บาร์โค้ดสะเทือนเลือกตั้ง ส่อถึงศาลรัฐธรรมนูญ เดิมพันเศรษฐกิจไทย
*** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,177 ระหว่างวันที่ 22-25 ก.พ. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย
*** การเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านพ้นไปแล้ว แต่บรรยากาศ “หลังหีบ” กลับร้อนแรงยิ่งกว่าช่วงหาเสียง เมื่อประเด็น“บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ถูกยกขึ้นเป็นคำถามใหญ่ว่าอาจกระทบหลักการเลือกตั้ง “โดยตรงและโดยลับ” ตามรัฐธรรมนูญ แม้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะยืนยันว่าเป็นเพียงเครื่องมือป้องกันการปลอมแปลงบัตร และไม่สามารถสาวย้อนถึงผู้ใช้สิทธิ์ได้ แต่แรงกระเพื่อมจากภาคการเมือง ภาคประชาชน และ นักเคลื่อนไหวบางกลุ่ม กำลังไหลไปรวมที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” เพื่อส่งไม้ต่อให้“ศาลรัฐธรรมนูญ” ชี้ขาด เกมนี้จึงไม่ใช่แค่ข้อถกเถียงทางเทคนิค แต่เป็น “จุดเปลี่ยน” ที่อาจลากประเทศเข้าสู่ฉากทัศน์ใหม่
*** ชื่อของผู้ยื่นคำร้องทยอยปรากฏต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์, ศรีสุวรรณ จรรยา, รณรงค์ แก้วเพชร และภัทรพงศ์ ศุภักษร ต่างยื่นคำร้องในทำนองเดียวกันว่า รหัสบนบัตรเลือกตั้งอาจเปิดช่องให้การลงคะแนน “ไม่เป็นความลับ” อันอาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินทำหนังสือถึง กกต. ขอคำชี้แจงภายใน 7 วัน ขั้นตอนต่อจากนี้ชัดเจน หากเห็นว่า มีมูล ก็ส่งศาลรัฐธรรมนูญ หากไม่มีมูล เรื่องก็จบ …คำตอบสุดท้ายจึงไม่ได้อยู่ที่เสียงวิจารณ์ แต่อยู่ในห้องพิจารณาคดี
*** ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า ในทางการเมืองการจัดตั้ง “รัฐบาลใหม่” ดูเหมือนกำลังเดินหน้า พรรคฝ่ายค้านแทบไม่มีใครอยากตกขบวน แต่หากผลเลือกตั้งถูกวินิจฉัยให้ “โมฆะ” ภาพจะเปลี่ยนทันที ขั้นตอนตั้งแต่จัดเตรียมเลือกตั้งใหม่ หางบมาจัดเลือกตั้งอีกครั้ง เดิมใช้งบประมาณกว่า 7,800 ล้านบาท ไปจนถึงประกาศผลและฟอร์มรัฐบาลใหม่ อาจกินเวลายาวออกไปอีก กว่าจะได้รัฐบาลตัวจริงอาจลากไปถึงกลางปีหรือค่อยกลางปีไปโน้นเลย ระหว่างนั้น แม้จะมีรัฐบาลรักษาการอยู่ก็ตาม แต่ขีดความสามารถจำกัด ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและนักลงทุนย่อมสั่นคลอน
*** ต้นทุนที่แท้จริงจึงไม่ใช่แค่ “งบเลือกตั้ง” แต่คือเวลาที่ประเทศสูญเสียไป ในทาง “เศรษฐกิจไทย” ตัวเลข GDP ล่าสุดขยายตัว 2.4% สูงกว่าคาดเพราะแรงหนุนจากส่งออก การลงทุนเอกชนขยับ 2.7% คำขอส่งเสริมการลงทุนทะลุ 1.8 ล้านล้านบาท ดูเผิน ๆ เหมือนสัญญาณบวก แต่ฐานรากกำลังอ่อนแรง การบริโภคเอกชนปีนี้คาดโตเพียง 2.1% หนี้ครัวเรือนพุ่งแตะ 86% ของ GDP หนี้เสียและหนี้เฝ้าระวังรวมกันราว 2 ล้านล้านบาท สภาพคล่องครัวเรือนและเอสเอ็มอีตึงมือ กำลังซื้อฝืด เงินเฟ้อซบ ธุรกิจแข่งตัดราคาเพื่อเอาตัวรอด
*** หาก “การเมือง” ยืดเยื้อ งบประมาณล่าช้า มาตรการกระตุ้นสะดุด ความเสี่ยงจะทวีคูณเป็นลูกโซ่ ทั้งการจ้างงาน การลงทุนใหม่ และความสามารถชำระหนี้ GDP ปี 2569 ที่คาดโต 2.0% อาจไม่ใช่ตัวเลขต่ำสุด หากความไม่แน่นอนลากยาว คำถามจึงไม่ใช่แค่ “บาร์โค้ดผิดหรือไม่ผิด” แต่คือ ประเทศจะเลือกเส้นทางใด หาก กกต.ผิด ก็ว่ากันตามกฎหมาย แก้ที่ต้นเหตุ ไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งระบบ แต่หากโมฆะจริง ประเทศต้องยอมรับผลและจัดการต้นทุนอย่างมีสติ
*** สิ่งที่เศรษฐกิจต้องการไม่ใช่ชัยชนะทางการเมือง หากแต่คือเสถียรภาพและทิศทางชัดเจน เพราะท้ายที่สุด ไม่ว่าใครจะได้จัดตั้งรัฐบาล คนที่แบกรับผลกระทบก่อนคือ ประชาชนตัวเล็ก ๆ ที่กำลังเผชิญค่าครองชีพสูง รายได้โตช้า และ หนี้พอกพูน … เกมนี้จึงไม่ใช่ศึกของนักการเมือง แต่เป็นเดิมพันของประเทศ “โมฆะหรือไม่โมฆะ” คำตอบอยู่ที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” แต่ “เสียหายหรือไม่เสียหาย” คำตอบอยู่ที่เวลา…