของเล่มนี้ก็คือการเล่าประวัติศาสตร์โลกผ่านตัวละครต่างๆ แต่ก็มักให้ความสำคัญกับคนในโลกตะวันตกมากกว่าโลกตะวันออก โดยเฉพาะหลังจากการปฏิวัติอตุสาหกรรมเป็นต้นมา ที่โลกตะวันตกกลายเป็นศูนย์กลางของการผลิตความรู้ เทคโนโลยีและมหาอำนาจทางการเมือง การเล่าชีวิตของคนทำให้เห็นเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มาจากคนเล็กๆ ซึ่งอาจจะไม่เคยมีอำนาจหรือฐานะที่ดีมาก่อน หรือชีวิตบางคนก็สอนใจให้เห็นถึงบั้นปลายที่ไม่สวยงามมากนัก หนังสือเล่มนี้จึงเล่าเรื่องใหญ่ของคนที่มีส่วนต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ รวมถึงความอุตสาหะ พยายาม และทะเยอทะยานของผู้คนจำนวนมากในโลกใบนี้ไปด้วย
หนังสือชุดนี้ถูกเขียนขึ้นในช่วงที่กระแสเสรีนิยมเติบโต ขณะที่สังคมนิยมกำลังเสื่อมโทรมก่อนจะถึงจุดแตกหักอย่างการสลายตัวของสหภาพโซเวียต (1988), การทุบกำแพงเบอร์ลินที่เยอรมนี (1989) ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากว่าการฟื้นฟูประเทศจากเถ้าถ่านหลังสงครามภายใต้การควบคุมและสนับสนุนของสหรัฐอเมริกานั้นทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นก้าวกระโดดไปสู่อันดับ 2 ของโลกที่รองจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
ด้วยราคาของหนังสือชุดนี้และสภาพเศรษฐกิจของสังคมไทย การอ่านจึงจำกัดวงอยู่เฉพาะบ้านที่มีฐานะหรือเงินในระดับหนึ่ง หรือไม่ก็ในห้องสมุดโรงเรียนบางแห่ง แต่ก็มีปรากฏการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการเผยแพร่ในวงกว้างก็คือ ยาสีฟันยี่ห้อเป๊บโซเด๊นท์ ได้นำเอาหนังสือการ์ตูนความรู้ชุดนี้มาย่อเพื่อทำเป็นของพรีเมียมแจก ใช้ชื่อว่า ‘การ์ตูนเสริมสร้างปัญญา’ เมื่อปี 1988 อันประกอบด้วยหนังสือ 3 เล่ม ได้แก่ ที่สุดในโลก, เขาคิดขึ้นมาได้อย่างไร และเชื่อหรือไม่[22]
ที่น่าแปลกคือ ไม่มีชื่อคนญี่ปุ่นอยู่ในบุคคลสำคัญของโลกเลย อาจแสดงให้เห็นว่า ต้นฉบับญี่ปุ่นอาจต้องการแสดงให้เห็นว่า ยังไม่มีคนญี่ปุ่นที่สำคัญระดับนั้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ เติบโตเพื่อเป็นคนสำคัญของโลก ขณะที่ในนี้มีคนไทยที่ถูกใส่เข้าไปตั้งแต่พุทธทาสภิกขุ (ผู้ปฏิรูปศาสนาพุทธให้เหมาะกับยุคสมัย), ประยูร จรรยาวงศ์ (นักเขียนการ์ตูนรางวัลการ์ตูนสันติภาพโลก), สุนทรภู่ (กวีเอกของโลก ผู้ชำนาญการแต่งกลอนแปด), ปรีดี พนมยงค์ (รัฐบุรุษอาวุโส ผู้วางรากฐานประชาธิปไตยไทย) และ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (ผู้รักความเป็นธรรมและรับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต) นอกจากนั้น ท้ายเล่มยังมีหัวข้อ คนไทยที่ได้รับรางวัลแมกไซไซ, คนไทยที่ได้รับรางวัลซีไรท์ และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นของไทย ตรงกันข้ามกับญี่ปุ่น บทนี้เนื้อหาคนไทยกลับมีอยู่มากที่สุด
จุดเด่นอีกประการก็คือการพยายามแปลงและสอดแทรกเนื้อหาในบริบทของไทยเข้าไปด้วย ตั้งแต่การแปลงชื่อตัวละคร โดยมีตัวละครเป็นที่เป็นสัตว์ที่ให้ชื่อว่าเหมียว จี๊ด (หนู), อู๊ด (หมู), ตาล (หมา) ฯลฯ โดยใช้นักเขียนการ์ตูนชาวไทยเขียนลายเส้นลอกเลียนตัวการ์ตูนจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่น โดยนักเขียนในแต่ละเล่ม เช่น เตรียม ชาชุมพร แห่งกลุ่มเบญจรงค์ กับ เส้นของอันยิ อุจิยะมะในเล่มแรก, ธงชัย ชินศิรประภา กับ โตะคุโอะ โยะโกะตะ อย่างหลังก็คือ การแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทยเข้าไปท้ายเล่ม
ตรงกันข้ามกับสารานุกรมชุดนี้ ประเทศไทยได้มีการจัดทำ สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ซึ่งสัมพันธ์กับพระราชดำริของกษัตริย์ รัชกาลที่ 9 ของไทย เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2516[23] ในรูปแบบหนังสือปกแข็งสีน้ำเงินเข้ม พิมพ์ด้วยตัวอักษรเข้มขรึมประดับตราสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ นับว่าเป็นหนังสืออ้างอิงที่แทบจะมีในทุกห้องสมุดโรงเรียน แม้จะชื่อว่า ‘สารานุกรมสำหรับเยาวชนไทย’ แต่เนื้อหาเน้นที่ความเป็นไทยและมีรูปเล่มที่เป็นระเบียบแบบแผนไม่ต่างจากหนังสือที่จัดทำโดยหน่วยงานราชการ จึงไม่ได้ดึงดูดใจผู้อ่านที่เป็นเยาวชนมากนัก สารานุกรมฯ นี้จึงถูกใช้เป็นหนังสือเพื่ออ้างอิง มากกว่าหนังสือที่อ่านให้ความรู้และความเพลิดเพลินไปในตัว
และที่น่าสังเกตก็คือ รู้รอบตัวแสนสนุก มิได้มีเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อยู่ในนั้นเลย ยิ่งในเล่มบุคคลสำคัญของโลก เนื้อหาได้เล่าถึงชีวิตของปรีดี พนมยงค์ สอดคล้องกับปีที่พิมพ์ยังเป็นปีเดียวกับที่ปรีดีถึงแก่อสัญกรรมที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นับว่าเนื้อสารในหนังสือชุดนี้มีความหมายอะไรบางอย่างที่แฝงอยู่ หรืออาจเห็นได้ว่า อำนาจของสถาบันกษัตริย์ยังคงจำกัดและยังไม่ได้มีลักษณะเป็น Mass Monarchy แบบที่จะชัดเจนขึ้นหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 1992[24] ทำให้เนื้อหาของสารานุกรมสำหรับเด็กชุดนี้ไม่ได้มีการเชิดชูประมุขอย่างที่ควรจะเป็น หากเทียบกันจากหนังสือความรู้ในยุคหลังๆ
รู้รอบตัวแสนสนุก จึงเป็นหนังสือชุดหนึ่งที่เป็นตัวแทนอำนาจความรู้ยุคปลายสงครามเย็น ที่แม้จะแปลจากญี่ปุ่น แต่มันก็มีนัยทางการเมืองบางประการที่สื่อให้เห็นถึงระบบนิเวศความรู้ในสังคมไทยอยู่ด้วย
[1] ธิติ มีแต้ม. “โปรดอย่างทิ้งความฝัน !”. The 101.World. สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2567 จาก https://www.the101.world/anpanman-song/ (31 สิงหาคม 2562)
[2] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 1 รู้จักประเทศต่างๆ (พิมพ์ครั้งที่ 5, กรุงเทพฯ : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด 2531), หน้า 12
[3] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 1 รู้จักประเทศต่างๆ, หน้า 12-45
[4] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 1 รู้จักประเทศต่างๆ, หน้า 46-65
[5] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 1 รู้จักประเทศต่างๆ, หน้า 66-84
[6] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 1 รู้จักประเทศต่างๆ, หน้า 116-121
[7] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 1 รู้จักประเทศต่างๆ, หน้า 124-128
[8] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 1 รู้จักประเทศต่างๆ, หน้า 140-143
[9] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 2 ที่สุดในโลก (พิมพ์ครั้งที่ 5, กรุงเทพฯ : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด 2531)
[10] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 2 ที่สุดในโลก, หน้า 6-26
[11] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 2 ที่สุดในโลก, หน้า 39
[12] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 3 ความเร้นลับในอดีต (พิมพ์ครั้งที่ 5, กรุงเทพฯ : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด 2531)
[13] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 4 มนุษย์ต่างดาว สัตว์ประหลาด ภูตผีปิศาจ ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ มีจริงหรือไม่? (พิมพ์ครั้งที่ 5, กรุงเทพฯ : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด 2531)
[14] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 5 เบื้องหลังการถ่ายทำหนังทีวี (พิมพ์ครั้งที่ 5, กรุงเทพฯ : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด 2531)
[15] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 5 เบื้องหลังการถ่ายทำหนังทีวี, เรื่องเดียวกัน, หน้า 139-141
[16] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 6 ความมหัศจรรย์ของรถยนต์ (พิมพ์ครั้งที่ 5, กรุงเทพฯ : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด 2531)
[17] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 6 ความมหัศจรรย์ของรถยนต์, เรื่องเดียวกัน, หน้า 129
[18] Harry B. Ellis, “Reagan driven to cut Japanese auto imports”, The Christian Science Monitor, Retrieved 23 November 2024 from https://www.csmonitor.com/1981/0320/032039.html (20 March 1981)
[19] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 7 โลกของสุนัข (พิมพ์ครั้งที่ 5, กรุงเทพฯ : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด 2531)
[20] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 8 ขั้วโลกเหนือ-ขั้วโลกใต้(พิมพ์ครั้งที่ 5, กรุงเทพฯ : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด 2531)
[21] รู้รอบตัวแสนสนุก เล่ม 9 143 บุคคลสำคัญของโลก (พิมพ์ครั้งที่ 5, กรุงเทพฯ : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด 2531)
[22]ชิริว (นามแฝง). “การ์ตูนเสริมสร้างปัญญา พ.ศ.2531 (ชุดแลกเป็ปโซเดนท์)”. สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2567 จาก https://www.bloggang.com/m/viewdiary.php?id=shiryu&month=12-2016&date=08&group=6&gblog=33
[23] มูลนิธิโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ. “ความเป็นมาโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน”. สืบค้นเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2567 จาก https://saranukromthai.or.th/foundation-history
[24] สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “Mass Monarchy” ใน ชัยธวัช ตุลาธน (บก.), ย้ำยุค รุกสมัย เฉลิมฉลอง 40 ปี 14 ตุลา, นนทบุรี: มูลนิธิวีรชน ประชาธิปไตย และ คณะกรรมการ 14 ตุลา เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์, 2556, หน้า 107-118.