ทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าจาก 10 เป็น 15% 24 ชม.หลังศาลสูงคว่ำมาตรการ
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศของสหรัฐจาก 10% เป็น 15% ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดตามกฎหมาย ภายหลังคำวินิจฉัยของ US Supreme Court ที่ยกเลิกโครงการภาษีเดิม โดยระบุว่าประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขตภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ
มาตรการใหม่อ้างอิงกฎหมายมาตรา 122 ซึ่งเปิดทางให้กำหนดภาษีได้สูงสุด 15% แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาหากจะขยายเกิน 150 วัน ทั้งนี้ยังไม่เคยมีผู้นำสหรัฐใช้กฎหมายดังกล่าวมาก่อน และอาจเผชิญความท้าทายทางกฎหมายเพิ่มเติม
คำวินิจฉัยของศาล ซึ่งเขียนโดยประธานศาล John Roberts และมีผู้พิพากษา Neil Gorsuch กับ Amy Coney Barrett ร่วมเสียงข้างมาก ระบุว่ากฎหมายที่ทรัมป์ใช้ก่อนหน้านี้ไม่ได้ให้อำนาจตามที่อ้าง
ทรัมป์ตอบโต้คำตัดสินอย่างรุนแรง พร้อมยืนยันจะเดินหน้าสงครามการค้าโลกต่อ โดยระบุว่าจะใช้ช่วงเวลา 150 วันเพื่อออกมาตรการภาษีอื่นที่ “ถูกต้องตามกฎหมาย”
ทำเนียบขาวระบุว่าภาษีตามมาตรา 122 มีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น แร่สำคัญ โลหะ และพลังงาน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าจาก Asia Society แสดงความกังวลถึงความไม่แน่นอนที่คู่ค้าต้องเผชิญ
ด้านผู้นำต่างประเทศตอบรับคำตัดสินแตกต่างกัน โดยประธานาธิบดีฝรั่งเศส Emmanuel Macron ระบุว่าคำวินิจฉัยสะท้อนความสำคัญของหลักนิติธรรม ส่วน นายกรัฐมนตรีเยอรมนี Friedrich Merz คาดว่าจะช่วยลดภาระภาคธุรกิจ และย้ำว่าภาษีศุลกากรสร้างผลกระทบต่อทุกฝ่าย
ผู้แทนการค้าสหรัฐ Jamieson Greer ระบุว่าข้อตกลงการค้าที่ทำกับบางประเทศยังคงมีผล แม้อัตราภาษีทั่วไปจะต่ำกว่า เช่น มาเลเซียและกัมพูชา ขณะที่ผู้เจรจาการค้าอินโดนีเซีย Airlangga Hartarto ยืนยันข้อตกลงภาษี 19% ระหว่างสองประเทศยังมีผลบังคับใช้
ทั้งนี้ การตัดสินของศาลอาจเป็นผลดีต่อบางประเทศที่ยังไม่มีข้อตกลงกับสหรัฐ เช่น บราซิล ซึ่งอาจเห็นอัตราภาษีลดลงเหลือ 15% ชั่วคราว
ท่ามกลางมาตรการภาษีที่เข้มข้นขึ้น ผลสำรวจ Reuters/Ipsos ชี้ว่าคะแนนนิยมของทรัมป์ด้านเศรษฐกิจลดลงต่อเนื่อง โดยประเด็นค่าครองชีพยังเป็นความกังวลหลักของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ขณะที่พรรคเดโมแครตวิจารณ์ว่ามาตรการภาษีเป็นปัจจัยเร่งเงินเฟ้อและค่าครองชีพสูงขึ้น.