โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(จบ)เซียนสาวทะลุมิติยุค90

นิยาย Dek-D

อัพเดต 17 ก.พ. 2568 เวลา 03.48 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2567 เวลา 09.44 น. • koyzaa_6398
เซียนนั้นมีอายุขัยสูงสุดหนึ่งพันปีถึงจะต้องลงไปจุติแดนมนุษย์เพื่อผ่านด่านเคราะห์ที่ไม่อาจระบุได้ว่าจะต้องผ่านด่านเคราะห์ใดเพราะทุกอย่างอยู่ที่โชคชะตา…

ข้อมูลเบื้องต้น

จุติแดนมนุษย์

ณ แดนเซียน
แดนเซียนนั้นประกอบไปด้วยมนุษย์เซียนที่ฝึกฝนพลังปราณจิตสูงสุดยังโลกมนุษย์ได้เปิดประตูข้ามมายังดินแดนนี้ที่มีพลังวิญญาณบริสุทธิ์ มนุษย์เซียนกว่าจะกลายเป็นเซียนแท้จริงได้นั้นต้องมีอาจารย์ฝึกสอนวิชาและบำเพ็ญตบะจนสามารถมีจิตวิญญาณแห่งนิจนิรันดร์ บางครั้งมักจะลงไปยังดินแดนมนุษย์เพื่อสะสมบุญ เซียนนั้นมีอายุขัยสูงสุดหนึ่งพันปีถึงจะต้องลงไปจุติแดนมนุษย์เพื่อผ่านด่านเคราะห์ที่ไม่อาจระบุได้ว่าจะต้องผ่านด่านเคราะห์ใดเพราะทุกอย่างอยู่ที่โชคชะตา
ไม่ต่างจากอันเหยาอดีตเด็กกำพร้าที่โชคดีมีเซียนรับเป็นศิษย์ เมื่ออาจารย์ลงจุติด้านเคราะห์ได้มาบอกลาเพราะต้องไปยังดินแดนเทพ โดยอันเหยาฝึกฝนเขียนยันต์ไปขายให้มนุษย์ยันต์ของนางนั้นมีแบบค่ายกล ปราบสิ่งชั่วร้าย รักษา คำสาป หลากหลายอย่างเพราะนางไม่ต่างจากเซียนเวทย์ผู้มีจิตวิญญาณหยินหยางทีี่มีทั้งความดีและความชั่วร้าย มีพลังปราณแสงสว่างและความมืด ทั้งสองพลังจิตวิญญาณรวมกันกลายเป็นความบริสุทธิ์ที่ฟังคำสั่งของนางได้เพียงผู้เดียว
"เซียนอันเหยาท่านนำเลือดประทับตราตรงนี้เถิด เมื่อไหร่ที่ท่านผ่านด่านเคราะห์สำเร็จจะหวนคืนกลับมายังดินแดนเซียนอีกครั้งเพื่อรอขึ้นไปดินแดนเทพ" เซียนเฝ้าประตูอุโมงค์กาลเวลาเวียนว่ายตายเกิดพูดขึ้น ซึ่งอันเหยารู้ดีว่าถ้าเข้าไปยังอุโมงค์กาลเวลาเวียนว่ายตายเกิดจะถูกลบความทรงจำรวมถึงผนึกพลังทั้งหมดเป็นการเกิดใหม่อย่างแท้จริง
"ถ้าข้าไม่สามารถผ่านด่านเคราะห์ไปได้เล่า" อันเหยาถามขึ้น
"ท่านก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดเก้าชาติ ถ้าไม่สำเร็จจิตวิญญาณท่านจะถูกทำลายนี่คือกฏ"
"ข้าเข้าใจแล้วขอบคุณท่านมาก" อันเหยาใช้เล็บกรีดนิ้วมือตัวเองที่มีเลือดสีทองปะปนกับสีดำขาวเป็นสายเลือดผสมที่บริสุทธิ์หาได้ยากในจิตวิญญาณเดียว ปึก..
"ตราประทับตอบรับแล้ว เชิญเถิดหวังว่าเราจะพบกันใหม่"
"เจ้าค่ะ" อันเหยาโค้งศีรษะเล็กน้อย นางรู้เพียงว่าดินแดนเซียนนั้นหมุนช้ามาก ถ้านางได้ลงไปยังแดนมนุษย์แต่ไม่รู้ว่าจะเหมือนครั้งก่อนที่ไปสะสมบุญบารมีในดินแดนมนุษย์สิบปีแต่ดินแดนเซียนเพียงผ่านไปสิบวัน นั่นก็หาใช่เรื่องยากที่จะคาดเดา ทำให้นางกระโดดลงไปยังอุโมงค์กาลเวลาเพื่อเวียนว่ายตายเกิดทันที นางหลับตาปล่อยให้ร่างกายหยาบสลายไปโดยไม่รู้ว่าด้านบนมีเทพลงมาสั่งให้ปิดอุโมงค์ทันที
"มีผู้ใดได้ลงไปผ่านด่านเคราะห์ตอนนี้หรือไม่"
"อะเอ่อ…อาจารย์มีเซียนเวทย์อันเหยาเพิ่งลงไปขอรับ" เซียนเฝ้าอุโมงค์พูดขึ้น
"อืม…ให้เงียบไว้มันคงเป็นโชคชะตาเพราะองค์เหนือหัวบอกว่าอุโมงค์แห่งกาลเวลาบิดเบี้ยวให้สั่งปิดสิบปี" เทพชะตาได้แต่ถอนหายใจ สุดท้ายห้ามไม่ทันก็ทำได้ เพียงเก็บเงียบเพื่อไม่ให้ลูกศิษย์ได้รับโทษเพียงเท่านั้น
"ข้าเข้าใจแล้วขอรับอาจารย์"
"อืม..ข้าต้องกลับคืนแล้ว เจ้าจงปิดอุโมงค์นี้อย่าให้ผู้ใดลงไปอีก"
"ขอรับน้อมส่งอาจารย์" เซียนเฝ้าอุโมงค์คุกเข่าคำนับร่างอาจารย์หายไป ทำให้เขาจำต้องใส่พลังลงไปยังอุโมงค์ที่กลายเป็นภาพลวงตาหายไปทันที
"ศิษย์พี่เหตุใดถึงต้องปิดอุโมงค์ด้วยขอรับ"
"เบื้องบนบอกให้ปิดสิบปี เรากลับสำนักเถอะ"
"ขอรับ" สองศิษย์สำนักค่ายกลยืนบนกระบี่เซียนหายไปทันที
ด้านอันเหยา ตัวนางในตอนนี้มีสัมปชัญญะทุกประการนางได้แต่เฝ้ารอว่าเมื่อใดถึงจะมีอะไรดึงดูดเข้าไปยังหลุมลึกแล้วความทรงจำหายไป ทำให้นางได้แต่ลืมตาตื่นขึ้นมองรอบตัวไม่ได้มืดสนิทแต่ทุกอย่างหยุดนิ่ง ก่อนที่จะสงสัยภาพความทรงจำของใครอีกคนไหลหลากมารวมกัน
จนทำให้นางเข้าใจแล้วว่าในตอนนี้ตัวเองได้มาอยู่โลกใหม่หาใช่ทารกไร้เดียงสาอย่างที่คิด แต่มาอยู่ในร่างหญิงสาววัย20ปีที่มีนามว่าหยวนอันเหยา ที่เกิดและเติบโตมาในชนบทหลังจากจบชั้นมัธยมปลาย เธอมาทำงานที่เมืองหลวงได้เป็นพนักงานแยกอะไหล่โทรศัพท์ มักถูกเพื่อนร่วมงานกลั่นแกล้งหัวหน้าเขม้น เพียงเพราะเธอเกิดจากชนบทแต่เพียงเพราะผิวดี ใบหน้าสวยทำให้หนุ่มโรงงานรุมจีบเธอ การถูกใช้งานอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน ในช่วงที่ไม่สบายกลับมาห้องเช่ารีบนอนหลับด้วยความอ่อนเพลียและไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย
โลกใบนี้อยู่ในปี1999 ยุค90สมัยใหม่ที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่ถูกสร้างขึ้นหลากหลาย ประเทศจีนเป็นประเทศที่เข้าสู่การพัฒนาผลิตดาวเทียมใช้เองในประเทศ ทำให้มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตเร็วระดับ3จี นักลงทุนร่วมมือสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ขึ้นภายในประเทศ ที่ในตอนนี้วางแผนจะเปิดเข้าสู่โลกกว้างแต่ผู้นำประเทศเล็งเห็นความมั่นคงของชาติ เลยออกกฏหมายให้ใช้ได้เพียงในประเทศเท่านั้น เพราะแพลตฟอร์มนี้ขึ้นตรงสู่ทางภาครัฐถือว่าเผด็จการแต่ชีวิตความเป็นอยู่ของชาติมั่นคง ค่าเงินแข็งค่าเพราะประเทศจีนเป็นแหล่งส่งออกผลิตภัณฑ์ ผลผลิต รถยนต์ เครื่องอุปโภค-บริโภค นักลงทุนขยายสาขาไปยังต่างประเทศเช่นกันถือว่าเป็นยุคสมัยเฟื่องฟูแต่ว่าชนบทก็ยังคงใช้วิถีชีวิตดั้งเดิมอยู่ ครืนน!
"สวัสดีค่ะ" อันเหยารับโทรศัพท์ที่เป็นเครื่องเล็กๆมีเสาสัญญาณปุ่มกดสามารถโทรเข้าโทรออกได้เพียงเท่านั้น เมื่อรู้ว่าใครโทรมา ทำให้เธอกดรับด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบไม่ได้ร้อนรนมากนัก
(หยวนอันเหยานี่กี่โมงแล้วหล่อนยังไม่มาทำงานอีกเหรอ!) น้ำเสียงดังจากปลายสายทำให้อันเหยาเงียบสักพักพูดขึ้น
"ฉันไม่สบายก็บอกหัวหน้าแล้วไม่ใช่เหรอ?เป็นหัวหน้าเองที่บอกว่าทำงานกองนี้เสร็จจะให้พักไม่ใช่เหรอคะ?"
(ฉันให้หล่อนพักไม่ใช่ลาหยุด ถ้าเป็นแบบนี้มารับใบเชิญลาออกซะ!)
"หัวหน้าคุณไม่ต่างจากลูกจ้างมีสิทธิ์อะไรไล่พนักงานออกคะ?"
(ทำไมฉันจะไม่มีผู้จัดการอ่าวคือแฟนหนุ่มของฉัน!)
"ผู้จัดการอ่าวตาบอดมากเลยนะคะ ได้ฉันจะยื่นใบลาออกเองเพราะคุณไม่มีสิทธิ์ไล่ฉันออก" ตี๊ด…อันเหยาตัดสายก่อนที่จะมองร่างกายเริ่มปรับสภาพทำให้รู้ว่าพลังจิตพิเศษที่มีพลังฟื้นฟูตามติดมาด้วย ทำให้เธอดีใจแล้วเริ่มตรวจสอบพลังของตัวเองที่อยู่ขั้นต่ำระดับ1ถือว่าน้อยนิดมาก ถ้าวาดยันต์ได้ก็คงได้ไม่เกินสามแผ่นและยันต์นั้นอยู่ในระดับต่ำเท่านั้น เสียดายที่โลกนี้อากาศบริสุทธิ์น้อยเกินไปน้อยเกินกว่าที่จะหาสถานที่บำเพ็ญ ทำให้นางลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวทันที

ฉันควรได้รับเงิน

อันเหยามองชุดของตัวเองที่ซื้อในตลาดตัวไม่เกินสองร้อยหยวนด้วยจิตใจหดหู่ จากความทรงจำค่าแรงในโลกใบนี้ขั้นต่ำวันละเจ็ดสิบหยวนซึ่งร่างนี้ทำงานล่วงเวลาถึงแม้โดนเอาเปรียบแต่ระบบเข้า-ออกบริษัทยุติธรรม เดือนนึงเธอจะได้รับเงินสองพันห้าร้อย-สองพันเจ็ดร้อยหยวนถือว่าเยอะมาก ร่างนี้เช่าห้องตกอยู่เดือนละหนึ่งพันหยวนส่งบ้านเดือนละห้าร้อยหยวนที่เหลือเอาเก็บและใช้จ่ายเพราะในเมืองใหญ่แห่งนี้ค่าเงินสูงจริงภาษีเองก็สูงตามเช่นกันทุกอย่างแพงทั้งหมด
"เฮ้อ! ฉันคงทำได้เพียงที่เก็บของเล็กๆเท่านั้นน่าเศร้าใจนัก" อันเหยาใช้พลังจิตขั้นต่ำอันน้อยนิดจรดปลายนิ้วชี้ร่างอักขระลงยังกระเป๋าสะพายใบเล็กให้ด้านในเป็นช่องเก็บของที่สามารถเก็บกระเป๋าเดินทางขนาดกลางได้เท่านั้นแต่การทำแบบนี้มันสูบพลังมากจริงๆทั้งที่แต่ก่อนเธอเคยวาดยันต์น้อยสุดหนึ่งร้อยใบ สร้างเวทย์มิติเก็บของให้คงสภาพได้สิบครั้งและกลายเป็นห้องขนาดใหญ่หาใช่แบบนี้
เมื่อเก็บเสื้อผ้า เอกสารสำคัญ ของใช้จำเป็นใส่ในกระเป๋าเดินทางเธอก็นำใส่ในกระเป๋าสะพายจากนั้นเดินออกจากห้องเหลือสองวันถึงจะสิ้นเดือนทำให้เธอเดินไปยังเคาน์เตอร์ผู้ดูแลห้องเช่าที่เป็นดั่งอพาร์ทเม้นท์เก่าๆห้าชั้นเพียงเท่านั้น
"ป้าจางฉันมาคืนกุญแจค่ะ"
"หืม…ทำไมถึงมาคืนล่ะหรือว่าไม่มีค่าห้อง"
"ไม่ใช่ค่ะฉันพอมีเงินเก็บอยู่บ้างเลยอยากจะไปดูครอบครัวที่ชนบท"
"เฮ้อ…ป้าเข้าใจดีเพราะการที่ได้ค่าจ้างสูงกว่าบ้านเกิดมันอาจไม่พอใช้ที่นี่แต่ที่บ้านของเราสามารถใช้ได้หลายเดือน"
ป้าจางเป็นแม่บ้านดูแลที่นี่ได้เงินค่าจ้างเดือนละสองพันหยวนถือว่ามากแต่ต้องจ่ายค่าเช่าเหมือนกัน เดือนนึงแทบไม่พอใช้เพราะป้าจางมักเล่าให้ฟังว่าต้องส่งหลานเรียนในเมือง เพราะอยากให้เขามีอนาคตแต่ค่าใช้จ่ายนั้นสูงมากเลยคิดว่าถ้าไม่ไหวจะให้หลานจบแค่ชั้นมัธยมปลายกลับชนบทเหมือนกัน
"ป้าดูแลตัวเองด้วยนะคะฉันต้องขอตัวก่อน"
"อืม..ขอให้โชคดีกระเป๋าเยอะไหมเดี๋ยวป้าช่วยขนไปหน้าปากซอย"
"เอ่อ…เมื่อวานฉันขนไปฝากไว้บ้านเพื่อนแล้วค่ะตอนนี้เหลือแค่ตัว"
"อืมงั้นเดินทางปลอดภัยนะ"
"ค่ะ" อันเหยายิ้มจากนั้นเดินจากไปถือว่าป้าจางคนนี้นิสัยดีคอยช่วยเหลือร่างนี้บ่อยๆทำให้เธอพูดขึ้น
"ป้าจางฉันขอดูสร้อยที่คอป้าได้ไหมคะ?" สร้อยของป้าจางนั้นเป็นสร้อยเงินราคาไม่เกินห้าร้อยหยวนด้านในมีเครื่องรางที่ป้าจางบอกว่ามันช่วยในเรื่องความโชคดี
"ได้สิ" จางหนิงยิ้มจากนั้นถอดสร้อยมอบให้อันเหยาขีดเขียนสักพักแล้วส่งคืนก่อนที่หน้าซีดเหงื่อไหลอาบทั่วหลังพูดขึ้น
"ความโชคดีของป้าจะมีสามครั้งซื้อตั๋วเสี่ยงโชคบ้างนะคะเผื่อได้มีเงินกลับบ้านแล้วไปสร้างธุรกิจและส่งลูกหลานให้เรียนสูงๆ"
"ขอบใจมากงั้นป้าจะเชื่อเธอนะนี่น้ำเดินทางไกลอาจหิวได้ เธอมีเบอร์ติดต่อป้าอยู่ถ้าขาดเหลืออะไรอยากให้ป้าช่วยโทรมาได้ตลอดเลยนะ"
"ค่ะแล้วฉันจะโทรหาป้าอย่าลืมนะคะความโชคดีของป้ามีสามครั้งมีป้าคนเดียวที่โชคดีถือว่าเป็นคำขอบคุณที่ตลอดสองปีช่วยดูแลฉันมาตลอด"
อันเหยายิ้มก่อนเดินจากไปช่วงที่ยังหางานไม่ได้สองเดือนเต็มป้าจางช่วยจ่ายค่าเช่าให้เธอก่อนจนเธอได้เงินเดือนครั้งแรกใช้คืนทีละครึ่งป้าก็ไม่ว่าอะไรถือว่าช่วยเหลือกัน เสียดายที่เวทย์แห่งโชคนี้สามารถทำให้คนอื่นได้ไม่สามารถทำให้ตัวเองเพราะผิดกฏสวรรค์ไม่ต่างจากเวทย์ทำนายชะตาผู้อื่นได้ไม่สามารถทำนายอดีต-ปัจจุบัน-อนาคตที่เกี่ยวข้องกับตัวเองได้เลย เมื่อมาถึงโรงงานผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีทุกชนิดมีทั้งหมดห้าชั้นเป็นโรงงานใหญ่ที่มีชื่อเสียงในเมืิองนี้ อันเหยาขอซองขาวเพื่อเขียนใบลาออกจากนั้นเดินไปยังห้องผู้จัดการ !ก็อก ก็อก!
"เข้ามา" เมื่อได้ยินเสียงตอบรับอันเหยาเดินเข้าไปด้านในเห็นชายวัย40ปีกำลังมองเอกสารก่อนเงยหน้ามองดูเธอ
"มีอะไรเหรอ?ถึงมาหาฉันที่นี่ได้" อ่าวหมิงถามขึ้นด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนแต่แววตาเจ้าเล่ห์อย่างมากทำให้อันเหยาพูดขึ้น
"ฉันมายื่นใบลาออกที่แจ้งหัวหน้าแผนกไปก่อนหน้านี้ค่ะ"
"อืมฉันได้รับเรื่องแล้วเอาใบลาวางไว้ได้เลย"
"ผู้จัดการกรณีที่ฉันยื่นใบลาออกเองคุณต้องจ่ายเงินค่าจ้างตามเวลาที่ฉันลงทะเบียนเข้าออกและสามารถหักเงินส่วนที่เหลือสองวันที่ฉันไม่ได้เป็นพนักงานที่นี่ได้ คุณช่วยจ่ายให้ฉันด้วยค่ะในเมื่อคุณรับเรื่องแล้ว" อันเหยาพูดอย่างใจเย็น
"คุณหยวนการที่ผมรับเรื่องแล้วไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้รับเงินเพราะรายงานความประพฤติของคุณติดลบบริษัทสามารถไล่คุณออกตอนไหนก็ได้นะครับนี่ถือว่าผมยอมเจรจาเพราะให้เกียรติเห็นแก่ที่คุณอายุน้อยแล้วจะไปสมัครงานที่ไหนไม่ได้" อ่าวหมิงพูดขึ้นด้วยแววตาเจ้าเล่ห์เหมือนเดิม
"คุณต้องการอย่างนี้ใช่ไหมผู้จัดการ งั้นฉันจะขึ้นไปยังแผนกร้องเรียนสิทธิกรมแรงงานเองก็ได้จะได้โต้แย้งว่าฉันประพฤติสิ่งไหนไม่เหมาะสม" อันเหยากำลังจะเดินออกไปแต่หัวหน้าแผนกซู่หยาเดินเข้ามาพูดขึ้น
"หยวนอันเหยาเธอถูกไล่ออกเพราะแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมในระหว่างทำงานข่มขู่เพื่อนร่วมงานเธอเซ็น…อึก!"
"ตอนฉันทำงานหล่อนก็เอาแต่ใช้งานหนักกว่าคนอื่น อยากรู้ว่าฉันทำผิดอะไรถึงต้องไล่ฉันออก ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าฉันจะเป็นคนออกเองหล่อนไม่มีสิทธิ์!"
เพล้ง! เพล้ง! แม้ว่าใช้พลังมากในการควบคุมแต่ไม่ได้ทำให้อันเหยาทรมานมากนักเพราะพลังมันฟื้นฟูกลับคืนมาได้ตลอดเวลา เธอใช้มือดึงซู่หยาจากนั้นบีบกรามจนกระดูกส่งเสียงดังกึกกัก "กรี้ดดดดด!!!" ซู่หยาพยายามดิ้นหนีแต่เพราะแรงที่เหมือนคีบเหล็กทำให้ร้องออกมา
"หยวนอันเหยาเธอเป็นผู้ฝึกยุทธ์เหรอ!" อ่าวหมิงถามด้วยความตกใจเพราะน้อยมากจะมีผู้ฝึกยุทธ์มาอยู่ในเมืองเล็กๆเพราะผู้มีตัวตนระดับนี้ต้องอยู่ในเมืองหลวงหรือไม่ก็ทำงานให้กับตระกูลใหญ่ไม่ควรเป็นเพียงพนักงานธรรมดาที่นี่
"รู้แล้วก็เอาเงินมาฉันรู้ว่าแกซ่อนเอาไว้..ถ้าไม่เอามาคอยดูฉันจะตามล้างตระกูลของแกให้ตายทั้งหมด!" อันเหยาเริ่มไม่มีแรงเพราะใช้พลังมากแต่ทำให้อ่าวหมิงที่รนรานเปิดลิ้นชักนำเงินออกมาให้สามพันหยวนแล้วเขาพูดขึ้นเสียงสั่น
"คุณเหยาผมให้คุณสามพันขอร้องอย่าได้ทำอะไรตระกูลผมเลยแล้วก็ช่วยปล่อยเธอได้ไหม"
"เหอะแค่นี้ก็สิ้นเรื่องผู้หญิงคนนี้ปากเน่าเกินไปควรปิดปากสักหน่อย" อันเหยาพูดเสร็จเธอก็กดแรงเล็กน้อยทำให้ซู่หยาได้แต่อ้าปากค้างเลือดไหลออกมาจากปากก่อนที่อันเหยาจะจากไปได้พูดขึ้น
"หวังว่าคุณจะไม่พูดเรื่องของฉันถ้าเกิดคนนอกรู้ฉันไม่ปล่อยพวกคุณไว้แน่"
ยังดีห้องนี้ปิดม่านทึบทำให้ไม่มีใครเห็นอาจจะมีเสียงดังเล็ดลอดออกไปเพียงเท่านั้น เมื่อเธอเดินจากไปด้วยสายตาคนในแผนกมองอย่างดูถูกซึ่งอันเหยาไม่ได้สนใจเพราะชีวิตคนพวกนี้ชาตินี้คงไม่เป็นนายคนหรอก เพียงสิบนาทีก็มีคนหามซู่หยาออกจากบริษัทด้วยความเร่งรีบทันที

เดินทางกลับบ้าน

-ผ่านไป1ชั่วโมง-
หลังจากออกจากบริษัทอันเหยานั่งพักอยู่ที่สถานีรถไฟเพื่อเดินทางไปยังเมืองเฉียงที่ต้องผ่านเมืองอีกสองเมืองที่นั่นเป็นเมืองบ้านเกิดของร่างนี้ที่ต้องต่อรถโดยสารไปยังอำเภอฉงและต้องต่อรถจักรยานสามล้อรับจ้างไปยังหมู่บ้านอีกห้ากิโลเมตร
"หยวนอันเหยาเป็นเธอจริงๆด้วย" น้ำเสียงทักทายที่ดูจะดูถูกเล็กน้อยของหญิงสาวที่เดินลงมาจากรถเก๋งโดยบุรุษร่างท้วมสวมชุดเสี่ยสีชมพูเข้มเดินลงตามมาจากด้านหลังมีใบหน้าหื่นกามจ้องมองอันเหยาตาไม่กระพริบ
"อืม…"
"นี่เธอจะไปไหนเหรอ?"
"กลับบ้านมีอะไร"
"เปล่าแค่ฉันไม่คิดว่าหัวหน้าห้องอย่างเธอจะมาตกที่นั่งลำบากต้องนั่งรอรถไฟอีกเหรอ?ดูฉันนี่พี่ปิงดูแลอย่างดีเสียดายที่เบาะหลังเต็มไปด้วยของฝากเลยไม่สามารถเว้นที่ว่างให้เธอกลับบ้านนอกได้"
สวีหลินพูดขึ้นจากความทรงจำอันเหยาได้รับรู้ว่าผู้หญิงคนนี้คือเพื่อนสมัยเรียนในเมืองด้วยกัน ตามจริงแล้วถ้าฐานะทางบ้านดีอันเหยาคงได้ต่อมหาวิทยาลัยในเมืองใหญ่มีความมั่นคงในชีวิตแต่ต้องเสียสละให้น้องชายและน้องสาวฝาแฝดที่ตอนนี้เรียนชั้นมัธยมปลายอายุ16ปี สวีหลินนั้นเป็นหลานสาวของหัวหน้าหมู่บ้านดินดำที่ครอบครัวขายหมูในตลาดพอมีฐานะแต่ความริษยาทำให้หล่อนถึงมาเยาะเย้ยเธอแบบนี้
"ฉันก็ไม่ได้ขอไปด้วยนี่แล้วอีกอย่างบอกผู้ชายของเธอด้วยว่าถ้าไม่เลิกมองด้วยสายตานั้นฉันจะควักลูกตาของเขาออก"
"นี่หล่อนกล้าเหรอ?พี่ปิงทำไมถึงใช้สายตานั้นมองเธอด้วย!"
"ปะเปล่า…เธอก็รู้ว่าพี่สายตาสั้นเราแต่งงานกันมาหลายเดือนแล้วยังไม่เชื่อใจกันอีกเหรอ?" คำตอบของสามีทำให้สวีหลินพอใจพูดขึ้น
"พี่ปิงรักฉันคนเดียวหล่อนมันก็ได้แค่นั้นแหละเธออย่าหลงตัวเองให้หน่อยเลย"
"ฉันไม่อยากจะมาโต้เถียงกับเธอ เธอหัดดูสภาพสามีตัวเองบ้างว่าเหมาะสมที่จะหึงหวงไหม อีกอย่างมาว่าฉันหลงตัวเองเธอเองมากกว่ามั้งที่คิดว่าผู้ชายทั้งโลกจะรักจะหลงแค่เธอคนเดียว" อันเหยาเท้าเอวพูดขึ้นด้วยแววตาเยาะเย้ยคนนึงหน้าขาวเหมือนเล่นงิ้ว อีกคนอ้วนอย่างหมูตอนแต่งตัวไม่ดูสารรูปตัวเองยังหลงตัวเองอีก
"เหอะฉันก็ไม่อยากจะเสียเวลาคนจนอย่างเธอหรอกไปเถอะค่ะพี่ปิง" สวีหลินรู้สึกอับอายที่มีคนมองเพราะเธอรู้สึกอายเหมือนกันที่มีสามีที่สภาพดูไม่ได้แต่เขาเป็นผู้จัดการในโรงงานกระป๋องทำให้เธออวดคนอื่นได้บ้างเลยพอที่แต่งงานโอ้อวดให้คนในหมู่บ้านอิจฉาเล่น
"จ๊ะ" ปิงหยูมองหญิงสาวที่ผิวขาวแม้หุ่นดีแม้จะสวยกว่าภรรยาหลายเท่าแต่หล่อนคงเป็นเพียงคู่นอนไม่เหมาะกับคู่ชีวิตเพราะหล่อนมีฐานะยากจนยังดีที่ภรรยาพอเป็นหลานสาวผู้นำหมู่บ้านและครอบครัวเลี้ยงหมูพอมีฐานะแต่ไม่ถึงกลับรวย อย่างน้อยดีกว่าคนจนเพราะเขารู้จักครอบครัวหยวนที่ไม่มีที่ดินทำกินเพราะที่ดินที่รัฐมอบให้แปลงนั้นเพาะปลูกไม่ได้ โดยครอบครัวนี้หาผักป่าบางครั้งก็ขึ้นเขาล่าสัตว์เสี่ยงอันตรายประทังชีวิตในบ้านหลังเล็กที่ต้องเบียดกันหลายคน
อันเหยามองรถแล่นออกไปก็ได้แต่มึนงงโลกมนุษย์สมัยนี้คนแบบนี้ก็มีด้วยอย่างนั้นเหรอ?เธอได้แต่คิดในใจ จนกระทั่งรถไฟสายตรงไปเมืองฉงสำหรับนอนที่เธอเสียเงินไปสองร้อยหยวนถือว่าเป็นเงินที่มากสำหรับชาวบ้านแต่น้อยนิดสำหรับคนในเมืองใหญ่จริงๆ จุดหมายปลายทางต้องนั่งบนรถไฟเกือบสองวันเพราะมันต้องไปจอดตามสถานีอื่นๆด้วย
'เวลาว่างฉันต้องบำเพ็ญเพียรถนอมจิตสักหน่อย' อันเหยาพูดในใจหลังจากขึ้นมายังที่นอนของตัวเองซึ่งมันเป็นสองขั้นแคบมากเพราะทางเดินเดินได้เพียงคนเดียวเท่านั้น
"คุณครับผมอยู่เตียงนี้"
"อ๋อขอโทษค่ะ" อันเหยาพูดก่อนจะปีนบันไดขึ้นไปชั้นบนมองสามีและภรรยาอุ้มลูกน้อยที่ยังคงหลับสนิทดูเขาเป็นสุภาพบุรุษไม่น้อยเพราะให้ภรรยากับลูกนอนเตียงส่วนเขานั่งตรงทางเท้า กระทั่งลูกชายร้องลั่นงอแง อุ๊แว้ อู้แว้!!
"ขอโทษด้วยนะครับคือเราเดินทางกะทันหันลูกชายผมเพิ่งคลอดได้แค่สามเดือนเลยไม่ชินการเดินทาง" ผู้เป็นพ่อโค้งศีรษะกล่าวขอโทษผู้โดยสารทุกคนโดยบางคนเข้าใจส่วนบางคนบ่นอย่างไม่พอใจ
"โอ้ยถ้าร้องแบบนี้ฉันจะนอนหลับได้ยังไงเสียเงินมาแพงนะ!"
"ผมขอโทษครับ"
"ลูกตัวร้อนทำยังไงดีคะคุณ" เสียงภรรยาที่ยังอายุน้อยพูดขึ้นเมื่อจับตัวลูกที่ร้องลั่นต้องตกใจมากกว่าเมื่อตัวร้อนเหมือนไฟอยู่ใต้ผ้าอ้อม
"ทำยังไงดีรถไฟออกแล้วเราไม่สามารถให้ขบวนหยุดได้" ผู้เป็นสามีพูดขึ้นอย่างร้อนรนเหมือนว่าทั้งสองเป็นพ่อแม่มือใหม่จนกระทั่งอันเหยาลงมาใช้นิ้วแตะหน้าผากสักพักก็พูดขึ้น
"เดี๋ยวก็ดีขึ้น..เขาจะตื่นขึ้นจนกว่าพวกคุณถึงปลายทาง" พูดเสร็จอันเหยาก็ขึ้นไปยังเตียงของตัวเองจากนั้นปิดกั้นเสียงภายนอกแล้วเข้าสู่ห้วงสมาธิทันที
"คุณลูกหายตัวร้อนแล้ว" จินจิงจิงดีใจพูดขึ้นเมื่อตัวของลูกชายอุ่นแบบปกติและหลับด้วยความสุขทำให้ผู้เป็นพ่ออย่างหลูหยูมองขึ้นไปชั้นบนพูดขึ้น
"เราคงเจอปรมาจารย์เข้าแล้ว คุณนอนพักผ่อนเถอะถ้ารถไฟขบวนนี้จอดที่ไหนผมจะลงไปซื้อของตอบแทนเธอ"
"ค่ะ" จินจิงจิงยิ้มก่อนจะกอดลูกแล้วหลับไปด้วยความอ่อนเพลียเช่นเดียวกับหลูหยูที่หลับตาพิงผนังรถไฟ ผู้โดยสารคนอื่นเองก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลียเช่นกัน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...