โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

คำอธิบายจากนักจิตวิทยา ว่าทำไม กิจวัตรประจำวันสำหรับคนทั่วไปอย่าง “การอาบน้ำ” ถึงกลายเป็นเรื่องยากสำหรับคนที่มีภาวะซึมเศร้า

Mirror Thailand

อัพเดต 05 มิ.ย. 2567 เวลา 13.16 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2567 เวลา 13.16 น.
ภาพไฮไลต์

กิจวัตรประจำวันที่ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับคนทั่วไป ตั้งแต่การตื่นนอน ลุกขึ้นจากเตียง หาอะไรกิน เก็บกวาดบ้าน แต่งตัวออกมาเจอสังคม ไปทำงาน พูดคุยกับคนอื่นๆ สำหรับคนที่มีภาวะของโรคซึมเศร้าแล้ว กิจกรรมทุกสิ่งอย่างที่กล่าวมานี้กลับไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเลยสำหรับพวกเขา เพราะทุกๆ วินาทีที่แต่ละกิจกรรมดำเนินไป อาจหมายถึงความท้าทายที่ต้องใช้ความพยายามกับพลังงานในตัวเองไม่น้อย

แม้แต่กิจวัตรปกติทั่วไปอย่างการ ‘อาบน้ำ’ ก็นับว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับคนที่มีภาวะซึมเศร้าเช่นกัน

“คนที่มีภาวะซึมเศร้าเท่านั้นที่จะเข้าใจว่าการจะทำอะไรแต่ละอย่าง ในแต่ละวันนั้นมันช่างเป็นเรื่องยากเย็นและท้าทายมากแค่ไหน” บทความบนเว็บไซต์ New York Times กล่าวถึงประเด็นเหล่านี้ไว้น่าสนใจว่า การที่ผู้มีภาวะซึมเศร้า หรือเป็นโรคซึมเศร้า พบว่ากิจวัตรปกติที่เคยทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในชีวิต จู่ๆ ก็กลายเป็นเรื่องยากหรือฝืนใจมากขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ และมันอาจจะยิ่งยากมากเป็นพิเศษด้วยสำหรับใครสักคนที่จะลุกขึ้นมา ‘ดูแลตัวเอง’ ตั้งแต่การอาบน้ำ แปรงฟัน หรือแม้แต่การล้างมือระหว่างอยู่ในภาวะซึมเศร้า

ดร.ลินเซย์ สเเตนเดอเวน (Dr. Lindsay Standeven) จิตแพทย์ และอาจารย์มหาวิทยาลัย Johns Hopkins Medicine อธิบายเรื่องนี้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนทั่วไปมักมองว่าการที่ใครคนหนึ่งไม่สามารถลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง ไม่สามารถอาบน้ำ สระผม หรือแปรงฟันได้ นั่นหมายถึงคนคนนั้นไม่รักษาความสะอาด หรือแม้แต่ตีตราว่านั่นคือ ‘ความขี้เกียจ’ แต่จริงๆ แล้วการอาบน้ำสระผมเป็นหนึ่งในกิจวัตร ซึ่งคนที่มีภาวะซึมเศร้าจำเป็นต้องใช้พลังงานไม่น้อยในแต่ละขั้นตอน สวนทางกับภาวะซึมเศร้าที่มักทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า และทำให้ความสามารถในการทำกิจกรรมบางอย่างในชีวิตปกติลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะกิจกรรมอะไรที่ต้องทำแบบหลายขั้นตอน เช่น การอาบน้ำ

ความยากที่คนมีภาวะซึมเศร้าต้องเจอนั้น เริ่มตั้งแต่การพาตัวเองเดินเข้าไปในพื้นที่อาบน้ำ ถอดเสื้อผ้าออก เปิดน้ำ ล้างหน้า อาบ และสระผม จนถึงขั้นตอนเป่าผมให้แห้ง และแม้แต่การเลือกเสื้อผ้าที่จะใส่ ซึ่งนักจิตวิทยาได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า สำหรับคนทั่วไปแต่ละขั้นตอนเหล่านี้สามารถทำได้แบบ ‘ไร้รอยต่อ’ เหมือนเวลาเราเปิดสมุดที่วาดภาพไว้ทีละหน้า แต่ละภาพจะเคลื่อนไหวแบบเร็วๆ เราจะเห็นภาพทุกอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียว แต่สำหรับคนที่มีภาวะซึมเศร้า แต่ละขั้นตอนของการอาบน้ำไม่ต่างกับการค่อยๆ ‘พลิกหน้ากระดาษ’ ทีละหน้าๆ อย่างเชื่องช้า แต่ละขั้นตอนเต็มไปด้วยรอยต่อ เหมือนภาพที่ไม่ปะติดปะต่อกัน และนั่นทำให้แต่ละขั้นตอนผ่านไปด้วยความหวาดหวั่น

นักจิตวิทยา บอกว่า ตามปกติแล้วคนที่มีภาวะซึมเศร้ามักจะไม่ค่อยอยากอธิบายถึงสภาวะความติดขัดเหล่านี้ของตัวเองให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญฟัง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Stigma ของสังคมที่มองว่าพวกเขาเป็นคนขี้เกียจ ไม่ดูแลตัวเอง ต่างๆ นานาเหล่านี้ด้วยที่ยิ่งทำให้พวกเขาขาดความไม่มั่นใจในตัวเอง และนั่นอาจยิ่งทำให้ภาวะซึมเศร้าเลวร้ายลงไปอีก เมื่อมันนำมาซึ่งความรู้สึกว่าตัวเองไร้คุณค่า หมดหวัง หรือความรู้สึกในด้านลบอื่นๆ

“คนที่มีภาวะซึมเศร้ามักจะรู้สึกเหมือนตัวเองไม่สมควรได้รับความสะอาด ไม่เห็นต้องสะอาด ไม่รู้จะดูแลตัวเอง หรือดูดีไปทำไม สิ่งที่จะตามมาหลังจากความรู้สึกเหล่านี้ ไม่ใช่แค่การอาบน้ำหรอกที่เป็นเรื่องใหญ่ แต่เป็นความคิดที่จะเกิดขึ้นในหัวว่าตัวเองไร้ความสามารถที่จะทำสิ่งต่างๆ จนความคิดนี้ตอกย้ำวนลูปไปเรื่อยๆ และสุดท้ายมันทำให้เราไม่สามารถแก้ไข้ต้นตอ หรือหาสาเหตุได้เลยว่าภาวะความติดขัดที่ซ่อนอยู่ในความรู้สึกไม่อยากอาบน้ำนี้จริงๆ แล้วคืออะไรกันแน่” ดร.แพทริค บิกูว์แอต (Dr. Patrick Bigaouette) นักจิตวิทยาสถาบัน Mayo Clinic กล่าว

และวิธีที่จะทำให้ผู้มีภาวะซึมเศร้าสามารถกลับมาเป็นมิตรกับการอาบน้ำ และไม่รู้สึกว่าการดูแลตัวเองเป็นเรื่องโหดร้ายเกินไปนัก นักจิตวิทยาแนะนำว่าให้ลองเริ่มต้นจากการตั้งหมุดหมายเล็กๆ ในแต่ละวันไว้ทีละนิด เป็นสเตปสั้นๆ เช่น ลองพยายามค่อยๆ เดินเข้าไปในพื้นที่อาบน้ำอย่างช้าๆ ไม่ว่าจะเป็นการอาบในอ่างอาบน้ำหรือฝักบัว แล้วใช้เวลานิ่งๆ กับมันให้นานขึ้น ค่อยๆ รู้สึกถึงน้ำที่ไหลผ่านร่างกายทีละนิด ตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า การทำแต่ละขั้นตอนอย่างเชื่องช้า จะช่วยค่อยๆ สร้างความรู้สึกโฟกัส มีสมาธิ และทำให้รู้สึกว่าทุกอย่าง ‘คอลโทรล’ ได้

หรืออีกทางเลือกหนึ่ง อาจจะลองหาสิ่งที่ทำให้การอาบน้ำเป็นเรื่องน่าสนุกขึ้น เช่น การสร้างบรรยากาศที่ดีในห้องน้ำด้วยกลิ่นหรือเสียง อย่างการจุดเทียนหอมกลิ่นที่ชอบ หรือเปิดเพลงเบาๆ ไปด้วย จากนั้นก็จดจำความรู้สึกที่ดีนั้นไว้จนรู้สึกว่าการอาบน้ำไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร แต่เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ดีต่อใจได้เหมือนกัน

แต่หากพบว่าตัวเองรู้สึกเหนื่อยล้าระหว่างอาบน้ำ อาจอาศัยการนั่งเก้าอี้ หรือถ้าเป็นไปได้ การขอให้คนใกล้ชิดที่รู้สึกไว้ใจมากพอ ช่วยเป็น Emotional Support ในบางขั้นตอนที่คิดว่าทำเองได้ยากอย่างการสระผม หรือการหาเสื้อผ้าที่จะใส่ชุดต่อไป หรือขอให้ช่วยอยู่เป็นเพื่อนขณะอาบน้ำ สิ่งเหล่านี้ก็สามารถทำได้เหมือนกันโดยไม่จำเป็นต้องรู้สึกแย่อะไร เพราะการรับรู้ว่าตัวเองได้รับการ ‘ใส่ใจ’ มากพอ ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยต้านความรู้สึกด้านลบที่อาจเกิดขึ้นในหัวขณะอาบน้ำได้

การไปถึงเป้าหมายเล็กๆ ในแต่ละขั้นตอนเหล่านี้เอง จะค่อยๆ พัฒนากลายเป็นพฤติกรรมที่เฮลตี้ และช่วยเรียกคืนความเชื่อมั่นขึ้นทีละนิดว่าตัวเองก็สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้

“ให้รู้ไว้ว่าคุณกำลังโอบอุ้มตัวคุณเองหรือคนอื่นอยู่ แต่ละคนมีภาวะความเจ็บป่วยที่พวกเขาต้องเผชิญไม่เหมือนกัน มันเหมือนกับการที่คุณเพิ่งผ่าตัดมาใหม่ๆ แล้วจะคาดหวังให้พรุ่งนี้เช้าออกเดินเป็นไมล์ๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม” ดร.สแตนเดอเวน จิตแพทย์ และอาจารย์มหาวิทยาลัย Johns Hopkins Medicine กล่าว

แล้วความรู้สึกติดขัดยากเย็นในการอาบน้ำขั้นไหนกันที่ต้องไปพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ นักจิตวิทยาบอกว่า จริงๆ แล้วข้อนี้อาจไม่มีคำตอบที่ถูกต้องแน่ชัดนัก เพราะในความเป็นจริงผู้มีภาวะซึมเศร้าบางเคสก็อาจต้องการการอาบน้ำท่ี ‘มากเกินไป’ จากความรู้สึกว่าตัวเองสกปรก ยังไม่สะอาดพอ หรือรู้สึกเหมือนอยากชำระล้างรู้สึกยุ่งเหยิงในใจได้เหมือนกัน

ทางที่ดีที่สุดคือการถามตัวเองว่าความรู้สึกอยากอาบน้ำ หรืออยากดูแลตัวเองมีความเปลี่ยนแปลงไปจากวิถีปกติมากน้อยอย่างไร หากพบว่ากิจวัตรในชีวิตประจำวันเริ่มรู้สึกติดขัด โหดร้าย เจ็บปวด หรือทำได้ยากเย็นขึ้น ก็อาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องพาตัวเองไปพบผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยค้นหาดูว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกลงไปภายใต้ความรู้สึกติดขัดที่ทำให้ไม่อยากอาบน้ำนั้นคืออะไรกันแน่

อ้างอิง

https://www.nytimes.com/2024/04/30/well/mind/hygeine-indifference-mental-health.html

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...