โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

สคทช. ดัน One Map แก้เขตทับซ้อนนิคมลำน้ำน่าน ปรับแผนที่ท้าย พ.ร.ฎ. ขยายพื้นที่กว่า 1.8 แสนไร่

เดลินิวส์

อัพเดต 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 23.07 น. • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ครม.ไฟเขียวปรับแผนที่แนบท้ายพระราชกฤษฎีกานิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จ.อุตรดิตถ์ หลังพบแนวเขตทับซ้อนหลายหน่วยงาน เดินหน้าใช้ One Map มาตราส่วน 1:4,000 สร้างความชัดเจน ไม่กระทบสิทธิประชาชน

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เร่งขับเคลื่อนนโยบายบริหารจัดการที่ดินของประเทศแบบบูรณาการ ผลักดันการแก้ไขปัญหาแนวเขตที่ดินของรัฐทับซ้อนในพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน จังหวัดอุตรดิตถ์ ผ่านกลไก “One Map” มาตราส่วน 1:4,000 เพื่อให้แนวเขตมีความชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน และคุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างเป็นระบบ

ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้อำนวยการ สคทช. เปิดเผยว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ที่เห็นชอบแนวทางการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐ และมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ แก้ไขแผนที่แนบท้ายกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ปัญหาพื้นที่ดังกล่าวสืบเนื่องจากการจัดตั้งนิคมสร้างตนเองลำน้ำน่าน เพื่อรองรับราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสิริกิติ์ โดยพบว่าแนวเขตบางส่วนทับซ้อนกับเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และพื้นที่ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ส่งผลให้การดำเนินงานที่ผ่านมาไม่แล้วเสร็จ

สาระสำคัญของร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ คือ การยกเลิกแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาฉบับปี 2528 และกำหนดใช้แผนที่ฉบับปรับปรุงแทน โดยขยายพื้นที่นิคมจากเดิมประมาณ 160,540 ไร่ เป็นประมาณ 184,826 ไร่ เพื่อให้สอดคล้องกับผลการดำเนินงานตามแนวทาง One Map

ขณะเดียวกัน ครม. ยังมีมติเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2568 ยกเว้นขั้นตอนการตรวจสอบแนวเขตการปกครองจากกรมการปกครอง เฉพาะกรณีดำเนินการตามแนวทาง One Map เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ

ทั้งนี้ การปรับปรุงแผนที่ดังกล่าวไม่กระทบสิทธิของประชาชนที่ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (น.ค.3) และผู้ถือเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ซึ่งยังคงได้รับสิทธิตามเดิม โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าสามารถเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีได้ แม้ภายหลังมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 เนื่องจากไม่เป็นการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ และไม่ก่อให้เกิดภาระงบประมาณเพิ่มเติม

การขับเคลื่อนครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ สคทช. ในการเป็นกลไกกลางด้านนโยบายที่ดินของประเทศ มุ่งแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินอย่างเป็นรูปธรรม และเตรียมขยายผลต้นแบบสู่ระดับจังหวัดและระดับประเทศต่อไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...