ชาวบ้านผวา ชายป่วยจิตเวชคลุ้มคลั่งคว้ามีดฟันพ่อแม่บาดเจ็บ
21 กุมภาพันธ์ 2569 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงสายวันนี้ เกิดเหตุชายวัย 53 ปี เกิดอาการคลุ้มคลั่งเดินทุบรถชาวบ้านที่สัญจรผ่านไปมา จากนั้นเดินย้อนกลับมาที่หน้าบ้านพักของตัวเอง ชาวบ้านจึงต้องตัดสินใจเข้าช่วยกันจับตัวชาวคนดังกล่าว ซึ่งพบว่ามีบาดแผลที่ศีรษะ จากนั้นจึงประสานเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเทศบาลตำบลบางเสาธงและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าปฐมพยาบาลเบื้องต้นและแจ้งตำรวจ สภ.บางเสาธง เข้ารับตัวไปสงบสติอารมณ์ ส่วนบิดาและมารดา พบว่าได้รับบาดเจ็บจากการถูกของมีคมฟันเข้าที่แขนข้างขวาจนเป็นแผล กู้ภัยจึงช่วยเหลือส่งโรงพยาบาล
จากการสอบถามคุณบิว เจ้าของร้านของชำที่อยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านพักของผู้ก่อเหตุ และเป็นพลเมืองดีที่เข้าไประงับเหตุการณ์ในเบื้องต้น เจ้าตัวบอกว่า ขายคลุ้มคลั่งภายในบ้านและทำร้ายพ่อแม่ ตอนนั้นตนเองไม่เห็นเหตุการณ์ เห็นอีกทีผู้ก่อเหตุ เดินออกมาจากในบ้าน และโวยวายชี้ที่หน้าตัวเองให้ดูว่ามีเลือดไหล จากนั้นก็เดินโวยวายดักทุบรถตามทาง จนทำให้ชาวบ้านพากันผวา กระทั่งผู้ก่อเหตุเดินกลับมาที่หน้าบ้านพักอีกครั้งแต่ยังไม่หยุดโวยวาย ตนเองและชาวบ้านจึงช่วยกันควบคุมตัวแจ้งหน้าที่ตำรวจมารับตัว
ขณะที่คุณยายเดือน วัย 72 ปี ชาวบ้านในละแวกที่เกิดเหตุบอกว่า คนก่อเหตุพักอาศัยอยู่กับพ่อแม่ และมีอาการป่วยจิตเวชนานหลายปี ซึ่งเคยไปรับยาจิตเวชมาทาน แต่ช่วงหลังเหมือนไม่ยอมทานยา แถมยังติดการพนันฟุตบอลออนไลน์ โดยมักจะบังคับให้พ่อแทงพนันฟุตบอลให้ทุกวัน หากพ่อไม่ทำตามก็จะเกิดอาการคลุ้มคลั่ง จนพ่อกับแม่หวาดกลัวจะถูกทำร้าย จนล่าสุดมาเกิดเหตุในครั้งนี้
ส่วนแม่ค้าอาหารตามสั่งอีกคนบอกว่า ทางมารดาของผู้ก่อเหตุสั่งอาหารเข้ามาส่ง ตนเองมาส่งอาหารพอดี พอเข้าไปในบ้านพบว่าคุณแม่กำลังถูกลูกชายต่อยที่ใบหน้า ตอนนั้นกลัวจึงรีบออกมาด้านนอกจนเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น
ด้าน ชายวัย 53 ปี ผู้ก่อเหตุ หลังจากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.บางเสาธง ควบคุมตัวขึ้นรถสายตรวจเพื่อเตรียมประสานส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล โดยเจ้าตัวยังอยู่ในอาการที่พูดจาพอจะรู้เรื่อง แต่ก็ไม่ได้บอกอะไรกับนักข่าวมาก และยอมรับว่าตนเองตีแม่จริง สาเหตุที่ทำ อ้างว่าไม่รู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้ตำรวจจะพาตัวเองไปคุกแล้ว
เบื้องต้นตำรวจอยู่ระหว่างประสานทางครอบครัวของผู้ก่อเหตุอีกครั้ง เพื่อส่งตัวไปตรวจรักษาและตรวจสอบประวัติการรักษาอาการทางจิตเวช หากพบว่ามีการรักษาตัวจริงก็ต้องส่งตัวไปยังโรงพยาบาลต้นสังกัดที่รักษาอยู่เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการรักษาต่อเนื่อง ส่วนผลทางคดีจะต้องรอสอบปากคำทางพ่อและแม่อีกครั้งว่าจะเอาความหรือไม่อย่างไร