โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

"CAMPAIGN Z" ยุทธการเดือดยึดล่องแจ้ง กับศึกสุดท้ายที่ "ทุ่งไหหิน"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 ก.ค. 2568 เวลา 11.24 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2568 เวลา 11.23 น.
นายพล เหงียน ฮู อัน ตรวจแถวทหารกองพลรถถังที่ 203 เมื่อ พ.ศ. 2518 (ภาพจาก Wikimedia Commons)

ปลาย พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) ขณะที่ประธานาธิบดีนิกสันกำลังถอนทหารอเมริกันจากเวียดนามใต้อย่างจริงจัง แต่เร่งระดมการทิ้งระเบิดเป้าหมายทั้งในเวียดนามเหนือและเส้นทางโฮจิมินห์ในลาวหนักยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการเจรจาสันติภาพระหว่างคิสซินเจอร์กับเลอดึกโธแห่งเวียดนามเหนือ เวียดนามเหนือก็เปิดการรุกทางทหารครั้งใหญ่ CAMPAIGN Z” โดยดำรงความมุ่งหมายเดิมคือเข้ายึดเมืองล่องแจ้ง ศูนย์บัญชาการรบของซีไอเอให้ได้ภายในวันที่ 14 มกราคม 2515

นายพล เหงียน ฮู อัน

“CAMPAIGN Z” อยู่ภายใต้การบัญชาการของ นายพล เหงียน ฮู อัน (Nguyen Huu An) ประกอบด้วย 2 กองพลทหารราบ ซึ่งมีหน่วยกำลังรบหลัก 7 กรมทหารราบ (21 กองพัน กองพันละ 600 คน)

กองพล 312 ประกอบด้วย 4 กรมทหารราบ ได้แก่ กรม 141 กรม 165 กรม 209 กรมอิสระ 866 เพิ่มเติมกำลังด้วย กองร้อยลาดตระเวน 24 และกองพันขนส่งที่ 8 สมทบด้วย กองร้อยรถถังที่ 18 (รถถัง T-34 10 คัน รถถัง T-76 3 คัน และ รถกู้ 1 คัน)

กองพล 316 ประกอบด้วย กรม 148 กรม 174 (กองพันที่ 1 2 3 และ 4) กรม 335 (กองพันที่ 1, 2 และ 3) หน่วยขึ้นสมทบ กองร้อยรถถังที่ 9 (รถถัง T-34 8 คัน รถสายพานลำเลียงพล K-63 4 คัน) 3 กองพันแซปเปอร์ เพิ่มเติมกำลังด้วย 6 กองร้อยแซปเปอร์อิสระ

หน่วยยิงสนับสนุน ประกอบด้วย 1 กองพันปืนใหญ่สนาม 130 มม. 1 กองร้อยปืนใหญ่กระสุนวิถีโค้ง 122 มม. 1 กองร้อยเครื่องยิงระเบิด 120 มม. กรมทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานอิสระ 226 กองพัน 117 (3 กองร้อยปืนกล 37 มม. 1 กองร้อยปืนกล 23 มม.) กองพัน 128 (2 กองร้อยปืนกล 37 มม. และ 1 กองร้อยปืนกล 14.5 มม.) กองพัน 125 (3 กองร้อยปืนกล 14.5 มม.) กองพันอิสระ 242 (จากกรม 559) เพิ่มเติมกำลังด้วยปืนกล 12.7 มม. 54 กระบอก

หน่วยสนับสนุน ประกอบด้วย 3 กองพันทหารช่าง 9 กองพันทหารราบจากกองทัพประเทศลาว และกุลี (กรรมกรแบกหาม) 2,500 คน

รวมกำลังพลทั้งสิ้น : 27,000 คน

นายพล เหงียน ฮู อันผู้นี้เมื่อครั้งเป็นพันโทได้ทำหน้าที่บัญชาการรบที่นาดรัง ระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน 2508/1965 ต่อสู้กับกองพันที่ 1 กรมทหารม้าอากาศที่ 7 ซึ่งมี พันโท ฮาโรลด์ มัวร์ เป็นผู้บังคับกองพัน เป็นการยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศครั้งแรกของทหารสหรัฐ ต่อมาได้นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ WE WERE SOLDIERS” นำแสดงโดย เมล กิบสัน

แผนการรบ บก.ผสม 333 : ตั้งรับเหนียวแน่น ทำลายด้วยปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศ

James E. Parker Jr ผู้ปฏิบัติหน้าที่ Desk Officer ของซีไอเอขณะนั้น บันทึกแนวความคิดในการเตรียมรับศึกของ บก.ผสม 333 ซึ่งมี พล.ท. วิฑูรย์ ยะสวัสดิ์ “เทพ” เป็นผู้บัญชาการไว้ใน Battle For Skyline Ridge ว่ามาจากประสบการณ์การรบที่ผ่านมาของฝ่ายเรา คือการยืนหยัดตั้งรับอย่างเหนียวแน่นในฐานที่มั่นดัดแปลงแข็งแรง เพื่อให้ข้าศึกต้องอยู่ในพื้นที่เปิดระหว่างการเข้าตี ทำให้กลายเป็นเป้าหมายเปิดที่อ่อนแอต่อการถูกโจมตีทั้งด้วยปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศของฝ่ายเราซึ่งได้เปรียบเหนือกว่า

แม้ด้านหนึ่งจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อกองกำลังในฐานที่มั่นที่ต้องตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่ก็ได้ผลลัพธ์ที่ดีมาโดยตลอด นอกจากนั้นฝ่ายเวียดนามเหนือยังมีจุดอ่อนที่ไม่สามารถทำการรบได้ยาวนานนัก เนื่องจากปัญหาเส้นทางการส่งกำลังบำรุงที่ยากลำบากและยาวไกล โดยเฉพาะยุทธวิธีหลักของเวียดนามเหนือคือการทุ่มเทกำลังพล และการยิงด้วยอาวุธหนักอย่างรุนแรงให้ได้ชัยชนะอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความสิ้นเปลืองกระสุนเป็นอย่างมาก นำไปสู่ความขาดแคลนในที่สุด จนต้องยกเลิกแผนการเข้าตีและถอนกำลังกลับพร้อมด้วยความสูญเสียอย่างหนักในหลายครั้งที่ผ่านมา

โดยเฉพาะความล้มเหลวในการปฏิบัติตามแผนยุทธการ 74 B ของกองทัพเวียดนามเหนือเมื่อต้นปี พ.ศ. 2514 (ค.ศ. 1971) ซึ่งเป็นผลจากการตั้งรับอย่างเหนียวแน่นของทหารไทยที่บ้านนาและแนวรบหน้าสกายไลน์ จนนำไปสู่ความล้มเหลวของฝ่ายเวียดนามเหนือในที่สุด

ความคิดนี้ได้รับความเห็นชอบจากวอชิงตัน และพร้อมจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ทั้งในการเสริมสร้างความแข็งแรงของที่มั่นตั้งรับ รวมทั้งการระดมการโจมตีทางอากาศ ด้วยเครื่องบินรบกองทัพอากาศทั้งจากฐานบินเวียดนามใต้และประเทศไทยอย่างเต็มที่ เจ้าหน้าที่ซีไอเอที่อุดรได้ดำเนินการให้แอร์อเมริกาและทหารช่างสหรัฐสนับสนุนสิ่งอุปกรณ์ เพื่อการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับที่มั่นของทหารไทยในทุ่งไหหินและเตรียมความพร้อมของเครื่องบินรบอย่างเต็มที่

กลยุทธ์สามประสาน

สำหรับกำลังรบในพื้นที่ บก.ผสม 333 ได้วางแผนการดำเนินกลยุทธ์ในภาพรวมไว้ดังนี้คือ ทหารท้องถิ่นให้ทำหน้าที่แนวหน้าสุดเป็นฉากกำบังด้วยการรบแบบกองโจรตามความถนัดเพื่อรบกวนและแจ้งเตือนการเข้ามาของข้าศึกโดยหลีกเลี่ยงการรบแตกหัก ทหารเสือพรานให้ทำหน้าที่ป้องกันฐานยิงสนับสนุนของทหารปืนใหญ่ ทหารปืนใหญ่ให้ทำหน้าที่ยิงทำลายที่หมาย โดยมีกำลังทางอากาศของท้องถิ่นและสหรัฐสนับสนุน

กำลังทหารเสือพรานของไทยมีรวมทั้งสิ้นประมาณ 4,000 คน จะใช้กำลังประมาณ 2,000 คน เพื่อป้องกันที่หมายสำคัญคือ ฐานยิง “มัสแตง” และ “ไลอ้อน” ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของภูเทิง และใช้กำลังอีกประมาณ 1,000 คน วางไว้โดยรอบเพื่อป้องกันฐานยิง “คิงคอง” ที่ภูเก็งซึ่งอยู่ด้านเหนือสุดของพื้นที่ตั้งรับ

ส่วนกำลังที่เหลืออีกประมาณ 1,000 คน แบ่งระหว่างการป้องกันฐานยิง “แพนเธอร์” “สติงเรย์” และ “คอบร่า”

ฐานยิงมีทั้งสิ้น 6 แห่ง ประกอบด้วย ปืนใหญ่ขนาด 105 มม. 9 กระบอก 155 มม. 10 กระบอก และเครื่องยิงระเบิด 105 มม. 11 กระบอก เพิ่มเติมด้วยการโจมตีทางอากาศจากเครื่องบินรบชนิดต่างๆ โดยเฉพาะเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ บี-52

ประดาบก็เลือดเดือด : ทุกฐานยิงเสียที่มั่น

การเข้าตีของฝ่ายเวียดนามเหนือเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม และประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ฐานยิงปืนใหญ่ทั้งหมด 6 แห่งพร้อมด้วยกำลังทหารราบเสือพรานต้องถอนตัวเข้าสู่พื้นที่หน้าแนวสกายไลน์ ร.ท. สัญชัย บุณฑริกสวัสดิ์ นักบินประจำฐานยิงสติงเรย์บันทึกไว้ว่า “พื้นที่ทุ่งไหหินตกเป็นของฝ่ายข้าศึกภายในเวลาเพียง 67 ชั่วโมง ฝ่ายเราสูญเสียกำลังพลไปดังนี้คือ เสียชีวิต 388 นาย สูญหายหรือถูกจับเป็นเชลยประมาณ 1,186 นาย”

จากนั้นฝ่ายเวียดนามเหนือก็ปรับกำลังยึดแนวสกายไลน์เข้าคุกคามล่องแจ้งซึ่งมีกำลังป้องกันเพียง 2 กองพันทหารราบเสือพราน “ข้าศึกจำนวนมากเริ่มวางกำลังรายล้อมล่องแจ้ง ปืนใหญ่และอาวุธหนักข้าศึกเริ่มระดมยิงอย่างหนักโดยเฉพาะในคืนวันส่งท้ายปีเก่า ข้าศึกได้ระดมยิง ป. 130 กว่า 200 นัด ตั้งแต่เวลาประมาณ 17.00น. ทำให้คลังวัตถุระเบิดที่บริเวณท้ายสนามบินระเบิดขึ้นติดต่อกันถึงรุ่งเช้าวันปีใหม่”

ประธานาธิบดีนิกสัน : “ล่องแจ้งจะต้องไม่แตก”

วันที่ 1 มกราคม 2515 (ค.ศ. 1972) : ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง เฮนรี คิสซินเจอร์ มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงให้อำนาจอนุมัติการใช้ บี-52 ในการสนับสนุนการรบที่ล่องแจ้งสามารถกระทำได้ในระดับหน่วยบัญชาการทหารอากาศที่ไซ่ง่อนเพื่อความรวดเร็ว

วันที่ 2 มกราคม 2515 (ค.ศ. 1972) : มีบันทึกเสียงการสนทนาระหว่างคิสซินเจอร์กับประธานาธิบดีนิกสันที่ทำเนียบขาวว่า ไม่มีความหวังในลาว กำลังของฝ่ายเวียดนามเหนือที่ถาโถมเข้าสู่พื้นที่ทุ่งไหหินมีมากเกินกว่ากำลังของซีไอเอและคงจะต่อสู้ต้านทานได้อีกไม่นาน นิกสันเห็นด้วยว่าอีกไม่ช้าฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็คงจะยึดครองประเทศลาวได้ และต่อมา ในท้ายรายงานข่าวกรองประจำวันจากซีไอเอที่มีถึงประธานาธิบดีนิกสันบันทึกว่า “ล่องแจ้งจะต้องไม่แตก” และวันเดียวกันนี้คิสซินเจอร์ก็มีคำสั่งด่วนไปยังกองทัพอากาศอีกครั้งโดยมอบอำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายแก่ บก.ซีไอเอที่ล่องแจ้ง ในการใช้ บี-52 โจมตีเป้าหมาย

วันที่ 5 มกราคม 2515 (ค.ศ. 1972) : บี-52 จำนวน 3 ลำโจมตีเป้าหมายทางด้านเหนือของสกายไลน์อันเป็นที่โล่งในหุบเขาที่เรียกกันว่า “ฟาร์มวังเปา” ซึ่งเป็นเป้าหมายที่กำหนดโดย บก.ล่องแจ้ง และในวันต่อมา หน่วยลาดตระเวนม้งได้เข้าไปตรวจพื้นที่แล้วรายงานว่า ได้พบอาวุธยุทโธปกรณ์และชิ้นส่วนร่างกายข้าศึกกระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่ ผลการทิ้งระเบิดของ บี-52 น่าจะลงตรงกลางการรวมตัวขนาดใหญ่ของข้าศึก และจากรายงานการปฏิบัติหลังการรบของกรมอิสระ 866 สังกัดกองพล 312 เวียดนามเหนือ

ปรากฏว่า หน่วยนี้ได้เข้าที่รวมพลบริเวณภูหมอกซึ่งอยู่ตอนกลางของสกายไลน์ โดยได้รับภารกิจให้เข้าตีที่หมายบนสกายไลน์ในวันที่ 5-6 มกราคม ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าน่าจะเป็นหน่วยที่ถูกโจมตีโดย บี-52 ครั้งนี้ เพราะไม่ปรากฏว่ากรมอิสระ 866 นี้ได้ร่วมการเข้าตีแต่อย่างใดจนถึงสิ้นเดือนมกราคม เนื่องจากต้องถอนกำลังกลับไปเพื่อ “ปรับกำลังใหม่”

นอกจากนั้น แฟ็ก “สปอตไลท์” ยังรายงานเพิ่มเติมว่า หลังการโจมตีของ บี-52 ครั้งนี้ หน่วยลาดตระเวนทหารเสือพรานได้เข้าตรวจพื้นที่ด้านตะวันตกสุดของสกายไลน์ พบเศษอาวุธยุทโธปกรณ์จากผลของการทิ้งระเบิด ซึ่งน่าจะเป็นของกรม 148 สังกัดกองพล 312 เวียดนามเหนือที่ไม่มีรายงานการเข้าปฏิบัติการรบอีกเลยหลังจากการโจมตีครั้งนี้เช่นเดียวกัน

การโจมตีจาก บี-52 ครั้งนี้ ใช้ระเบิดขนาด 750 ปอนด์ รวมทั้งสิ้น 122 ตัน

เวียดนามเหนือยังดำรงความมุ่งหมาย

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายเวียดนามเหนือยังคงไม่ละความพยายามที่จะเข้ายึดล่องแจ้งให้ได้ ทำให้สถานการณ์เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2515 (ค.ศ. 1972) คับขันถึงขีดสุด

ร.ท. สัญชัย บุณฑริกสวัสดิ์ บันทึกว่า “ข้าศึกสามารถยึดสันเขาสกายไลน์ 2 อันเป็นที่สูงข่มตัวเมืองไว้ได้โดยสิ้นเชิง เหลือแต่ที่สกายไลน์ 1 ที่ พัน ทสพ.616 ยึดรักษาอยู่เท่านั้น นอกจากนั้นฝ่ายเวียดนามเหนือยังส่งหน่วยเข้าโอบล้อมทางด้านหลังอีกด้วย บก.ฉก.วีพี. จึงได้เตรียมการถอนตัว (แผนเลือดสุพรรณ) ไว้พร้อมแล้ว และกำลังประชุมหารือกับเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของฝ่ายสหรัฐและลาวอย่างเคร่งเครียด ในที่สุด ฝ่ายสหรัฐก็ตกลงใจจะให้การสนับสนุนด้วย บี-52 อย่างเต็มที่ เพื่อที่จะรักษาล่องแจ้งเมืองหน้าด่านสำคัญของเวียงจันทน์ไว้ให้ได้

เมื่อ ผบ.ฉก.วีพี. ออกจากที่ประชุมกลับมายัง บก. นั้น กำลังพลฝ่ายเรากำลังถอนตัวจากที่ตั้งไปยังด้านหลังเป็นส่วนใหญ่ เมื่อได้รับคำสั่งพร้อมทั้งคำชี้แจงถึงการสนับสนุนของฝ่ายสหรัฐจึงพากันกลับเข้าประจำหน้าที่ตามเดิม ส่วนทหารราบเสือพรานทั้ง 2 กองพัน (บีซี 617 และ 618) ไม่สามารถกลับขึ้นแนวสกายไลน์ได้ เนื่องจากข้าศึกจำนวนมากได้เข้ายึดไว้หมดแล้ว จึงมอบภารกิจใหม่ให้รักษาด้านหลังของ บก.ฉก.วีพี. และหากสถานการณ์คับขันถึงขีดสุด บก. จะให้สัญญาณการถอนตัว

กลางดึกของคืนนั้น ขณะที่ทุกคนรอคอยพลุสีแดง 2 ช่ออันเป็นสัญญาณการถอนตัวอยู่ด้วยใจกระวนกระวายเนื่องจากเรารู้ตัวว่าไม่มีทางรับมือกำลังข้าศึกซึ่งมากมายกว่าเราหลายเท่าได้เลย โดยเฉพาะกองพันทหารปืนใหญ่ทั้ง 2 กองพัน เพิ่งจะประสบกับความปราชัยต่อกำลังพลอันมหาศาลของข้าศึกจากการยึดที่ทุ่งไหหินต้องหนีกระเซอะกระเซิงกลับมาได้อย่างหวุดหวิดจึงไม่มีขวัญกำลังใจที่จะต่อสู้กับข้าศึกอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป

ทันใดนั้น ฝูงบินทิ้งระเบิดขนาดหนักของสหรัฐ คือ บี-52 ก็มาถึงล่องแจ้ง และเข้าทิ้งระเบิดแบบปูพรมบนสันเขาสกายไลน์ 2 อย่างขนานใหญ่ ยังผลให้ข้าศึกซึ่งกำลังชุมนุมกำลังเตรียมเข้ายึดล่องแจ้งบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก จากข่าววิทยุดักฟัง ทราบว่า กรม 148 ของข้าศึกถูกทิ้งระเบิดอย่างจังจนเกือบละลายทั้งกรม ข้าศึกแตกเป็นหน่วยย่อยๆ หลบซ่อนอยู่บนแนวสกายไลน์บ้าง ถอนตัวออกไปบ้าง และมีบางส่วนหนีการทิ้งระเบิดมาหลบซ่อนอยู่ตามบ้านเรือนราษฎรใกล้สนามบิน

13 มกราคม 2515 (ค.ศ. 1972) : ฝูงบิน บี-52 ยังคงทำการทิ้งระเบิดแบบปูพรมต่อไปบนแนวสกายไลน์และรอบๆ ล่องแจ้ง ฐานยิงปืนใหญ่แคนเดิ้ล และโบวี่ ตรวจการณ์เห็นข้าศึกบนแนวสกายไลน์ จึงยิงแบบเล็งตรงส่งกระสุนปืนใหญ่ขึ้นไปทำลายและสังหารข้าศึกลงได้เป็นจำนวนมาก ในวันนี้ทหารม้งของนายพลวังเปาและกำลังทหารลาวที่ส่งมาช่วยจากสุวรรณเขต เริ่มออกกวาดล้างข้าศึกภายในล่องแจ้งและพยายามขึ้นยึดแนวสกายไลน์คืน เกิดการสู้รบกันอย่างรุนแรงอยู่ทั่วไป

ข้าศึกยังคงระดมยิง ป. 130 มม. มายังบริเวณล่องแจ้งอย่างหนัก แต่โดยเหตุที่ข้าศึกกำหนดที่ตั้ง บก.ฉก.วีพี. ผิด โดยคาดว่าอยู่ใกล้กับ บก.ฝ่ายสหรัฐและลาว ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของสนามบินจึงระดมยิงไปยังด้านนั้นอย่างหนาแน่นทำให้ บก.ฉก.วีพี. ไม่ได้รับความเสียหายมากนัก แม้กระนั้นก็ยังมีกระสุน ป. 130 มม. บางนัดตกลงยังพื้นที่ส่วนหลังของกองพันต่างๆ โดยเฉพาะส่วนหลังของ พัน.ป.ทสพ.635 ของเราถูกกระสุนปืน 130 มม. จนทำให้รถบรรทุก 2 คันซึ่งบรรทุกอาวุธยุทโธปกรณ์และบังเกอร์ของกำลังพลส่วนหลังเสียหายและเกิดเพลิงไหม้

ฝ่ายเราเสียชีวิต 1 นาย และยังมีกำลังพลได้รับบาดเจ็บอีก 5 นาย จากการช่วยเหลือในด้านกำลังพลทางอากาศของสหรัฐอย่างได้ผล ทำให้ฝ่ายเรามีขวัญดีขึ้นสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้

ทาง บก.อุดร ได้ส่งกำลังพลมาช่วย บก.ฉก.วีพี. อีก 2 กองพันคือ พัน.ทสพ. 602A เดินทางมาถึงล่องแจ้งเมื่อ 13 ม.ค. 15 และ พัน.ทสพ. 601A เดินทางมาถึงเมื่อ 14 ม.ค. รวมเป็นทหารราบเสือพราน 5 กองพัน นอกจากนั้นฝ่ายลาวยังรวบรวมกำลังพลเข้ากวาดล้างและช่วยเราเข้ายึดแนวสกายไลน์คืนได้หลายจุด”

จากความสูญเสียอย่างหนักตลอดการสู้รบซึ่งเกิดจากการตั้งรับอย่างเหนียวแน่นของทหารเสือพรานและทหารรัฐบาล รวมทั้งการทิ้งระเบิดอย่างได้ผลของ บี-52 การสู้รบจึงยืดเยื้อต่อไปจากกำหนดเส้นตายวันที่ 14 มกราคม ในที่สุดฮานอยก็สั่งยกเลิก CAMPAIGN Z เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2515 ทั้งๆ ที่ยังไม่บรรลุเป้าหมายในการยึดล่องแจ้ง

บทเรียนจากการรบ

1. ตามแผนเดิม กรม 165 ของ พันเอก เหงียน ชวน จะใช้เวลา 4 วันในการปิดล้อมที่หมายหลักภูเทิงซึ่ง บีซี-609 ยึดรักษาอยู่แล้วจึงเข้าตี แต่เมื่อทราบว่าฝ่ายไทยมีการเพิ่มเติมกำลังจึงเปลี่ยนแผนเป็นเข้าตีทันทีขณะที่กำลังฝ่ายไทยยังไม่บอบช้ำเพียงพอจึงสามารถต่อสู้ได้อย่างเหนียวแน่น สร้างความสูญเสียอย่างหนักแก่ฝ่ายเข้าตีซึ่งเสียเปรียบทางยุทธวิธี เนื่องจากอยู่ในพื้นที่เปิดและต่ำลงไปจากยอดเขาที่วางตัวของฝ่ายตั้งรับ

หลังเข้ายึดภูเทิงได้ นักบินตรวจการณ์รายงานตรงกันว่า ศพของทหารเวียดนามเหนือรอบๆ ที่ตั้งมีไม่น้อยกว่า 200 ศพ ในรายงานหลังการรบของ พันเอก เหงียน ชวน ผู้บังคับการกรม 165 ซึ่งหลังจากสามารถยึดภูเทิงได้แล้วก็ได้รับมอบภารกิจให้เข้าตีสกายไลน์ผ่านภูผาไซต่อไป ระบุว่า ต้องใช้เวลาถึง 4 วันในการปีนขึ้นที่สูง โดยบางหน่วยต้องเคลื่อนที่ผ่านภูมิประเทศซึ่งไม่มีเส้นทางเดิน อีกทั้งยังไม่มีการส่งกำลังเพิ่มเติมทั้งน้ำดื่มและอาหาร ทำให้ทหารอ่อนล้าหมดกำลังเมื่อถึงกำหนดเส้นตายวันที่ 14 มกราคม

2. นายพล เหงียน ฮู อัน ผู้บัญชาการสูงสุดของ CAMPAIGN Z ยังบันทึกไว้อีกว่า “การเดินด้วยเท้าจากทุ่งไหหินไปล่องแจ้งใช้เวลาประมาณ 7 ถึง 8 วัน การส่งกำลังบำรุงกระทำด้วยการแบกหามของทหารเท่านั้น แต่ละหน่วยที่เข้าปฏิบัติการต้องรับผิดชอบสิ่งอุปกรณ์และการส่งกำลังบำรุงเพิ่มเติมของตนเอง เนื่องจากระยะทางที่ไกล ครั้นเมื่อการสู้รบยืดเยื้อเกินกว่า 2 สัปดาห์แล้ว ทุกหน่วยก็จะไม่มีทั้งอาหารและกระสุน ส่งผลให้แผนการปฏิบัติทั้งปวงจะต้องสะดุดลง

นอกจากนั้น ฝ่ายเรายังคาดไม่ถึงว่า ข้าศึกจะสามารถต้านทานได้อย่างเหนียวแน่น เนื่องจากเมื่อเริ่มเข้าตี ข้าศึกต่างตื่นตระหนกและแตกหนีไม่แตกต่างจากเศษไม้ในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก”

3. การมอบอำนาจสั่งใช้ บี-52 ให้กองบัญชาการล่องแจ้ง จนนำไปสู่การทิ้งระเบิดอย่างได้ผลซึ่งเริ่มจากวันที่ 5 มกราคม ทำให้กำลังฝ่ายเวียดนามเหนือต้องสูญเสียอย่างหนัก นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสถานการณ์ทั้งจำนวนทหารและขวัญกำลังใจ

4. James E. Parker Jr ให้ความเห็นว่า “กำลังทหารเสือพรานไทยพิสูจน์แล้วว่าเป็นนักสู้ที่ทรหด ทั้งไทยและม้งต่างมีผู้นำที่มีความเป็นผู้นำสูง มุ่งมั่นยืนหยัดในการป้องกันที่มั่นบนแนวสกายไลน์ ทหารไทยมีประสิทธิภาพในการรบสูง ขณะที่ทหารม้งก็สู้แบบหลังชนฝา พวกเขาเหมือนกับต่อสู้กับศัตรูเวียดนามเหนือที่อยู่ข้างหน้าขณะที่ครอบครัวของเขาอยู่ด้านหลัง”

นอกจากนั้นยังให้ความเห็นว่า“เหล่า Case Officer ซีไอเอล้วนมีส่วนอย่างสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่เคียงบ่าเคียงไหล่กับทหารไทยแม้สถานการณ์จะคับขันสามารถทิ้งเอาตัวรอดได้ ทำให้ทหารไทยและทหารม้งเชื่อมั่นว่าอเมริกาจะไม่ทอดทิ้งพวกเขา”

ในบางพื้นที่ ทหารไทยอาจต้องละทิ้งที่ตั้ง แต่ไม่มีฐานที่มั่นใดเลยถูกปิดล้อมจนต้องยอมจำนนเหมือนที่เคยเกิดในเดียนเบียนฟู ประวัติศาสตร์แห่งความภาคภูมิใจของเวียดนามเหนือ และถึงที่สุดแล้วทหารไทยก็สามารถนำการต่อสู้จนรักษาล่องแจ้งไว้ได้ ขณะที่ฝ่ายเวียดนามเหนือต้องผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าCAMPAIGN Z จึงเป็นยุทธการใหญ่ครั้งสุดท้ายของฝ่ายเวียดนามเหนือจนกระทั่งมีการหยุดยิงในปีถัดมา เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2516.

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจาก “ยุทธการสุดท้ายแห่งทุ่งไหหิน” เขียนโดยพลเอก บัญชร ชวาลศิลป์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2564 [เว้นวรรคคำ ปรับย่อหน้าใหม่ และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 มีนาคม 2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “CAMPAIGN Z” ยุทธการเดือดยึดล่องแจ้ง กับศึกสุดท้ายที่ “ทุ่งไหหิน”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...