หอฯ ชี้ ภาษีทรัมป์ถูกตีตก ไม่กระทบการเจรจา ภาพรวมดีกับผู้ส่งออก
หอการค้าไทย มองภาษีทรัมป์ถูกยกเลิก ไม่ส่งผลให้การเจรจาภาษี ไทยกับสหรัฐหยุดชะงัก เชื่อพื้นที่เปิดกว้าง ชี้แจงเทคนิคได้มากขึ้น ภาพรวมเป็นผลบกต่อผู้ส่งออก
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า กรณีที่ศาลสูงสหรัฐวินิจฉัยยกเลิกภาษีศุลกากรทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยชี้ว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตฝ่ายบริหารนั้น ไม่ได้ทำให้การเจรจาภาษีของไทยกับสหรัฐหยุดชะงัก แต่ทำให้กรอบการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐ กลับเข้าสู่ระบบกฎหมาย และกระบวนการที่ชัดเจนมากขึ้น
“คำวินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนว่า ฝ่ายบริหารสหรัฐไม่สามารถใช้อำนาจฝ่ายเดียวขึ้นภาษีในวงกว้างได้อีก หากไม่มีฐานกฎหมายรองรับ ส่งผลให้มาตรการภาษีในระยะต่อไปต้องผ่านขั้นตอนที่เป็นระบบมากขึ้น เปิดพื้นที่ให้ประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย สามารถเข้าสู่การเจรจา และชี้แจงเชิงเทคนิคได้มากกว่าเดิม ซึ่งในภาพรวมถือเป็นผลบวกต่อประเทศผู้ส่งออก”
ส่วนขั้นตอน หลังศาลยกเลิกการใช้กฎหมายฉุกเฉิน สหรัฐฯยังคงมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่น แต่หากเป็นการใช้อำนาจโดยตรงของประธานาธิบดีที่มีผลทันที มาตรา 122 ถือเป็นมาตราเดียวที่สามารถใช้ได้ โดยไม่ต้องผ่านสภา Congress หรือ กระบวนการสอบสวนของหน่วยงานอื่น อย่างไรก็ตาม มาตรานี้มีข้อจำกัดด้านเวลา คือใช้ได้ไม่เกิน 150 วัน จึงเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อกดดันและเร่งการเจรจาในระยะสั้น จากกรอบเวลาดังกล่าว คาดการณ์ได้ว่า สหรัฐน่าจะพยายามผลักดันให้ประเทศคู่ค้า รวมถึงไทย เข้าสู่กระบวนการเจรจาให้เร็วยิ่งขึ้นภายในช่วงเวลาที่มาตรา 122 ยังบังคับใช้อยู่
นายวิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษี 10% หรือ 15 % ภายใต้มาตรา 122 ต้องมองว่าเป็นอัตราที่ต่ำกว่าภาษีที่ไทยเคยเผชิญก่อนหน้านี้ ซึ่งอยู่ราว 19% ดังนั้น แม้จะส่งผลให้ต้นทุนผู้ส่งออกเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่แรงกระแทกถือว่าน้อยกว่ารอบก่อน และอยู่ในระดับที่ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะเมื่อเป็นมาตรการชั่วคราว ไม่ใช่นโยบายถาวร
ในอีกมุมหนึ่ง สถานการณ์นี้ยังถือเป็น จังหวะและโอกาสทางการค้า เนื่องจากผู้นำเข้าสหรัฐมีแนวโน้มเร่งนำเข้าสินค้าในช่วงนี้ เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าในอนาคต และสามารถนำเข้าในอัตราภาษีที่ต่ำกว่าเดิม จึงเปิดโอกาสให้ไทยผลักดันการส่งออกไปสหรัฐได้เพิ่มขึ้นในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไทยต้องเตรียมรับมือเพิ่มเติม คือ การรวบรวมข้อมูลในทุกประเด็นที่สหรัฐเคยหยิบยกขึ้นมากล่าวหาหรือแสดงความกังวลเกี่ยวกับไทยในอดีต ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างต้นทุน การอุดหนุน การทุ่มตลาด มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม สุขอนามัยอาหาร และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้สามารถชี้แจงเชิงเทคนิคได้อย่างเป็นระบบภายใต้กรอบเวลา 150 วันของมาตรา 122
ส่วนประเด็นเรื่องการคืนเงินภาษีจากคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐนั้น ผู้ที่จะมีสิทธิขอคืนเงินภาษีตามกฎหมายสหรัฐไม่ใช่ผู้ส่งออกของไทย แต่เป็นผู้นำเข้าในสหรัฐ ในทางปฏิบัติที่ผ่านมา รูปแบบการส่งออกของไทยไปสหรัฐมีความหลากหลาย ต้องยอมรับว่า ผู้ส่งออกไทยจำนวนมากเป็นฝ่ายลดราคาสินค้าให้กับผู้นำเข้า เพื่อช่วยผ่อนเบาภาระภาษี และทำให้ผู้นำเข้าสามารถนำสินค้าไปจำหน่ายได้ในราคาที่ไม่สูงเกินไป
“การลดราคานี้ส่วนใหญ่เป็นการช่วยเหลือกันในเชิงธุรกิจและการแข่งขันทางตลาด โดยไม่ได้มีการระบุเงื่อนไขเรื่องการคืนภาษีไว้ในสัญญาอย่างชัดเจน ผู้ส่งออกจึงยอมรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้การค้าสามารถเดินต่อได้และรักษาคำสั่งซื้อไว้”
อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ทำงานร่วมกับผู้นำเข้าหรือผู้ค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐ อาจมี ข้อตกลงเชิงพาณิชย์ ที่ตกลงแบ่งภาระภาษีกันเป็นสัดส่วน เช่น แบ่งกันคนละครึ่ง หรือในกรณีที่มีสัญญาหรือเอกสารทางการค้าที่ระบุเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจน ว่าหากในอนาคตมีการคืนเงินภาษีหรือการชดเชย ผู้ส่งออกมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งคืนจากผู้นำเข้า ก็มีความเป็นไปได้ที่ผู้ส่งออกไทยจะได้รับเงินคืนในภายหลัง
“ต้องยอมรับว่า การขอคืนเงินภาษี ไม่น่าจะเป็นเรื่องง่าย หรือเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนจากทางการสหรัฐในเชิงปฏิบัติ ทั้งในเรื่องขั้นตอน วิธีการยื่นคำร้อง เงื่อนไข และแบบฟอร์มการขอคืนเงินภาษี ดังนั้นผู้นำเข้าและภาคธุรกิจจึงยังจำเป็นต้อง รอประกาศอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานของสหรัฐ ก่อนจึงจะสามารถยื่นเอกสารหลักฐานต่าง ๆ เพื่อขอคืนเงินภาษีได้”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หอฯ ชี้ ภาษีทรัมป์ถูกตีตก ไม่กระทบการเจรจา ภาพรวมดีกับผู้ส่งออก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th