กสิกรไทยจัด 8 เรื่องสุขภาพเป็น S-Curve Win 'ไฮ-เทค' ผสาน 'ลองจิวิตี้'
เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ภายในงานประชุมวิชาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2569 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) นายพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย ปาฐกถา เรื่อง “เรื่องเล็กๆที่สร้างเศรษฐกิจใหญ่ : พลังของผลิตภัณฑ์สุขภาพไทย”ว่า 3 ระดับของสุขภาพสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น ได้แก่ สุขภาพส่วนบุคคล (Personal Health) สุขภาพสาธารณะ (Public Health) ที่ต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศ การขาดแคลนน้ำสะอาด และโรคระบาดใหม่ ๆ
และ สุขภาพของโลก (Planetary Health) ที่ครอบคลุมถึงปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ความแห้งแล้ง มลพิษทางอากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ล้วนส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นระบบสุขภาพหนึ่งเดียว หรือ One Health Systems
“เรื่องสุขภาพต้องมองในมิติที่กว้างขึ้น โดยสุขภาพไม่ใช่เพียงเรื่องของการดูแลรักษาทางการแพทย์ (Healthcare)เท่านั้น แต่คือการดูแลและใส่ใจในทุกมิติ (Health and CARE) ที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบนิเวศเดียว”
ไทยลงทุนเพื่อการป้องกันเพียง 10.7 %
สำหรับประเทศไทยค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพพุ่งสูงขึ้น จากเดิมในปี 2557 ที่มีค่าใช้จ่ายประมาณ 5.8 แสนล้านบาท ได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 9.4 แสนล้านบาทในปี 2567 หรือคิดเป็น 5 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) นอกจากนี้ ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ โรค NCDs ยังได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจให้กับไทยอย่างมหาศาล โดยคิดเป็นมูลค่าถึง 1.6 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 10 %ของ GDP
ขณะที่ ระบบสาธารณสุขไทยมีการลงทุนด้านสุขภาพ" (Thailand's Health Investment Reality) ซึ่งพบว่าในปัจจุบัน งบประมาณส่วนใหญ่กว่า 89.3 % ถูกใช้ไปกับการรักษา (Treatment) ส่วนการลงทุนเพื่อการป้องกัน (Prevention) เพียง 10.7 % เท่านั้น
ก้าวข้ามข้อจำกัด "Iron Triangle"
การจะก้าวข้ามข้อจำกัดของสามเหลี่ยมเหล็ก หรือ "Iron Triangle"ของระบบสุขภาพ ซึ่งประกอบด้วย การเข้าถึง (Access) ต้นทุน (Cost) และคุณภาพ (Quality) จำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรมมาเป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการเน้นเพียงการมีชีวิตที่ยืนยาว (Lifespan) ไปสู่การมีช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Health Span) อย่างแท้จริง จึงต้องคิดใหม่เกี่ยวกับ “ระบบสุขภาพ” โดยเฉพาะ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่
1.นโยบายและกรอบงาน ต้องบูรณาการที่เชื่อมโยงสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคม
2.ความสามารถในการสร้างนวัตกรรม การนำไปใช้และการขยายผลของเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมทั่วทั้งระบบ
3.การกำกับดูแล สถาบันที่แข็งแกร่งและรูปแบบทางการเงินที่ยั่งยืนต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
สร้างผลลัพธ์แบบ Triple Win
ทั้งนี้ การคิดใหม่เกี่ยวกับระบบสุขภาพ และการปรับบทบาทใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ที่จะไม่ใช่เพียงการเป็นผู้ควบคุมกฎระเบียบเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น แต่จะก้าวขึ้นมาเป็น "ผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรม" เพื่อแก้ปัญหา Pain Points ของประเทศ โดย อย.ควรวางยุทธศาสตร์การทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อเปลี่ยน "ภาระ" ให้กลายเป็น "ผลตอบแทน" นำไปสู่การสร้างผลลัพธ์แบบ Triple Win ประกอบด้วย
- S-Curve Win : การสร้างอุตสาหกรรมนวัตกรรมสุขภาพให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
- Productivity Win: เพิ่มประสิทธิภาพของประชากรวัยทำงานให้มีสุขภาพดีและอายุยืนยาว (Health Span)
- Fiscal Win: ลดภาระทางการคลังจากการลดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคและการนำเข้ายาจากต่างประเทศ
8 เรื่องสุขภาพ ที่เป็น S-Curve Win
การปรับระบบสุขภาพใหม่สามารถขยายขนาดและนำพาประเทศไทยไปสู่การเติบโตแบบ S-Curve รูปแบบใหม่ได้ โดยนำมาทำเป็นกราฟในส่วนแกน Y เป็นเทคโนโลยี(High-Tech) และ แกน X เป็นเรื่องการมีอายุยืนยาวแบบสุขภาพดี(Longevity) ก็จะแบ่งเป็น 4 ส่วน ซึ่งสามารถเลือกได้ตามกำลังความรู้ความสามารถที่มีอยู่ โดยส่วนแรกที่มองเป็น S-Curve Win จะเป็นเรื่องของ “ยาที่มีความแม่นยำ(The Precision Medicine)” ได้แก่
- สปาทางการแพทย์
- ศูนย์นาโนเมดิซีน
- ศูนย์วินิจฉัยโรคด้วยพลังของเอไอ
- จีโนมิกส์
- โรงพยาบาลผ่าตัดเฉพาะทาง
- ยาที่แม่นยำ
- ยีนบำบัด
- และศูนย์ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ระยะไกล
นอกจากนี้ ยังมีอีก 3 S-Curve ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน ได้แก่ ไบโอแฮ็กกิ้ง(Biohacking)/การมีอายุยืนยาวแบบสุขภาพดี(Longevity) เช่น ยาจากพืช เรือสำราญเวลเนส สปาของโรงแรม คลินิกความงาม ศุนย์ออกกำลังกาย , Experience-based wellness ที่มีฐานจากมรดกวัฒนธรรม เช่น ต้มยำกุ้ง ยาสมุนไพร ค่ายมวยไทย โยคะรีทรีท และ การสร้างพื้นที่เพื่อการฟื้นฟูจิตใจ (Restorative Sanctuary) ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มพนักงานรายได้สูงและผู้บริหารระดับสูงต้องการเพื่อดูแลรักษาสุขภาพจิตใจ
“ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ไทยโดดเด่นในระดับโลกคือ "จิตวิญญาณการบริการ หรือ Hospitality ซึ่งถือเป็น DNA ที่แข็งแรงมากของคนไทย จากการเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทยถึง 5.7 เท่า พบว่ามาตรฐานการบริการของไทยยังคงก้าวล้ำไปไกลกว่ามาก แม้ระดับเศรษฐกิจจะต่างกัน ดังนั้น การนำความแข็งแกร่งด้านการบริการมาผสมผสานกับเทคโนโลยีที่มีราคาถูกลงเรื่อย ๆ จะกลายเป็นการสร้างอุตสาหกรรมใหม่”