โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ทลายขบวนการตุ๋นลงทุนข้ามชาติ สร้างโปรไฟล์หรู หลอกเหยื่อไทย-เทศ

WeR NEWS

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทลายขบวนการตุ๋นลงทุนข้ามชาติ “King Power Gold” แอบอ้างแบงก์ดังสร้างโปรไฟล์หรู หลอกเหยื่อไทย-เทศ พบเงินหมุนเวียน 300 ล้าน

วันที่ 23 มกราคม 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เจ้าหน้าที่ชุดปฎิบัติการ ร่วมกันจับกุมตัว 6 ผู้ต้องหาตามหมายจับ ดังนี้

1.นางสาวพรพฤหัส (สงวนนามสกุล) อายุ 49 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ที่ 29/2569 ลงวันที่ 19 มกราคม 2569

2.นางสาวทองใบ (สงวนนามสกุล) อายุ 37 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ที่ 30/2569 ลงวันที่ 19 มกราคม 2569

3.นางฆัมพร (สงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ที่ 31/2569 ลงวันที่ 19 มกราคม 2569

4.นางสาวมนัญชยา (สงวนนามสกุล) อายุ 59 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ที่ 32/2569 ลงวันที่ 19 มกราคม 2569

5.นางสาวธิดารัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ที่ 33/2569 ลงวันที่ 19 มกราคม 2569

6.นายแบรดลี่ (MR.BRADLEY) สัญชาติอังกฤษ อายุ 52 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ที่ 35/2569 ลงวันที่ 19 มกราคม 2569

ฐานความผิด “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากมีกลุ่มผู้เสียหายได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. กรณีได้ถูกกลุ่มมิจฉาชีพชักชวนร่วมลงทุนทำธุรกิจเทรดหุ้น โดยอ้างตนว่าเป็นนักเทรดหุ้นระดับโลกและได้เปิดบริษัท คิง พาวเวอร์โกลด์ บิสิเนส ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บังหน้าสร้างความน่าเชื่อ โดยได้ร่วมลงทุน (Joint Venture) กับธนาคารชั้นนำของไทย ในการเทรดหุ้น เสนอผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 181 – 3,680 ต่อปี

โดยกลุ่มผู้ต้องหามุ่งเป้าไปยังผู้เกษียณอายุชาวต่างชาติที่มีเงินเก็บ และต้องการเข้ามาใช้ชีวิตหลังเกษียณในประเทศไทย โดยมี น.ส.พรพฤหัสฯ ซึ่งมีสามีเป็นชาวเยอรมันทำหน้าที่เป็นตัวการหลัก เปิดร้านอาหารและบาร์ในพัทยาใต้ เพื่อเข้าหาและชักชวนชาวต่างชาติที่มาใช้บริการ และจะตระเวนจัดงานชักชวนระดมทุนตามโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว และร้านอาหาร ในพื้นที่พัทยา เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นโครงการลงทุนที่มีความมั่นคงและผลตอบแทนสูง

จากนั้นจะชักชวนผู้เสียหายเข้ากลุ่มไลน์และแอปพลิเคชัน WhatsApp เพื่อส่งตารางปันผลและเอกสารทางการเงินปลอม สร้างความเชื่อถือ พฤติการณ์สำคัญคือ การมีผู้อ้างตนเข้ามาการันตีผลตอบแทน และจัดทำสัญญาที่อ้างว่าเป็น "ประกันการลงทุน" ให้กับผู้เสียหาย ซึ่งภายหลังตรวจสอบพบว่าสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงประกันชีวิตทั่วไป ไม่ใช่ประกันการลงทุนตามที่แอบอ้างแต่อย่างใด

ต่อมาเมื่อถึงกำหนดระยะเวลาจ่ายผลตอบแทน กลุ่มผู้ต้องหาพยายามบ่ายเบี่ยง โดยอ้างเหตุขัดข้องทางระบบธนาคารและเงื่อนไขด้านภาษี จนผู้เสียหายเกิดความสงสัยและขอคืนเงินลงทุน แต่กลับได้รับเช็คค้ำประกันที่ภายหลังไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากทางธนาคารได้ เนื่องจากบัญชีถูกปิดไปแล้ว

ผลการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาไม่ได้นำเงินไปลงทุนจริง แต่เป็นการนำเงินจากผู้เสียหายรายใหม่มาจ่ายหมุนเวียนให้ผู้เสียหายรายเดิมในลักษณะแชร์ลูกโซ่ เป็นเหตุให้มีผู้เสียหายหลงเชื่อกว่า 400 ราย และได้รับความเสียหายเบื้องต้นรวมกว่า 300 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก. 4 บก.ปอศ. ได้รวบรวมพยานหลักฐาน จนทราบว่าในคดีนี้มีผู้ร่วมกระทำความผิด ซึ่งแบ่งกันทำหน้าที่ต่าง ๆ ได้แก่ น.ส.พรพฤหัสฯ หัวหน้าขบวนการ ชักชวนลงทุน และเป็นบัญชีหลักที่ใช้รับโอนเงินจากผู้เสียหาย, MR. BRADLEY สัญชาติอังกฤษ ผู้ชักชวน สร้างความน่าเชื่อถือและหารายชื่อเหยื่อชาวต่างชาติ และชายสัญชาติเยอรมัน ทำหน้าที่แอดมินกลุ่มแอปพลิเคชัน LINE/WhatsApp ชักชวนลงทุน (อยู่ระหว่างติดตามจับกุม เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยา ที่ 34/2569 ลงวันที่ 19 มกราคม 2569)

น.ส.ทองใบฯ และ น.ส.มนัญชยาฯ ผู้ชักชวนลงทุนและบริหารจัดการเอกสารการประชุม, นางฆัมพรฯ มีชื่อเป็นกรรมการ บริษัท คิง พาวเวอร์ โกลด์ฯ ที่ใช้แอบอ้างเพื่อออกเช็คค้ำประกัน, น.ส.ธิดารัตน์ฯ สนับสนุนและสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างความเชื่อมั่นในผลตอบแทน โดยการทำประกันการลงทุน แต่แท้จริงแล้วเป็นการทำกรมธรรม์ที่ได้เป็นประกันชีวิต พนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติต่อศาลออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหา

ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. ได้ระดมกำลังตรวจค้นจับกุม ในพื้นที่ จ.ชลบุรี และ จ.นครราชสีมา จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 6 ราย พร้อมทั้งตรวจยึดพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 7 รายการ เพื่อประกอบเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

  • เอกสารแผนการลงทุน รายชื่อนักลงทุน จำนวน 13 กล่อง
  • โทรศัพท์ จำนวน 10 เครื่อง
  • คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค จำนวน 3 เครื่อง
  • แท๊บแล็ต จำนวน 1 เครื่อง
  • สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 6 เล่ม
  • สมุดเช็คเงินสด จำนวน 4 เล่ม
  • เช็คเงินสดระบุจำนวนเงิน จำนวน 30 ฉบับ มูลค่ารวมหลายพันล้านบาท

นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย นำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เบื้องต้นในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 6 ราย ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่จากการสืบสวนสอบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจมีพยานหลักฐานยืนยันการกระทำความผิด

จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหา พบว่ากลุ่มผู้ต้องหาใช้บัญชีธนาคารกว่า 100 บัญชี มีเงินหมุนเวียนกว่า 300 ล้านบาท โดยหลังจากที่กลุ่มผู้ต้องหาได้รับเงินจากกลุ่มผู้เสียหาย จะมีการโอนเงินจากผู้เสียหายรายใหม่มาจ่ายหมุนเวียนให้ผู้เสียหายรายเดิมในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ปลายทางของเงินส่วนใหญ่ที่ได้รับมาจากกลุ่มผู้เสียหายถูกถอนออกเป็นเงินสด

และจากการตรวจค้นพบบัญชีรายชื่อนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติกว่า 400 ราย พบเช็คค้ำประกันการลงทุนในการหลอกลวงผู้เสียหายมูลค่าหลายพันล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างขยายผลกับผู้เกี่ยวข้อง และเชื่อว่ายังมีผู้เสียหายอีกหลายท่านที่ยังหลงเชื่อว่าเป็นการลงทุนจริงตามคำกล่าวอ้างของกลุ่มผู้ต้องหา ทาง กก.4 บก.ปอศ.จะได้ประชาสัมพันธ์และติดต่อให้ผู้เสียหายเหล่านั้นเข้ามาร้องทุกข์ต่อไป

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...