เลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยในจินตนาการพรรคส้ม
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นแค่การเลือกพรรคหรือเลือกตัวบุคคล แต่เป็นจังหวะที่ประเทศกำลังถูกถามว่า จะเดินต่อไปด้วยวิธีคิดแบบไหน ระหว่างการเมืองที่ยอมรับความขรุขระของความจริง กับการเมืองที่เชื่อว่าการออกแบบใหม่ทั้งชุดจะพาประเทศข้ามปัญหาทั้งหมดไปได้ หากกติกาถูกเขียนให้ดีพอ
พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” วางตัวเองอยู่ฝั่งความก้าวหน้า เสรีประชาธิปไตย และความเท่าเทียม พรรคสื่อสารกับสังคมว่า ประเทศควรเป็นพื้นที่ที่คนเท่ากันต่อหน้ากฎหมาย โอกาสไม่ควรถูกกำหนดด้วยเส้นสาย และรัฐไม่ควรเลือกปฏิบัติ ภาษาที่ใช้เข้าใจง่าย ตรงประเด็น และทำให้หลายคนรู้สึกว่านี่คือเสียงที่กล้าพูดในเรื่องที่ค้างคามานาน
ภาพประเทศที่พรรคส้มเสนอคือประเทศที่กติกาเข้ม ระบบโปร่งใส และอำนาจถูกจำกัดให้อยู่ในร่อง หากทำได้ ประเทศก็จะค่อย ๆ สะอาดขึ้น เท่าเทียมขึ้น และเป็นธรรมขึ้น ภาพแบบนี้ถูกเล่าซ้ำ ถูกย้ำซ้ำ และค่อย ๆ ถูกทำให้กลายเป็นคำตอบใหญ่ของปัญหาทั้งหมด
แต่เมื่อฟังให้นานพอ สิ่งที่เริ่มเห็นคือ ภาพประเทศแบบนี้ตั้งต้นจากโลกในอุดมคติ มากกว่าประเทศที่คนไทยใช้ชีวิตอยู่จริง ประเทศนี้ไม่ได้เริ่มจากจุดเดียวกัน และไม่เคยปฏิบัติกับทุกคนแบบเดียวกันตั้งแต่แรก ความต่างเชิงอำนาจไม่ได้เป็นแค่ปัญหาข้างทาง แต่มันคือโครงหลักของสังคม
การเมืองที่ทำเหมือนความต่างเหล่านี้จะหายไป เพียงเพราะมีกติกาใหม่หรือคำประกาศใหม่ จึงเป็นการมองโลกที่ง่ายเกินไป และอาจง่ายเกินไปสำหรับประเทศที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก
พรรคส้มพูดถึงความเท่าเทียมราวกับเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ หากรัฐตั้งใจและระบบดีพอ แต่โลกจริงไม่ได้แบ่งคนตามเจตนาดี โลกจริงแบ่งคนตามอำนาจต่อรอง ใครใกล้รัฐ ใครรู้จักใคร ใครมีอะไรเป็นแต้มต่อ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หายไปเพราะคำว่าเสรีประชาธิปไตยถูกพูดบ่อยขึ้น
ตรงนี้ไม่ใช่การโต้แย้งความตั้งใจ แต่เป็นการตั้งคำถามต่อวิธีมองประเทศ การเมืองที่ตั้งต้นจากภาพว่าคนควรเท่ากัน โดยไม่ยอมรับว่าคนไม่ได้เท่ากัน กำลังเอาภาพฝันมานำทางการตัดสินใจจริง และความเสี่ยงเริ่มตรงนี้
พรรคส้มเห็นปัญหาเรื่องระบบที่ถูกใช้ไม่เท่ากัน เห็นว่ากติกาถูกข้ามเมื่อกระทบผู้มีอำนาจ และเห็นว่าเหตุผลแพ้ผลประโยชน์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน นั่นคือเหตุผลที่พรรคเลือกเสนอการออกแบบประเทศใหม่ทั้งชุด เพื่อสร้างสังคมที่ความเท่าเทียมไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นกลไกที่เชื่อว่าจะบังคับใช้ได้จริง
ปัญหาคือ การตอบความจริงที่ซับซ้อนด้วยการวาดประเทศใหม่ทั้งใบ อาจไม่ใช่การรับมือกับความจริง แต่เป็นการถอยออกจากความจริงนั้นไปอีกขั้น แทนที่จะยอมรับว่าอำนาจจะหาช่องเลี่ยงกติกาเสมอ พรรคกลับเลือกเชื่อว่า หากระบบถูกออกแบบดีพอ อำนาจจะถูกคุมอยู่ได้เองในที่สุด
ความเชื่อแบบนี้ฟังดูสวย แต่เสี่ยงอย่างยิ่งในประเทศที่กติกาไม่เคยชนะผลประโยชน์ด้วยตัวมันเอง และไม่เคยหยุดอำนาจได้เพราะตัวบทเพียงอย่างเดียว
ความย้อนแย้งยิ่งชัดเมื่อพิจารณาคำว่า “มีเรา ไม่มีเทา” ที่พรรคส้มใช้สื่อสารทางการเมือง คำนี้ถูกใช้เป็นถ้อยคำโจมตีพรรคการเมืองอื่นอย่างต่อเนื่อง แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน พรรคกลับต้องเผชิญกรณีผู้สมัคร สส.ของพรรคอย่างน้อยสองคนถูกกล่าวหาในคดีเกี่ยวกับเว็บพนันและการฟอกเงิน ภาพ “ไม่มีเทา” ที่ถูกยกขึ้นเป็นจุดขาย จึงย้อนกลับมาชนกับข้อเท็จจริงของพรรคเองโดยตรง
พรรคส้มสื่อสารภาพลักษณ์ของความใสและความถูกต้อง เพื่อย้ำความแตกต่างจากการเมืองแบบเดิม แต่เมื่อภาพลักษณ์นั้นถูกยกเป็นมาตรฐานตัดสินผู้อื่น ขณะที่ข้อเท็จจริงภายในพรรคสวนทางอย่างชัดเจน ภาพที่สร้างขึ้นจึงพังลงด้วยตัวมันเอง
ฐานคิดสำคัญของพรรคส้มคือการเชื่อในมนุษย์แบบอุดมคติ เชื่อว่าคนจะเคารพกติกา เชื่อว่าคนจะเล่นตามระบบ และเชื่อว่าหากโครงสร้างดีพอ ความเป็นธรรมจะค่อย ๆ เกิดขึ้นเอง
แต่การเมืองจริงไม่ได้ทำงานกับมนุษย์แบบนั้นเพียงอย่างเดียว มันทำงานกับความกลัว ความโลภ การเอาตัวรอด และการเลือกข้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏอยู่ในภาพประเทศที่พรรคส้มวาดไว้
ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเพราะไม่มีระบบ แต่มีปัญหาเพราะระบบถูกใช้ไม่เท่ากัน ถูกตีความเลือกข้าง และถูกเลี่ยงเมื่อไปกระทบผู้มีอำนาจ การออกแบบระบบใหม่โดยหวังว่าจะตัดพฤติกรรมเหล่านี้ออกไป คือการมองมนุษย์เบากว่าที่เป็นจริง และมองอำนาจในแบบที่อ่อนโยนเกินไป
แนวคิดของพรรคส้มต้องการเงื่อนไขที่สวย ต้องการความร่วมมือ ต้องการการยอมรับพร้อมกัน และต้องการให้ทุกฝ่ายเดินไปในทิศเดียว หากสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น ฐานคิดแบบนี้แทบไม่มีพื้นที่รองรับวันที่ระบบไม่ทำงาน วันที่กติกาถูกข้าม และวันที่เหตุผลแพ้ผลประโยชน์อีกครั้ง
ภาพประเทศที่ถูกเสนอจึงดูเหมือนประเทศที่ควบคุมได้ด้วยความตั้งใจดี แต่ประเทศจริงไม่เคยให้สิทธิ์แบบนั้นกับใคร และไม่เคยใจดีกับความคิดที่ไม่เผื่อความล้มเหลว
เมื่อการเลือกตั้งใกล้เข้ามา ภาพในจินตนาการยิ่งถูกขยาย แต่สิ่งที่รออยู่หลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือการบริหารประเทศจริง ภายใต้เงื่อนไขจริง ที่ไม่มีเวที ไม่มีสคริปต์ และไม่มีคำอธิบายสวยงามรองรับความผิดพลาด
อันตรายของการเมืองแบบโลกสวยไม่ได้อยู่ที่ความฝัน แต่อยู่ที่วันที่ความฝันไม่เป็นจริง วันที่ต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน และข้อมูลไม่ครบ พรรคที่ไม่อยากพูดถึงด้านมืด และไม่เตรียมรับวันที่พลาด มักเดินหน้าต่อด้วยกรอบเดิม เพราะเชื่อว่านั่นคือทางที่ถูกที่สุดแล้ว
ภาพอนาคตที่ถูกเล่าอย่างสว่าง อาจทำให้หลายคนรู้สึกดีในช่วงหาเสียง แต่การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้จบแค่การหย่อนบัตร หลังจากนั้นคือการตัดสินใจต่อเนื่องที่ไม่มีพื้นที่ให้ทดลอง หากตัดสินใจผิด ประเทศคือผู้รับผล
ประเทศไม่ใช่พื้นที่สำหรับพิสูจน์ความเชื่อโดยไม่มีทางถอย ความคิดที่ไม่ยอมรับด้านมืด ไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้น แต่มันทำให้ความผิดพลาดไม่มีที่ยืนในคำอธิบาย และนั่นคือจุดเริ่มของความเสี่ยงในระดับประเทศ
การตัดสินใจในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือการเลือกว่าจะให้ประเทศเดินด้วยความจริงที่ซับซ้อน หรือเสี่ยงฝากอนาคตไว้กับภาพฝันที่ยังไม่เคยพิสูจน์ว่าทำได้จริง