ความเปลี่ยนแปลงไม่เกิดขึ้นเอง แต่เกิดขึ้นได้ด้วยปลายปากกาเรา โดย พริษฐ์ ชิวารักษ์
สำหรับหลายคน (อย่างน้อยก็ตัวผมคนหนึ่ง) คงยากที่จะหักห้ามให้ไม่รู้สึกได้ว่า ปีที่ผ่านมาช่างเป็นปีที่ “แย่” สำหรับประชาธิปไตยไทยเสียเหลือเกิน
ทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำลงต่อเนื่อง รัฐบาลขาดเสถียรภาพและความเชื่อมั่น ความอ่อนแอและความไม่ตอบสนองทางอุดมการณ์ของพรรคการเมือง กระบวนการยุติธรรมที่เอียงกระเท่เร่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การก่อ “สงครามลวง” กับประเทศเพื่อนบ้าน
ซึ่งขณะนี้น่าจะเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า ไม่ได้นำพาประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติ เป็นเพียงความขัดแย้งลวงที่ก่อขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือเรียกกระแสให้ชนชั้นนำอนุรักษนิยมเท่านั้น
ความน่าปวดหัว และน่าหดหู่ทั้งหมดที่เกิดขึ้น อาจทำให้หลายคนที่เคยลงมือลงแรงเพื่อการเปลี่ยนแปลงกลับรู้สึก “สิ้นหวัง” และ “เบื่อการเมือง” ไปเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องระลึกเสมอว่า บรรยากาศไร้ความหวังทางการเมืองทำนองนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ และไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดขึ้นเพราะ “ระบอบแห่งความสิ้นหวัง” ที่กำหนดโดย “รัฐธรรมนูญ 60” ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญที่ชวนสิ้นหวังที่สุดฉบับหนึ่งในการเมืองไทยร่วมสมัย
เพราะนอกจากจะเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยเผด็จการ ผ่านกระบวนการประชามติแบบปิดปากไม่ให้คนเห็นต่างรณรงค์แล้ว ยังเป็นรัฐธรรมนูญที่ “จงใจ” สร้างกลไกพิสดารที่ไม่เป็นประชาธิปไตยทั้งหลาย เช่น วุฒิสภาและศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงข้อกำหนดสำหรับเล่นงานฝ่ายตรงข้ามต่างๆ มาสกัดขัดขวางพรรคการเมืองที่ได้รับอาณัติจากประชาชน ไม่ให้สามารถปฏิบัติตามเจตจำนงของประชาชนได้
เป็นผลให้เมื่อใดก็ตามที่มีพรรคการเมืองพยายามจะทำในสิ่งที่ประชาชนต้องการ ก็จะเกิดเหตุวุ่นวายทางการเมืองอยู่เป็นเนืองๆ
เมื่อสมัยที่ผมพยายามรณรงค์ต่อต้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในช่วงประชามติจอมปลอมเมื่อปี 2559 เคยมีผู้ให้ความเห็นกับผมว่า จุดมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มิใช่การเมืองที่มีเสถียรภาพและสามารถคุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จ แต่เป็นการเมืองที่แตกแยก วุ่นวาย ปั่นป่วน เพื่อเปิดช่องให้ “มือที่มองไม่เห็น” สามารถแทรกตัวเข้ามาใช้อำนาจและอิทธิพลได้ท่ามกลางความโกลาหล ผ่านมาถึงจุดนี้ ก็ยิ่งเห็นว่าเป็นจริงดังที่ท่านผู้นั้นได้ว่าไว้
ดังนั้น หากจะพาประเทศชาติออกไปจากความสิ้นหวังที่เกิดขึ้นอยู่ก็ต้องเอารัฐธรรมนูญ 60 ออกไปจากการเมืองไทยเสียก่อน
โอกาสปลดล็อกประเทศไทยจากความสิ้นหวัง กำลังจะเกิดขึ้นแล้วที่คูหาเลือกตั้งและคูหาประชามติแก้รัฐธรรมนูญ หากพรรคการเมืองที่จริงจังกับการแก้รัฐธรรมนูญชนะเลือกตั้ง และคะแนนเสียงที่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญชนะอย่างล้นหลาม ประเทศไทยก็สามารถจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย สร้างเสถียรภาพทางการเมือง และเปิดทางสู่การเปลี่ยนแปลง ที่เราเคยปรารถนาไว้เมื่อปี 2563 ได้จริง
และผมเชื่อว่า หากฝ่ายประชาธิปไตยได้รับชัยชนะในการแก้รัฐธรรมนูญ ความหวังที่พี่น้องผู้ถูกคุมขังด้วยคดีทางการเมือง (อย่างที่ไม่ควรจะโดน) จะได้รับสิทธิเสรีภาพคืน อย่างมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี ผ่านกระบวนการนิรโทษกรรม ก็จะใกล้ความเป็นจริงขึ้นมามากทีเดียว
ดังนั้น วันที่ 8 กุมภานี้ ขอแรงทุกคนที่ยังปรารถนาดีกับประเทศชาติ ช่วยกันลงคะแนนเสียงเลือกพรรคที่จริงจังกับการแก้รัฐธรรมนูญ และที่สำคัญ ช่วยกันกา “เห็นชอบ” กับคำถามประชามติแก้รัฐธรรมนูญด้วยนะครับ
ความเปลี่ยนแปลงไม่เกิดขึ้นเอง แต่เกิดขึ้นได้ด้วยปลายปากกาเราครับ