โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำความเข้าใจ ทำไมสงครามรอบนี้กระทบวิกฤตน้ำมันของไทย

THE STATES TIMES

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 02.22 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 02.30 น. • AYA IRRAWADEE

ทำความเข้าใจ ทำไมสงครามรอบนี้กระทบวิกฤตน้ำมันของไทย

สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านรอบนี้ทำให้เราเรียนรู้อะไรได้หลายๆสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของพลังงานน้ำมัน วันนี้เอย่าจะมาเล่าเรื่องวิกฤตพลังงานของไทยรอบนี้ให้ทุกท่านทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงก่อน แล้วค่อยมาดูว่าความจริงเรานั้นควรจะอยู่กับวิกฤตนี้อย่างไร
ณ วันนี้เราต้องบอกว่าอิหร่านไม่ใช่ประเทศหมูในอวยของสหรัฐที่คิดว่าจะเอาระเบิดไปหย่อนหัวแล้วลากตัวผู้นำออกมาได้ เพราะนี่ได้พิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่อิหร่านมีนอกจากอาวุธแล้ว อิหร่านยังมีพันธมิตรที่ดีที่พร้อมจะเป็นหูตาให้เวลาโดนนักเลงโลกรังแก และเชื่อได้เลยว่าสงครามนี้อาจจะทวีคูณความเสียหายไปมากกว่านี้อีกหลายเท่าจนต้องบีบให้ประเทศอีกหลายๆประเทศต้องเลือกข้างก็เป็นได้
กลับมาที่ไทย จากที่ท่าน สว. หญิงท่านหนึ่งได้ออกมาจั่วหัวว่า ประเทศไทย ยังไม่มี “คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ” (Strategic Petroleum Reserve) แบบหลายประเทศ จนกลายเป็นประเด็นในโซเชียลไปทั่ว เอย่าก็อยากจะย้ำคำตอบของท่านอนุทินอีกครั้งว่า ไทยมีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์รัฐอยู่แล้วคะ แต่เราไม่ได้มีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เต็มรูปแบบ แต่ไทยเราใช้ระบบที่เรียกว่า Legal Reserve คือให้เอกชนเป็นผู้เก็บขั้นต่ำตามกฎหมาย ภายใต้การกำกับของกระทรวงพลังงาน และ กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อลดภาระการสร้างที่เก็บของไทยเอง เพราะจากข้อมูลที่เอย่าไปหามา ประเทศที่ลงทุนทำคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ หรือเรียกว่า Strategic Petroleum Reserve หรือ SPR นั้นต้องลงทุนนับแสนล้านบาทในการทำที่เก็บ ซึ่งประเทศที่เลือกใช้ระบบ SPR นี้ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน 100% หรือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
กลับมาที่ตรงนี้ว่าแล้วไทยไม่เสี่ยงหรือ ณ วันนี้ เอย่าจะขอตอบจากข้อมูลที่หามาได้ให้ทราบนะคะ ณ ตอนนี้ประเทศไทยพึ่งพาน้ำมันนำเข้า 80% และอีก 20% เป็นการขุดเจาะในไทยเอง ซึ่งน้ำมันทั้งหมดที่นำเข้าเป็นน้ำมันดิบเพราะไทยมีโรงกลั่นของตัวเอง อีกทั้งในไทยเราสามารถผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้ประมาณ 120,000–150,000 บาร์เรลต่อวัน จากแหล่งทั้งบนบกและในทะเล รวมถึงกลั่นน้ำมันได้วันละ 1.2–1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากที่สุดในอาเซียนขณะนี้ และนี่ถึงเป็นข้อบ่งบอกว่าถ้าเราไม่ประหยัดน้ำมันกันเลย ใช้น้ำมันแบบสุรุ่ยสุร่าย เราจะมีน้ำมันสำรองใช้กันไปอีก 60-65 วันตามคำที่ท่านอนุทินกล่าวนั่นเอง
คำถามต่อมาคือ แล้วไทยเราต้องกังวลกับวิกฤตน้ำมันครั้งนี้หรือ เอย่าขอตอบให้ทราบคำว่าน้ำมันดิบที่เรานำเข้าส่วนใหญ่มาจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประมาณ 43% ของปริมาณทั้งหมดและอีก 14% มาจากซาอุดิอาระเบีย พูดง่ายๆน้ำมัน 80% ที่เรานำเข้ามานั้น 57% ของน้ำมันนำเข้ามาจากประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกาและต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุชเท่านั้น ถามว่าถ้าเราขนส่งไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุชทำได้ไหม คำตอบคือได้คะแต่ราคาจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าจากราคาที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุชและน้ำมันที่ไม่ผ่านช่องแคบนี้จะขนส่งได้ในปริมาณที่จำกัด ซึ่งไม่เหมาะกับการซื้อน้ำมันในจำนวนมาก
ณ วันนี้เราอาจจะยังไม่ได้เผอิญถึงวิกฤตการขาดแคลนพลังงานที่แท้จริงและจากสถานการณ์ที่อิหร่านยิงเรือมยุรีนารีของไทยก็เป็นการส่งสัญญาณแล้วว่าแม้ไทยจะบอกว่าเป็นกลางในสงครามครั้งนี้ มันไม่ได้มีอยู่จริงเพราะอิหร่านก็คงร็สึกเสมอมาว่าไทยมีความโปรอเมริกาอยู่แม้ว่าไทยเราจะไม่ได้เป็นขี้ข้าอเมริกาเต็มตัวแบบหลายๆประเทศในอาเซียนก็ตาม การเดินเกมส์การทูตครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากถึงความอยู่รอดของไทย และเอย่าจะขอส่งสัญญาณไปถึงผู้มีอำนาจของรัฐบาลไทยนะคะ อย่างการเล่นเป็นนกสองหัวของผู้นำอินเดียอย่าง Narendra Modi ในการจะรักษาสมดุลและสัมพันธภาพทั้งกับสหรัฐและรัสเซียไว้ แต่รัสเซียไม่เล่นด้วยเลยตัดส่วนลดพิเศษราคาน้ำมันที่อินเดียเคยได้ไปเสียอย่างนั้น ดังนั้น Siamese Talk ในอดีตอาจจะไม่สามารถใช้ได้แล้วในการศึกครั้งนี้ก็เป็นได้ดังตัวอย่างที่อินเดียทำไว้และรัสเซียก็เชือดไก่ให้ลิงดูเป็นขวัญตาว่าการทรยศจะได้รับผลอย่างไร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...