โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เน็ตเบย์ Next Chapter เปิดสูตรเร่งโตโฟกัส 5 แกน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 ธ.ค. 2567 เวลา 08.41 น. • เผยแพร่ 11 ธ.ค. 2567 เวลา 08.41 น.
กอบกาญจนา วีระพงษ์ประดิษฐ์

ข้อพิพาทเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลบนระบบ บริการยื่นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการนำเข้าส่งออก หรือ National Single Window (NSW) ระหว่าง บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) และ บมจ.เน็ตเบย์ ผู้ให้บริการด้านการแลกปลี่ยนข้อมูลและบริการเอกสารสำนักงาน เริ่มขึ้น NT เรียกร้องให้ เน็ตเบย์ จ่ายค่าบริการเชื่อมโยงข้อมูลย้อนหลัง โดยระบุว่าเริ่มให้บริการระบบเชิงพาณิชย์ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2566 ขณะที่ เน็ตเบย์ เรียกร้องว่าค่าบริการแพงไปไม่สมเหตุสมผล และมีการออกมาตอบโต้กันไปมาตามที่ “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานไปก่อนหน้านี้

ล่าสุดเน็ตเบย์แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัทได้รับการต่ออายุการใช้งาน Collaborations Protocol Agreement (CPA) โดยกรมศุลกากรในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลระบบ NSW ไปจนถึงวันที่ 25 เมษายน 2568

ทำให้บริษัทดำเนินการให้บริการลูกค้าและพันธมิตรทุกราย รวมถึงดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่อง โดยไม่ส่งผลกระทบและความเสียหายใด ๆ ต่อระบบการนำเข้า ส่งออก และโลจิสติกส์ของประเทศ

นอกจากนี้ ยังจะมุ่งมั่นบริหาร “ความเสี่ยง” ด้านต่าง ๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ เช่น การขยายความร่วมมือกับ NSW Service Provider (NSP) รายอื่น ๆ ที่น่าเชื่อถือและมีคุณภาพ

สำหรับบริการการเชื่อมโยงข้อมูลให้ลูกค้ากลุ่มโลจิสติกส์ เพื่อการนำเข้าส่งออกโดยเฉพาะการขนส่งทางบก เป็นหนึ่งในรายได้หลักของเน็ตเบย์ในลักษณะที่เรียกว่า Recurring

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “กอบกาญจนา วีระพงษ์ประดิษฐ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เน็ตเบย์ จำกัด (มหาชน) ถึงทิศทางธุรกิจดังนี้

ฉายภาพเน็ตเบย์ 3 ยุค

“กอบกาญจนา” กล่าวว่า รายได้ของเน็ตเบย์ กว่า 90% มาจากรายได้ประจำต่อเนื่อง หรือ Recurring ซึ่งเกิดจากการเข้าไปแก้โจทย์ที่ธุรกิจและองค์กรเผชิญได้อย่างตรงจุด โดยบริษัทจะมองระบบนิเวศของเทคโนโลยีเป็นหลักว่าช่วยอะไรได้บ้าง

“วงจรของการให้บริการเทคโนโลยี มี 4 แบบ คือ Information, Innovation, Integration และ Interexchange ลูกค้าแต่ละรายมีโจทย์ที่แตกต่างกัน บางรายอาจต้องใช้ทุกโซลูชั่นตั้งแต่การจัดการข้อมูลเอกสาร การนำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ เราจะบูรณาการระบบ และแลกเปลี่ยนกับหน่วยงานหรือองค์กรอื่น ๆ ให้ บางรายก็ต้องการเพียงแค่การบูรณาการระบบและการเชื่อมโยงข้อมูล”

พื้นฐาน “เน็ตเบย์” ให้บริการลูกค้าในรูปแบบ Software as a Service (SaaS) และให้บริการบนระบบ Cloud Computing เพื่อเชื่อมต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน โดยเก็บค่าบริการจากผู้ใช้บริการภาคเอกชน ดังนั้น ธุรกิจหลักจึงเน้นไปทางด้าน B2G เป็นหลัก

“นอกจากการสร้างรายได้และธุรกิจให้เติบโตแล้ว เรายังพัฒนาเทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มที่ดีที่สุดให้ลูกค้า และสร้างเสริมทีมงานให้มีประสบการณ์ ความสามารถให้ทำงานออกมาได้อย่างดี เน็ตเบย์เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญ และเป็นผู้ให้บริการ Digital Platform End-to-End Document Management Solutions ที่เป็นที่ไว้วางใจจากลูกค้า

เรามี 3 Chapter ในยุคแรก เรามุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลรัฐกับกลุ่มโลจิสติกส์ แต่เมื่อเข้าสู่ Chapter ที่สอง เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้าสู่ยุคใหม่ แม้รายได้หลักจะเข้ามาต่อเนื่อง แต่ก็ต้องบริหารความเสี่ยงด้วยการเข้าไปทำธุรกิจในกลุ่มอื่น ๆ สัดส่วนลูกค้าโลจิสติกส์ลดลงเหลือ 50% จากเดิมที่มีถึง 70-80%”

และด้วยความที่เป็นผู้ให้บริการ Digital Platform End-to-End Document มี Application Suit ที่ตอบโจทย์การทำงานหลายแบบ อย่าง iBox ที่เข้ามาช่วยทรานส์ฟอร์มสถานที่ทำงานให้ไร้รอยต่อขึ้น

ทั้ง iBox 2sign ระบบเซ็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ที่ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำให้ลายเซ็นที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย เวิร์กโฟลว์ลายเซ็นอัตโนมัติ รองรับอุปกรณ์พกพา รวมถึง e-TAX ที่แปลงเอกสารทางภาษีอัตโนมัติ การสร้างเอกสาร PDF-A3 จัดการเอกสารที่ง่ายดาย เชื่อมต่อที่ราบรื่น จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ที่ปลอดภัย เป็นต้น

รักษารายได้ประจำ โต 2 หลัก

ปัจจุบัน เน็ตเบย์ มีบริษัทย่อย 2 บริษัท คือ บริษัท เคลาด์ ครีเอชั่น จำกัด และบริษัท ฟินเน็ต เวนเจอร์ส จำกัด เน็ตเบย์ถือหุ้น 100%

โดย เคลาด์ ครีเอชั่น เป็นผู้ให้บริการระบบบริหารจัดการข้อมูล Gateway ระหว่างสถาบันการเงิน ผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 และสำนักงาน ปปง. เพื่อสนับสนุนการส่งรายงานธุรกรรมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นหลัก

ขณะที่ บริษัท ฟินเน็ต เวนเจอร์ส จำกัด เน้นให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มแบบครบวงจรภายใต้แนวคิด “Enhance Business with Smart Compliance Solution” ใช้ชื่อแพลตฟอร์มว่า “Check+” เป็นการพัฒนา Feature ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากแพลตฟอร์ม CDD Gateway เพื่อให้บริการกับกลุ่มสถาบันการเงิน ผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 และกลุ่มผู้ประกอบการอื่น ๆ ที่มีความต้องการนำ IT Compliance เข้าไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับการทำงานให้ดียิ่งขึ้น รองรับการปฏิบัติตามกฎหมายที่ถูกต้อง

และในปี 2568 ฟินเน็ตจะเน้นการขยายธุรกิจเพื่อให้บริการแพลตฟอร์มไปยังผู้ประกอบอาชีพตามมาตรา 16 ได้แก่ กลุ่มสถาบันการเงิน และกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

“โฟกัสของเรายังรักษาการเติบโตของรายได้หลักที่เป็น Recurring 90% โดยเฉลี่ยโต 10-15% ต่อปี อีกส่วนคือ 10% รายได้จากโครงการเฉพาะ ปัจจัยที่สนับสนุนให้เติบโตในระดับ 2 หลัก มาจากการขยายการรับงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เพิ่มมากขึ้น”

“ซีอีโอเน็ตเบย์” กล่าวถึงเป้าหมายในปี 2568 ด้วยว่า ยังคงรักษาการเติบโตของรายได้ในระดับ 15-17% พร้อมไปกับการเริ่ม Chapter ใหม่ คือ การแสวงหาพันธมิตรเพื่อ “เติบโตจากภายนอก” เช่น ในไตรมาสที่ 2/2568 จะร่วมกับพันธมิตร ทำ Garage Lending เป็นแพลตฟอร์มสำหรับอู่ซ่อมรถและบริษัทประกันภัย บริษัทร่วมทุนใหม่จะเข้ามาให้บริการกับอู่หรือเอสเอ็มอี ที่ต้องการเงินสินเชื่อเพื่อดำเนินธุรกิจ เนื่องจากอู่ซ่อมรถต้องซ่อมรถเสร็จก่อนจึงไปเบิกเงินจากประกันได้ จึงจะอาศัยช่องว่างตรงนี้มาให้บริการ โดยประสานจุดแข็ง เช่น ข้อมูลประกันภัย และประมวลผลข้อมูลแวดล้อมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นจากแหล่งเงินทุนให้กับเอสเอ็มอี

นอกจากนี้ ยังมีโครงการพิเศษที่ร่วมทำกับ Ditto ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญอย่าง Smart Zoo เฟสที่ 2-3 ก็จะเข้ามาเติมรายได้ส่วนที่ไม่ใช่ Recurring ด้วย

บทใหม่กับ 5 กลยุทธ์เร่งโต

“ปีนี้เริ่มเห็นภาพชัดแล้วว่าเราได้พันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง Ditto, TEAMG รวมถึง SITEM ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่เบื้องหลังโครงสร้างพื้นฐานไอทีให้บริษัทเทคยักษ์ใหญ่จำนวนมาก พันธมิตรเหล่านี้ป้อนงานให้เราในโครงการพิเศษต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ Recurring”

กลยุทธ์ในการเติบโตในปี 2568 มี 5 แกน คือ 1.เติบโตจาก Recurring Base เป็น Organic Growth 2.สร้างนวัตกรรมและ Product ใหม่ ๆ 3.เติบโตจากการทำงานร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ 4.เติบโตจากการทำงานร่วมกับพันธมิตรด้านโซลูชั่น และ 5.เติบโตจากการทำโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (In-organic Growth)

ในส่วนที่เป็นการเติบโตแบบ In-organic Growth จะเป็นโฟกัสใหม่ เรียกว่า Chapter ใหม่ ที่จะทำให้รายได้เติบโตได้ดี และ“ลดความเสี่ยง” โดยโครงการที่น่าสนใจในอนาคตยังมีอีกมาก ทั้งในกลุ่มการเงิน ประกันภัย รวมถึงเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม โซลูชั่นเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตและอื่น ๆ

ดังนั้น แม้ปัจจุบันจะมีพันธมิตรรายสำคัญอยู่แล้วก็จะแสวงหาพันธมิตรเพิ่มเติมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อโฟกัสใหม่ที่อยากเร่งสปีดการเติบโตให้มากกว่าการได้รับรายได้ประจำ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เน็ตเบย์ Next Chapter เปิดสูตรเร่งโตโฟกัส 5 แกน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...