โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทยกับสงครามกลางเมืองเมียนมา 4 ข้อพึงระวังที่รัฐบาลไทยต้องไม่มองข้าม

NATIONTV

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

21 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ชายแดนไทย-เมียนมา กล่าวว่า การที่ประเทศไทยจะเข้าไปเกี่ยวพัน หรือแม้กระทั่งมีบทบาทในกระบวนการเจรจายุติความขัดแย้งในเมียนมานั้น มิใช่เพียงคำถามทางการทูต หากแต่เป็นโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ที่มีความละเอียดอ่อนสูง และต้องอาศัยการประเมินอย่างรอบด้านทั้งมิติการเมืองระหว่างประเทศ ความมั่นคงชายแดน และภาพลักษณ์ของรัฐในระยะยาว ก่อนที่จะเข้าไปเกี่ยวพันใดๆ จึงต้องตระหนักสิ่งดังต่อไปนี้

ประการแรก ความชอบธรรมของกระบวนการเลือกตั้งและความเสี่ยงต่อการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

การเลือกตั้งครั้งล่าสุดในเมียนมาไม่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายต่อต้านภายในประเทศ ตลอดจนประเทศในกลุ่มโลกเสรีจำนวนมาก รวมทั้งท่าทีของอาเซียนเองก็ยังมิได้ให้การรับรองอย่างเป็นทางการ ภายใต้บริบทเช่นนี้ หากประเทศไทยแสดงท่าทีเข้าไปเกี่ยวพันในลักษณะที่ถูกตีความว่า “ยอมรับ” ผลการเลือกตั้ง ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่ไทยจะถูกใช้เป็นกลไกสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐบาลทหารเมียนมาโดยปริยาย ซึ่งในทางรัฐศาสตร์ “ความชอบธรรม” เป็นทรัพยากรทางการเมืองที่สำคัญยิ่งกว่ากำลังทหาร การที่รัฐหนึ่งได้รับการยอมรับจากเพื่อนบ้านหรือประเทศสำคัญ ย่อมส่งผลต่อการต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ ดังนั้น ความเคลื่อนไหวของไทยทุกก้าวจึงต้องคำนึงถึงผลสะท้อนเชิงสัญลักษณ์และการเมืองระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประการที่สอง โครงสร้างความขัดแย้งที่ซับซ้อน

ความขัดแย้งในเมียนมาแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นความขัดแย้งแบบรัฐต่อรัฐที่แต่ละฝ่ายมีอำนาจอธิปไตยและโครงสร้างการบังคับบัญชาที่ชัดเจน แม้จะมีปัญหาเขตแดนหรือพื้นที่พิพาท แต่โครงสร้างคู่ขัดแย้งมีความชัดเจนและสามารถควบคุมได้ แต่ในกรณีเมียนมา สถานการณ์เป็นสงครามกลางเมืองที่มีความหลากหลายของผู้แสดงอย่างยิ่ง

ปัจจุบันมิได้มีเพียงรัฐบาลทหารกับฝ่ายต่อต้านหลักเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วย

• กองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People’s Defense Forces – PDF) ภายใต้รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government – NUG) ซึ่งมีกำลังพลประมาณหนึ่งแสนคน

• กองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธหลักกว่า 20 กลุ่ม และกลุ่มย่อยอีกมากกว่าร้อยกลุ่มทั่วประเทศ รวมกำลังพลประมาณสองแสนคน

แต่ละกลุ่มมีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกัน ทั้งในประเด็นการเจรจา รูปแบบรัฐสหพันธรัฐ การกระจายอำนาจ และการจัดโครงสร้างรัฐหลังสงคราม ความแตกต่างเชิงอุดมการณ์และผลประโยชน์เช่นนี้ ทำให้กระบวนการสันติภาพมิใช่เวทีของ “คู่ขัดแย้งสองฝ่าย” หากแต่เป็นสนามต่อรองหลายชั้น ภายใต้บริบทดังกล่าว หากประเทศไทยเข้าไปเกี่ยวพันโดยชูประเด็นการค้าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก อาจถูกตีความว่าไทยกำลังแสวงหาผลประโยชน์ท่ามกลางภาวะสงคราม ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยในระยะยาว และบั่นทอนความน่าเชื่อถือในฐานะผู้ประสานหรือผู้อำนวยความสะดวก

ประการที่สาม บทบาท “ผู้อำนวยความสะดวก” กับข้อเท็จจริงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของไทย

ข้อเสนอที่ให้ประเทศไทยทำหน้าที่เป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” หรือรัฐแนวหน้าในการผลักดันกระบวนการพูดคุยนั้น ในทางหลักการเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ แต่ในทางปฏิบัติ ไทยมิได้อยู่ในสถานะที่ปราศจากผลประโยชน์โดยตรง

ปัญหาชายแดนไทย–เมียนมา ได้แก่ การหลั่งไหลของผู้พลัดถิ่น ปัญหายาเสพติด เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และการลักลอบข้ามแดน ล้วนเป็นผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของไทย ดังนั้น หากไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเจรจา ไทยย่อมจำเป็นต้องผลักดันให้ประเด็นเหล่านี้กลายเป็นวาระในการพูดคุยสันติภาพด้วย

ในสงครามกลางเมือง จึงไม่มี “พระอรหันต์ทางการเมือง” หรือผู้ใดที่สามารถวางตัวเป็นกลางอย่างบริสุทธิ์ปราศจากผลประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ประเทศไทยย่อมอยู่ในสถานะของผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholder) มากกว่าผู้สังเกตการณ์ภายนอก การกำหนดบทบาทจึงต้องตั้งอยู่บนความจริงข้อนี้ มิใช่บนความคาดหวังเชิงอุดมคติ

ประการสุดท้าย การติดกระดุมเม็ดแรก คือความเข้าใจความซับซ้อนของกระบวนการสันติภาพ

กระบวนการสันติภาพในเมียนมาไม่เคยมีเสถียรภาพอย่างแท้จริง แม้ในช่วงที่มีการลงนามข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศในอดีต ความไม่ไว้วางใจและความแตกต่างทางโครงสร้างยังคงดำรงอยู่ การ “ติดกระดุมเม็ดแรก” จึงหมายถึงการเข้าใจความซับซ้อนเชิงโครงสร้างของความขัดแย้ง มิใช่การมองอย่างผิวเผินว่าเป็นเพียงปัญหาระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้าน

การย่างก้าวเข้าไปมีบทบาทของไทยจึงควรตั้งอยู่บนหลักความสง่างาม และความเป็นกลางอย่างแท้จริง พร้อมทั้งตระหนักว่า ความเป็นกลางในบริบทนี้มิใช่การวางตัวนิ่งเฉย แต่คือการรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์แห่งชาติ ความชอบธรรมทางการเมืองระหว่างประเทศ และความรับผิดชอบต่อเสถียรภาพของภูมิภาค

ท้ายที่สุดแล้ว บทบาทของไทยในกระบวนการสันติภาพเมียนมาไม่ใช่เพียงคำถามว่า “จะเข้าไปหรือไม่” หากแต่คือคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า “จะเข้าไปอย่างไร” โดยไม่ลดทอนหลักการ ไม่ทำลายภาพลักษณ์ และไม่ละเลยผลประโยชน์ของประชาชนไทยเองในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...