เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย เรื่องราว “สาวไทย” ผู้รอดตายจาก “แก๊งสแกมเมอร์” คืนสู่อิสรภาพอีกครั้ง
จุดเริ่มต้นสู่การถูกลวงเป็นอย่างไร ?
เหยื่อสาวอายุน้อยรายนี้คือ นางสาว C (นามสมมติ) เธอเล่าถึงเรื่องราวที่พาเธอไปสู่ขุมนรกในกัมพูชา ว่าขณะที่กำลังมองหางานให้กับตัวเองผ่านทางสื่อแพลตฟอร์มออนไลน์ ได้พบเข้ากับโพสต์เฟสบุ๊คหนึ่ง ที่ได้มีการแนะนำถึงงานเกี่ยวกับการเป็นแอดมินตอบแชตลูกค้า และประจำจุดส่งพัสดุในคลังสินค้า พร้อมแนบค่าตอบแทนกว่า 20,000 บาทต่อเดือน ทำให้นางสาว C เกิดสนใจ และมีการ Add LINE ติดต่อไปเพื่อพูดคุยเรื่องแผนการทำงาน ก่อนที่จะมีการพูดคุยนัดสถานที่พบกันใน จ.กรุงเทพมหานคร โดยที่เจ้าตัวไม่นึกเอะใจใด ๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากงานที่เธอสมัครไปนั้น ดูเป็นเพียงงานธรรมดาทั่วไปเพียงเท่านั้น และรายได้ก็ไม่ถือว่ามากกว่าปกติแต่อย่างใด
เธอเล่าต่อว่า เมื่อเดินทางไปจนถึงจุดนัดพบที่หมอชิต เธอได้พบกับคนที่อ้างว่าเป็นพนักงานที่เดินทางมาเพื่อพาไปยังสถานที่ทำงานบริเวณริมชายแดน ก่อนที่กลุ่มคนเหล่านี้จะพาตัวของเธอเดินทางต่อไปยัง จ.สระแก้ว แต่เมื่อไปถึงปลายทาง กลับได้พบกับกลุ่มคนพร้อมอาวุธที่รออยู่แล้ว และได้ทำการยึดโทรศัพท์มือถือ รวมถึงเอกสารสำคัญ ก่อนคุมตัวเธอและคนอื่น ๆ เดินข้ามป่าผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อข้ามแดนไปยังประเทศกัมพูชา
จังหวะนั้นนางสาว C จึงรู้ถึงความผิดปกติ และเชื่อว่าตนเองกำลังถูกหลอก แต่มันก็สายเกินไปที่จะขัดขืน หรือหลบหนีจากจุดนี้ไปแล้ว
[caption id="attachment_8359" align="aligncenter" width="1024"]
ผู้เสียหายจากการถูกหลอกไปทำงานสแกมเมอร์ในกัมพูชา[/caption]
ชีวิตหลังถูกหลอกเป็นอย่างไร ?
จุดเริ่มต้นของชีวิตในขุมนรกได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อ นางสาว C ได้เดินทางข้ามแดนไปเป็นที่เรียบร้อย เธอเล่าว่าได้ถูกนำตัวไปเพื่อสแกนใบหน้า เพื่อเปิดบัญชีและยืนยันตัวตน ก่อนถูกยึดบัญชีธนาคาร และเคลื่อนย้ายสถานที่อีก 3 ครั้ง ก่อนที่จะไปถึงรังของสแกมเมอร์จริง ๆ ซึ่งเธอไม่ทราบว่าสถานที่ดังกล่าวคือที่ใดในกัมพูชา และได้เริ่มทำงานที่ต้องหลอกลวง และล่อลวงคนอื่น ๆ ให้มารับชะตากรรมแบบเดียวกับที่ นางสาว C ไม่ได้ต้องการตั้งแต่แรก เธอระบุว่า หากไม่ทำตามคำสั่ง ตัวของเธอจะถูกทำร้าย
สิ่งที่ต้องมาทำในแต่ละวันนั้น อย่างที่ทุกคนเคยได้ยินหรือได้ฟังกันมามากมาย ทั้งการถูกซ้อม บังคับขู่เข็นเพื่อฝึกให้ทำงานหลอกลวงคนอื่นต่อ แต่ละวันต้องทำงาน 12-18 ชั่วโมงต่อวัน ไม่มีวันหยุดสำหรับพักผ่อน ไม่อย่างงั้นจะถูกกักขัง หรือทำร้ายร่างกาย เพื่อทำให้เหยื่อเกิดอาการกลัวจนยอมทำตามที่สั่ง
ระหว่างที่ นางสาว C ถูกกักขังนานกว่า 2 เดือน เธอเล่าว่าเธอต้องทำงานเพื่อทำยอดให้กับเจ้านาย ซึ่งเป็นคำที่ทุกคนใช้เรียกชาวจีน โดยในช่วงที่ถูกขังนั้น เธอเองเคยถูกช็อตด้วยไฟฟ้า จนต้องยอมทำงานเป็นสแกมเมอร์ นอกจากนี้เธอเล่าว่า เธอเคยต้องดูคนไทยคนหนึ่งถูกทำร้ายร่างกายและช็อตด้วยไฟฟ้าจนสิ้นลมหายใจไปต่อหน้าต่อตา ซึ่งทำให้เหยื่อคนอื่น ๆ ที่อยู่ที่นั่นไม่กล้าที่จะต่อต้าน หรือต่อสู้ ซึ่งชายคนที่เสียชีวิตนั้น เธอก็ไม่ทราบชะตากรรมของเขาอีกเลยว่าร่างของเขาถูกนำไปที่ไหน
เธอรอดจากนรกในกัมพูชาได้อย่างไร ?
การหลบหนีเอาชีวิตรอดของเธอ เริ่มขึ้นหลังจากเด็กหนุ่มนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ ถูกพบเป็นศพอยู่ในพื้นที่ของ จ.กัมปอต ของประเทศกัมพูชา ในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ได้ทำให้ทางการเกาหลีส่งคนมาเพื่อลงพื้นที่และร่วมปราบปรามกลุ่มอาชญากรข้ามชาติอย่างจริงจัง และเมื่อเรื่องนี้ได้มาถึงหูของฐานที่มั่นของกลุ่มสแกมเมอร์ที่เธออยู่ เหล่านายใหญ่ของกลุ่มมิจฉาชีพก็ได้สั่งย้ายฐานหนีการปราบปรามของเกาหลีในครั้งนี้
[caption id="" align="aligncenter" width="1024"]
เกาหลีใต้รับเถ้ากระดูกนักศึกษาวัย 22 ปีที่เสียชีวิตในกัมพูชา[/caption]
ทันทีที่ทราบข่าว ตัวของเธอและเหยื่อชาวไทยอีกจำนวนหนึ่ง ก็ได้มีการพูดคุยกันเพื่อเตรียมการหลบหนี โดยความเข้าใจหลักของตัวเองก็คือ “การหนีเป็นกลุ่มจะทำให้เสี่ยงต่อการถูกจับกุมมากขึ้น ”ทั้งหมดจึงได้ตกลงกันว่าจะแยกย้ายกันหลบหนี เพื่อโอกาสสำเร็จที่เพิ่มขึ้น จนเมื่อวันที่การเคลื่อนย้ายแรงงานมาถึง ทั้งตัวของเธอและคนไทยคนอื่น ๆ ได้อาศัยจังหวะเดินออกจากอาคาร วิ่งหลบหนีกันไปกันคนละทิศคนละทาง ซึ่งตัวของเธอได้พยายามหนีมาเรื่อย ๆ แบบไม่คิดชีวิต
ในตอนนั้นคิดแค่ “ขอให้ตัวเองรอด” จนวิ่งหนีไปเจอกับกองขยะ จึงได้เข้าไปซ่อนตัวอยู่ในนั้น และรอจนกระทั่งมีชาวบ้านซึ่งเป็นผู้หญิงชาวกัมพูชามาพบตัว จึงได้ออกมาขอความช่วยเหลือ ซึ่งผู้หญิงชาวกัมพูชาคนนี้ได้ให้ลูกชายพาตัวไปหลบที่บ้าน ก่อนที่เธอจะใช้โทรศัพท์อีกเครื่องที่ซ่อนไว้ ติดต่อไปขอความช่วยเหลือกับคนที่บ้าน เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นได้ประสานข้อมูลต่อไปหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งสามารถกลับมายังประเทศไทยได้ในที่สุด
นางสาว C ระบุว่า ผลกระทบจากการถูกหลอกในครั้งนี้ นอกจากต้องถูกดำเนินคดีจากการที่บัญชีธนาคารที่เธอถูกบังคับเปิดบัญชีไป ถูกนำไปใช้ในการหลอกลวง ปัจจุบันยังได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจอีกด้วย เพราะยังคงมีอาการนอนไม่หลับ รวมถึงหวาดระแวงเวลาได้ยินเสียงร้องของคน ซึ่งเป็นผลจากการถูกทำร้ายร่างกายในช่วงที่ถูกกักขังอยู่ในกัมพูชา
การช่วยเหลือและข้อมูลของเหยื่อที่พบ
จากการสัมภาษณ์กับ นายจารุวัฒน์ จิณห์มรรคา รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอลได้ให้ข้อมูลของเหยื่อที่พบว่า นอกจากกรณีของ นางสาว C ที่เป็นเหยื่อและได้รับการช่วยเหลือแล้ว ยังมีเหยื่อรายอื่น ๆ ที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานอยู่เรื่อย ๆ ทั้งที่เป็นผู้เสียหายโดยตรง หรือถูกหลอกต่อมาอีกทอด โดยจากการคาดการณ์และข้อมูลปัจจุบันที่ทางมูลนิธิได้มีการช่วยเหลือได้ พบผู้เสียหายราว 1,400 ราย และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเหยื่อที่ถูกหลอกในลักษณะเชื้อชวนเข้าไปทำงานด้วยกัน
อย่างไรก็ตามหากเทียบเป็นสัดส่วนพบว่า การถูกหลอกลวงยังมีสัดส่วนที่มากที่สุด โดยเปอร์เซ็นอัตราการเติบโตของอาชญากร ผู้บงการยังคงมีอัตราการเติบโตที่น้อย เมื่อเทียบกับเหยื่อที่ถูกหลอกเข้าไปเรื่อย ๆ
[caption id="attachment_8360" align="aligncenter" width="1024"]
ภาพโพสต์ตัวอย่างงานออนไลน์ที่เหยื่อถูกลวงให้สมัครทำงาน ที่พบว่ามิจฉาชีพมีการปรับเงินเดือนให้ไม่สูง เพื่อให้ดูเหมือนเป็นงานปกติ[/caption]
ที่น่าตกใจคือสถิติตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ได้มีการรายงานว่า มีผู้ที่ถูกหลอกเข้าไปทำงานมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่มีการปิดด่าน และการทำปะทะบริเวณชายแดนกับประเทศกัมพูชา
นั่นก็เป็นเพราะว่าอาชญากรตัวจริงเขาไม่เคยสนใจรัฐบาลชาติใด ๆ หรือกฎหมายข้อไหน ๆ ทำให้ผู้เสียหายถูกหลอกเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และด้วยวิธีใหม่ที่ตรวจสอบยากขึ้นเรื่อย ๆ จากเมื่อก่อนที่หลอกมาเพื่อทำงานในประเทศกัมพูชา แต่เมื่อคนไทยหลงกลกันน้อยลง เหล่ามิจฉาชีพจึงได้มีการเปลี่ยนมาหลอกว่าทำงานในประเทศไทย เช่น กรุงเทพมหานคร แล้วจึงมีการพาตัวไปยังจังหวัดชายแดน ก่อนข้ามฟากไปยังฝั่งกัมพูชา ด้วยใช้สารพัดวิธีเพื่อหลอกลวงให้เราคล้อยตาม หรือทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้เราไปอยู่ใกล้กับบริเวณชายแดนมากที่สุด
[caption id="attachment_8361" align="aligncenter" width="1024"]
นายจารุวัฒน์ จิณห์มรรคา รองประธานมูลนิธิอิมมานูเอล[/caption]
ตัวอย่างเช่นการโพสต์หางานตามแพลตฟอร์มโซเชียลฯ และโลกออนไลน์ จากคนที่เราไม่รู้จัก หรือเป็นบริษัทใน Facebook ที่อาจจะเป็นของจริงหรือมิจฉาชีพก็ได้ ซึ่งทางที่ดีเราควรจะสงสัยเอาไว้ก่อนอย่างเช่น หากมีการเดินทางต่อจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดอื่น ๆ ที่อาจจะเป็นพื้นที่เสี่ยงจากการถูกพาตัวข้ามแดน แนะนำว่าอย่าเสี่ยงทำตาม หรือแสดงท่าทีสนใจ ก่อนที่จะสายเกินไปเหมือนกับหลาย ๆ เคส
กลลวงของมิจฉาชีพในปัจจุบันเป็นเช่นไร ?
สิ่งที่เราเห็นได้ชัดเจนที่สุด ก็คือการวิวัฒนาการตัวเองของสแกมเมอร์ ที่แทบจะไม่มีการบอกกล่าว, ประชาสัมพันธ์ หรือโฆษณาตัวเองกับสื่อหรือสาธารณะ เหมือนกับองค์กรถูกกฎหมายอื่น ๆ แต่พวกเขานั้นกลับมีการวิวัฒนาการเงียบ ๆ เหมือนกับโรคร้าย และภัยร้ายที่มีการวิวัฒนาการตัวเอง เพื่อเอาชนะภูมิของมนุษย์ และนวัตกรรมทุกอย่างที่พวกเราสร้างขึ้นมา
ในช่วงแรก ๆ กลุ่มมิจฉาชีพมักจะใช้ตัวเลขค่าตอบแทนที่สูงผิดหูผิดตา เพื่อหลอกล่อให้เหยื่อเข้าไปติดกับได้อย่างง่ายดาย และมีการตั้งพื้นที่นัดหมายตามพื้นที่จังหวัดชายแดน แต่จากเรื่องราวที่พบล่าสุดจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพจะเริ่มมีการลดตัวเลขของค่าตอบแทนให้เทียบเท่ากับเงินเดือนทั่วไป และมีการตั้งพื้นที่นัดหมายเป็นหัวเมืองใหญ่ หรือเขตพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อให้เหยื่อไม่สามารถเดาทางได้ หรือตรวจสอบเบื้องต้นได้ยากขึ้น
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ “ไหวพริบ และสัญชาตญาน” ในการเอาตัวรอด และการตั้งคำถามเอาไว้ในใจตัวเอง อย่างเช่นในเรื่องราวของ นางสาว C ที่ได้มีการเล่าเอาไว้ว่า ตัวของเธอนั้นถูกล่อลวงด้วยกลลวงที่แนบเนียนมากขึ้น อย่างเช่น ตัวเลขเงินเดือนที่เริ่มใกล้เคียงกับเงินเดือนทั่วไปของค่าแรงขั้นต่ำในประเทศไทย และสถานที่นัดพบ ที่เริ่มมีการใช้สถานที่ที่เห็นหัวเมืองใหญ่ หรือย่านคนพลุกพล่าน
เราควรเช็กให้ละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลของบริษัทนั้น ๆ ที่เรากำลังจะไปคุย อย่างเช่นสถานที่นัดพบ ซึ่งแทนที่จะเป็นออฟฟิสหลัก หรือ สำนักงานใหญ่ของบริษัท แต่กลับเป็นสถานที่ที่เป็นเหมือนกับชุมทาง ที่จะสามารถเดินทางไปที่ไหนต่อก็ได้
รวมถึงเรื่องของเงื่อนไขที่ทางบริษัทได้กำหนดเอาไว้ให้กับผู้เข้าสมัครในหลาย ๆ ตำแหน่ง ที่ตามปกติแล้ว ควรจะมีการระบุเอาไว้อย่างชัดเจน อย่างเช่น
- จำนวนที่รับ
- ความสามารถที่ต้องการ (ไม่ว่าตำแหน่งจะง่ายแค่ไหนก็ตาม)
เราสามารถหลีกเลี่ยง และเอาตัวรอดจากคนพวกนี้ได้อย่างไร ?
สำหรับเรื่องสุดท้ายอย่างเช่นการหลีกเลี่ยง, ตรวจสอบ และการเอาตัวรอดจากกลุ่มมิจฉาชีพ พันตำรวจโท นายวสุเทพ ใจอินทร์จาก กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษได้มีการออกมาให้ข้อมูลและคำแนะนำเอาไว้ดังนี้
การหลอกลวงจากกลุ่มสแกมเมอร์ อย่างเช่นที่พวกเราเห็นจากโพสต์การรับสมัครงานหลาย ๆ อย่าง ซึ่งกลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง ๆ เช่น พนักงานบัญชี, นายหน้าตอบแชต หรือรับจ้างกดเงินหรือรอคิว ซึ่งจุดสังเกตหลัก ๆ ที่สามารถนึกเอะใจ หรือตรวจสอบได้อย่างชัดเจนก็คือ “คำโปรย หรือคำเชิญชวนรับสมัครงาน” เพราะการสมัครงานกับบริษัทของจริงหรือบริษัทใหญ่ ๆ จำเป็นต้องมีกระบวนการหลายอย่าง
- การสอบประวัติ
- การคัดความสามารถ
- การนัดสัมภาษณ์
ที่อาจจะยุ่งยาก วุ่นวาย และกินเวลา รวมถึงจำนวนตำแหน่งที่รับ ว่ารับตำแหน่งไหน และรับจำนวนเท่าไหร่
การที่เราเห็นโพสต์สมัครงานในแบบที่คล้ายกับการอ้าแขนรับเต็มที่ ไม่มีเงื่อนไขหรือขัดจำกัดใด ๆ แค่พูดคุยรายละเอียดอย่างสถานที่พูดคุย หรือ เงื่อนไขอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับการเปิดบัญชีธนาคาร หรือบัญชีการเงิน และอื่น ๆ ในเครือข่ายโทรคมนาคม เหล่านั้นควรที่จะระวังเป็นพิเศษ ว่าอาจจะเป็นมิจฉาชีพที่หวังล่อลวงให้เราเข้าไปติดกับดัก
[caption id="attachment_8362" align="aligncenter" width="1024"]
พ.ต.ท. นายวสุเทพ ใจอินทร์ จากกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ[/caption]
นอกจากนี้พ.ต.ท. นายวสุเทพ ได้มีการกล่าวเอาไว้ว่า ทางกระทรวงพาณิชย์ของประเทศไทย ได้มีการสร้างและเปิดเว็ปไซต์สำหรับการเช็กรายชื่อธุรกิจอยู่แล้ว ซึ่งนั่นก็คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือ DBD(Department of Business Development) ซึ่งจะมีการรวบรวมข้อมูลเอาไว้มากมาย ในหมวดหมู่ของ “คลังข้อมูลธุรกิจ” ที่จะสามารถให้ผู้ใช้เข้าไปเพื่อค้นหา และตรวจสอบบริษัทที่ถูกอ้างมา
- วันที่จดทะเบียนที่ตั้ง
- ทุนจดทะเบียน
- ที่ตั้งสำนักงานอยู่ที่ไหน
- รายชื่อหุ้นส่วน
- สถานะปัจจุบัน และงบการเงินของบริษัท
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะสามารถเชื่อใจได้จริง ๆ 100% เพราะมีบางเคสจริง ๆ ที่ว่ากลุ่มมิจฉาชีพอาจจะมีการเปิดธุรกิจถูกกฎหมายเพื่อบังหน้าและล่อลวงเหยื่อ แต่อย่างน้อย ถ้าหากไม่สามารถค้นหาหรือพบข้อมูลบริษัทในเว็ปไซต์ ก็สามารถเชื่อได้ว่าเป็นบริษัทเถื่อนจริง ๆ
กรณีเลวร้ายที่สุด ที่เหยื่อกำลังจะถูกส่งข้ามแดนเพื่อส่งตัวต่อไปยังฐานที่มันของสแกมเมอร์ ทั้งในกรณีที่คนร้ายมีการพกอาวุธและมีการควบคุมตัวเหยื่อที่รัดกุม หรือจะควบคุมตัวแบบหละหลวมและมีแค่มือเปล่า คำแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับตำรวจก็คือ “กล้า และวิ่งหนีสุดชีวิต” เพราะมีหลายเคสเช่นกัน ที่เหยื่อสามารถหนีรอดมาได้เพียงแค่เขากล้าที่จะวิ่งหนี และสามารถขัดขืนมิฉาชีพได้ หากยังอยู่ในประเทศหรือดินแดนของเราเอง
ซึ่งเหตุผลของเรื่องนี้ ส่วนใหญ่มาจากความคิดหลัก ๆ ที่กลุ่มมิจฉาชีพจะมองเหยื่อเป็นแค่หมากตัวหนึ่งที่สามารถเขี่ยทิ้งตอนไหนก็ได้ แล้วถ้าไม่สามารถล่อลวงมาได้ ก็ยังมีโอกาสที่จะหาหมากตัวใหม่มาแทนที่อยู่ดี และไม่ได้ต้องการที่จะล็อกเป้าหมาย หรือมีเรื่องราวที่อาจจะบานปลาย เนื่องด้วยความเสี่ยงที่อาจจะถูกติดตาม และจับกุมได้ในท้ายที่สุด ฉะนั้น ถึงแม้ว่าเราวิ่งหนี และได้แผลมามากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าหากว่าเรากล้าที่จะหนี เราก็ยังมีโอกาสรอดได้มากกว่า