โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

OSP บวกแรง 4% เก็งผลงาน Q2 โตดี พ่วงรับ 3 พันล้านขายหุ้น “ยูนิชาร์ม”

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 02 มิ.ย. 2566 เวลา 08.45 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (2 มิ.ย.66) ราคาหุ้นบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ณ เวลา 15.16 น. อยู่ที่ระดับ 30.00 บาท บวก 1.00 บาท หรือ 3.45% สูงสุดที่ระดับ 30.25 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 28.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 343.99 ล้านบาท

ด้านนางพรธิดา บุญสา กรรมการ กรรมการบริหาร กรรมการบริหารความเสี่ยง OSP เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2566 จะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากไตรมาส 1/2566 บริษัทมีรายได้รวม 6,893 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 778 ล้านบาท โดยได้รับอานิสงส์จากการเป็นช่วงจุดสูงสุด (Peak) ที่สุดของฤดูร้อน ซึ่งในปีนี้มีอุณหภูมิร้อนมาก ประกอบกับเป็นช่วงเลือกตั้ง ถือเป็นปัยจัยบวกที่กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มด้วย นอกจากนี้ ยอดขายในต่างประเทศยังคงขับเคลื่อนการเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายในปี 2566 ไว้ 6 ด้าน ประกอบด้วย1. กำไรจะมีอัตราการเติบโตที่ 2 หลัก (double-digit % growth),2. รายได้จากการขายจะเติบโตในระดับ 2 หลัก (Double-digit % growth),3. ส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) เพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อยอีก 2% จากปีก่อน,4. การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ รวมถึงการขยายช่องทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง,5. มุ่งมั่นขับเคลื่อนบริษัทสู่ความยั่งยืน และมุ่งเป้าหมายสู่การเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 และ6. การเติบโตแบบ Inorganic Growth ด้วยการประกาศดีลควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A) ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม

สำหรับการเติบโตของตลาดต่างประเทศในปี 2566 บริษัทยังคงวางเป้าหมายจะเติบโตในระดับ 2 หลัก (Double-digit) ซึ่งในช่วงไตรมาส 1/2566 ตลาดต่างประเทศเป็นตลาดหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัท โดยปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากตลาดต่างประเทศในสัดส่วน 65% หลัก ๆ มาจากประเทศพม่า และในปีนี้ก็ยังวางเป้าหมายรายได้จากการขายในประเทศพม่าเติบโตที่ระดับ 2 หลักเช่นกัน ซึ่งในช่วงไตรมาส 1/2566 ที่ผ่านมายอดขายต่างประเทศจากประเทศพม่า ลาว และอินโดนีเซียทำได้ดีมาก

ส่วนกรณีที่มีข่าวกรมสรรพสามิตพิจารณาปรับปรุงแผนการเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มใหม่นั้น จะไม่กระทบต่อต้นทุนของบริษัท เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้มีการปรับสูตรลดน้ำตาลในเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มลงได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ก่อนกฎหมายจะประกาศใช้จริงในแต่ละรอบด้วย

“ในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยบวกจากค่าใช้จ่ายในกลุ่ม natural gas (ก๊าซธรรมชาติ) ที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบดีลดลง ซึ่งจะเริ่มเห็นผลตั้งแต่ไตรมาส 2/2566 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังมีเรื่องของน้ำตาลที่ปรับขึ้นราคา แต่ด้วยผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่เป็น Low Sugar (น้ำตาลต่ำ) จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาดังกล่าวมากนัก อีกทั้งการเลือกตั้งยังเป็นผลดีกับธุรกิจของประเทศ ก็จะเป็นปัจจัยบวกให้กับธุรกิจของ OSP ด้วย” นางพรธิดา กล่าว

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 บริษัทได้ลงนามในตราสารการโอนหุ้นเพื่อจำหน่ายหุ้นของบริษัท ยูนิ ชาร์ม (ประเทศไทย) จำกัด (ยูนิชาร์ม) ที่บริษัทถือหุ้นอยู่ทั้งหมดจำนวน 420,500 หุ้น หรือคิดเป็น 5.85% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดในยูนิชาร์ม ให้แก่บริษัท ยูนิชาร์ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ผู้ซื้อ) เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท ซึ่งประเมินราคาโดยที่ปรึกษาทางการเงินแล้ว

โดยการจำหน่ายหุ้นของยูนิชาร์มดังกล่าว เป็นไปตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการการลงทุนของกลุ่มบริษัทที่มุ่งเน้นการขยายกลุ่มธุรกิจหลัก (core Business) ทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม กลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว ตลอดจนกลุ่มธุรกิจที่สามารถใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Competitive advantage) ของบริษัท จากธุรกิจหลักที่มีสัดส่วนการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้สามารถจัดสรรทรัพยากรของบริษัทให้มุ่งเน้นการเติบโตของกลุ่มธุรกิจหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้การจำหน่ายหุ้นของยูนิชาร์ม ยังส่งผลให้บริษัทได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างเหมาะสมและคุ้มค่าซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนให้แก่ OSP และผู้ถือหุ้นได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ด้านบทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า OSP จำหน่ายหุ้นของยูนิชาร์มดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์การบริหารจัดการลงทุนของกลุ่มโอสถสภาที่มุ่งเน้นการขยายกลุ่มธุรกิจหลัก ซึ่ง OSP จะบันทึกธุรกรรมนี้อยู่ในส่วนของผู้ถือหุ้น (ไม่ผ่านงบกำไรขาดทุน) ขณะที่ OSP ถือหุ้นยูนิชาร์มอยู่ที่ 5.85% ทำให้ได้รับเงินปันผล จำนวน 135 ล้านบาท 305 ล้านบาท และ 20 ล้านบาท ในช่วงปี 2563-2565 ตามลำดับ

ขณะที่ในไตรมาส 1/2566 ทาง OSP ได้บันทึกรายได้จากเงินลงทุนจำนวน 306 ล้านบาท ดังนั้นตั้งแต่ปี 2567 ทาง OSP จะไม่มีรายได้จากเงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 10% ของกำไร

นอกจากนี้ OSP มีแผนงานเข้าควบรวม หรือซื้อกิจการ (M&A) ซึ่งผู้บริหารคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2566 โดย OSP จะใช้เงินขายหุ้นดังกล่าวสนับสนุนดีล M&A และเพิ่มกำไรให้แก่บริษัท รวมทั้งมองว่าธุรกิจหลักของ OSP ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และมีแนวโน้มรายได้และกำไรฟื้นตัวรายไตรมาส จึงคงคำแนะนำ “ถือ” ให้ราคาเป้าหมาย 32 บาทต่อหุ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...