Cham Dance การเดินทางของนาฏกรรม จิตวิญญาณเหนือพรมแดนหิมาลัย
รศ.มัทนา เจริญวงศ์
มหาวิทยาลัยศิลปากร
เมื่อไล่นิ้วตาม เทือกเขาหิมาลัย บนแผนที่โลกจะพบว่า ปราการเขาสูงที่เปรียบเสมือนหลังคาโลกแห่งนี้ทอดตัวยาวผ่านเขตแดนหลายประเทศ
เส้นแบ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้นทำให้ผู้คนในภูมิภาคเดียวกันมีสัญชาติ ใช้ภาษา อยู่ภายใต้กฎหมาย และระบอบการปกครองต่างกัน
หากเหนือเส้นพรมแดนบนแผนที่ซึ่งไร้ชีวิต กลับมีมรดกทางจิตวิญญาณที่เชื่อมผู้คนใน ลาดักห์ ดินแดนสหภาพทางเหนือของอินเดีย เขตปกครองตนเองทิเบตในจีน หุบเขาสูงของเนปาล และราชอาณาจักรภูฏานมาเนิ่นนานนับพันปี
มรดกนี้ดำรงอยู่ผ่าน พุทธศาสนาวัชรยาน แบบทิเบต ลามะ คัมภีร์ บทสวด ภาพจิตรกรรมฝาผนังในอาราม การปฏิบัติ และพิธีกรรมที่สืบทอดไม่ขาดสาย
หนึ่งในพิธีกรรมสำคัญ คือ การร่ายรำตันตระศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเรียกสั้น ๆ ว่า “ชัม” (Cham) ระบำหน้ากากที่ปรากฏในอารามพุทธทิเบตทั้ง 4 สำนักหลัก คือ นยิงมา (Nyingma) ศากยะ (Sakya) คากิว (Kagyu) และ เกลุก (Gelug)
แม้แต่ละอารามจะมีตำนาน ครูบาอาจารย์ และแบบแผนการร่ายรำแตกต่างกันไป แต่ชัมยังคงมีแก่นกลางร่วมกัน นั่นคือ การเปลี่ยนลานกว้างใจกลางอารามให้กลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขับไล่พลังด้านลบ อัญเชิญพร และถ่ายทอดพระธรรมผ่านลามะผู้ร่ายรำ หน้ากาก ดนตรี และสัญลักษณ์ทางตันตระ
บันทึกเกี่ยวกับชัมหลายสายย้อนกลับไปสู่ “ซัมเย่” (Samye) อารามพุทธแห่งแรกของทิเบตที่สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 8 ในรัชสมัยพระเจ้าตรีซง เด็ตเซน (Trisong Detsen) ซึ่งพระองค์ทรงนิมนต์ “พระศานติรักษิต” (Shantarakshita) และ “คุรุปัทมสัมภวะ” (Guru Padmasambhava) จากอินเดียให้เข้ามาวางรากฐานพุทธศาสนาบนที่ราบสูงทิเบต ทั้งการแปลพระธรรม การฝึกปฏิบัติ และการอุปสมบทพระภิกษุชาวทิเบตรุ่นแรก
ชื่อของ “คุรุปัทมสัมภวะ” ผู้เป็นที่รู้จักในหมู่ชาวพุทธทิเบตว่า “คุรุรินโปเช” (Guru Rinpoche) หรือครูผู้ประเสริฐ จึงมิได้ดำรงอยู่เพียงในหน้าประวัติศาสตร์ หากเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธา ในฐานะผู้เผยแผ่พุทธศาสนาวัชรยานสู่ดินแดนหิมาลัยเมื่อพันกว่าปีก่อน จนหยั่งรากลึกในภูมิภาคนี้
หลายศตวรรษต่อมา ศรัทธานั้นยังปรากฏแจ่มชัด โดยเฉพาะที่ อารามเฮมิส (Hemis Gompa) ศูนย์กลางสำคัญของ พุทธศาสนาแบบทิเบตสายดรุกปะ คากิว (Drukpa Kagyu)
อารามเฮมิสจะจัดพิธีชัมในวันที่ 10 และ 11 เดือนที่ 5 ตามปฏิทินทิเบตทุกปี ซึ่งปี 2569 ตรงกับวันที่ 24-25 มิถุนายน
โดยวันที่ 10 ถือเป็นวันสำคัญที่สุด เพราะเป็นวันที่ชาวพุทธร่วมกันเฉลิมฉลองวันประสูติของ “คุรุปัทมสัมภวะ”
ก่อนถึงวันงาน ลามะจะมารวมตัวกันภายในหอประชุม เพื่อสักการะและอัญเชิญ “คุรุทักโป” (Guru Dakpo) ปางพระพิโรธของ “คุรุปัทมสัมภวะ”
อารามทั้งหลังถูกตระเตรียมให้พร้อมสำหรับพิธีกรรมสำคัญ หน้าต่าง ประตู และระเบียงยาวภายนอกอาคารถูกประดับด้วยผ้าสีสันสดใส ขณะที่ภายในหอประชุมและศาลบูชา ผ้าไหมทอลวดลายวิจิตร เครื่องสักการะ และผ้าประดับถูกจัดวางหน้าแท่นบูชา
เมื่อสิ้นสุดวัน อารามอันสงบเงียบก็แปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่รอรับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์อย่างสมบูรณ์
เช้าตรู่วันเริ่มพิธี ผู้คนจากทุกสารทิศทยอยเดินขึ้นเขาลาดชันสู่อารามเฮมิส บางคนมาในชุดพื้นเมือง บ้างถือประคำ บางครอบครัวพาผู้เฒ่าและเด็กเล็กมาร่วมสักการะ
ขณะที่สองข้างทางคึกคักด้วยร้านขายสินค้าพื้นเมือง เครื่องนุ่งห่มกันหนาว เครื่องประดับ และเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์
ยิ่งสาย แดดแรงขึ้น ลานอารามกลับยิ่งแน่นขนัด ผู้แสวงบุญ นักท่องเที่ยว และชาวบ้านจากหมู่บ้านห่างไกลตรงเข้ามาจับจองพื้นที่รอบลานพิธี สายตาหลายคู่จับจ้องไปยังอาคารสูงด้านหน้าอาราม ราวกับรอคอยสัญญาณแรกของพิธีกรรมที่กำลังจะเริ่มขึ้น
ไม่นาน เสียงกลอง ฉาบ และแตรยาวก็ดังก้องกลางหุบเขา เสียงดนตรีที่เร้นลับและเปี่ยมมนต์ขลังค่อย ๆ แทรกผ่านความจอแจของผู้คน จนเสียงสนทนารอบลานพิธี เงียบงันลง
สิ่งที่ผู้แสวงบุญรอคอยมากที่สุด คือ การอัญเชิญ “ภาพทังกา” (Thangka) ให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะ
ภาพทังกาที่ถูกคลี่ออกในพิธีเฮมิสปีนี้เป็นภาพ “เกียล รัส รินโปเช” (Gyal Ras Rinpoche) ครูอาจารย์ท่านสำคัญในสายดรุกปะ คากิว สายสืบทอดเดียวกับอารามเฮมิสนั่นเอง
สำหรับชาวลาดักกี การได้เข้าเฝ้าครูอาจารย์ผ่านภาพศักดิ์สิทธิ์มีความหมายอย่างยิ่ง พวกเขาเชื่อว่าการได้เห็นภาพทังกาแม้เพียงครั้งเดียว เป็นมหากุศลที่ช่วยชำระจิตใจ และเตือนให้ระลึกถึงหนทางแห่งการหลุดพ้น
และแล้วพิธีชัมก็เริ่มต้นขึ้น…
ลามะ 13 รูปในชุดตันตระเต็มรูปแบบปรากฏตัวขึ้นกลางลาน เมื่อเสียงดนตรีดำเนินไป ร่างของลามะค่อย ๆ เคลื่อนเป็นวง ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวเสมือนกำลังวาดเส้นกำหนดเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขับไล่พลังชั่วร้ายไม่ให้กร้ำกราย หรือสร้างอุปสรรคแก่พิธีกรรม
จากนั้น ลามะผู้สวมหน้ากากทองแดง 16 รูปปรากฏขึ้นในฐานะเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์หรือ“ฑากินี” (Dakini) โดยมีราชินีแห่งฑากินีทั้งปวงเป็นประธาน
การร่ายรำครั้งนี้กระทำเพื่อชำระสถานที่ ครูบาอาจารย์ และศิษย์ พร้อมอัญเชิญพรให้ลานพิธีกลายเป็นพื้นที่แห่งการตื่นรู้ที่ทุกเสียง ทุกจังหวะ และทุกการเคลื่อนไหวล้วนมีความหมายทางธรรม
ไม่นานหลังจากนั้น คุรุปัทมสัมภวะทั้งแปดปางก็ปรากฏขึ้นพร้อมเสียงดนตรีต้อนรับและขบวนลามะที่สวมหน้ากากหลากหลาย
นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของพิธี ปางทั้งแปดของคุรุปัทมสัมภวะทำให้ผู้คนเห็นว่า พุทธภาวะมิได้ปรากฏอยู่ในรูปแบบเดียว หากสำแดงได้หลากหลาย ทั้งในภาคสงบ ภาคเมตตา และภาคพิโรธ ตามเงื่อนไขของโลกและสรรพชีวิต
ตามมาด้วยขบวนเทพธิดาริกมา (Rigma) วีรบุรุษ วีรสตรี และเหล่าฑากินี ผู้ร่ายรำเพื่อสรรเสริญกาย วาจา ใจ คุณธรรม และกิจของคุรุปัทมสัมภวะ
เมื่อสิ้นเสียงสรรเสริญ ปางทั้งแปดของคุรุจึงแสดงการร่ายรำพิเศษทีละปาง
หลักธรรมที่อยู่ในคัมภีร์พลันมีชีวิตขึ้นมาใจกลางลานอาราม หลังจากนั้น ตัวละครเชิงสัญลักษณ์ทยอยปรากฏขึ้น ทั้งเหล่าเทพผู้พิทักษ์ในภาคพิโรธ คณาจารย์วัชรผู้สวมหมวกดำ เหล่าวีรบุรุษที่ถือโล่และดาบ ตลอดจนร่างโครงกระดูก “จิตติปาติ” (Citipati) พวกเขาเคลื่อนเป็นวงรอบลานอย่างเป็นระเบียบตามจังหวะดนตรี
ตัวละครเหล่านี้มิได้ปรากฏตัวขึ้นเพื่อสร้างความตื่นตาเท่านั้น หากเป็นสัญลักษณ์ของพระธรรมที่แสดงความหมายอันลึกซึ้งผ่านพื้นที่พิธีกรรม
หน้ากากเทพผู้มีดวงตาเบิกกว้าง เขี้ยวแหลม และมงกุฎหัวกะโหลก อาจทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกหวาดหวั่น แต่ในคติวัชรยาน รูปลักษณ์อันดุดันไม่ได้เป็นตัวแทนของความโกรธหรือความชั่วร้าย หากคือพลังฝ่ายปกป้อง เป็นปัญญาในภาคพิโรธที่ปรากฏขึ้นเพื่อขจัดอวิชชา เอาชนะพลังด้านลบ และปัดเป่าสิ่งคุกคามชีวิตทางธรรม
ส่วนหน้ากากโครงกระดูกมีความสัมพันธ์กับเทพผู้พิทักษ์ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และคติเรื่องความตาย โครงกระดูกที่ร่ายรำอยู่กลางลานจึงเป็นทั้งผู้คุ้มครองและบทเรียนเรื่องอนิจจัง เตือนให้ผู้คนระลึกว่า ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีสิ่งใดจีรัง
แม้แต่อาภรณ์และอุปกรณ์ในมือก็ไม่ใช่เพียงเครื่องประดับ เสื้อคลุมสีเหลืองบางคติอาจสื่อถึงการตรัสรู้ สีน้ำเงินอาจสื่อถึงท้องฟ้าอันกว้างใหญ่หรือปัญญา
ขณะที่ดาบและกริชเป็นสัญลักษณ์ของการตัดผ่านอวิชชา วัชระสื่อถึงสัจธรรมแห่งการตรัสรู้
กลอง ฉาบ ระฆัง และแตรยาวทำหน้าที่สร้างจังหวะของพิธีกรรม แทนเสียงพระธรรมที่แผ่ขยายออกไปในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
ตลอดพิธี แทบไม่มีถ้อยคำใดอธิบายความหมายของสิ่งที่เกิดขึ้น มีเพียงเสียงดนตรี และการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งทำหน้าที่แทนภาษา
ร่างของลามะจึงกลายเป็นตัวบททางศาสนา เป็นภาษาที่ผู้ชมอ่านผ่านจังหวะ การหมุน การก้าวเท้า และการหยุดนิ่ง
การร่ายรำที่เห็นเบื้องหน้าตลอดหลายชั่วโมง แท้จริงแล้วจึงเป็นภาพจำลองการต่อสู้ระหว่าง “ปัญญา” กับ “ความหลง” “โพธิจิต” หรือจิตที่มุ่งสู่การตื่นรู้เพื่อประโยชน์ของสรรพชีวิต กับ “กิเลส” และ “การยึดติด” กับ “การปล่อยวาง”
การต่อสู้นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกลางลานอาราม หากเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในจิตใจของมนุษย์ทุกคน
ก่อนที่พิธีกรรมจะสิ้นสุดลง “ฮาซัง กาโป” (Hasang Gapo) ครูผู้เฒ่าผู้มีใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมผู้ติดตามวัยเยาว์ 4 คน ก็ปรากฏขึ้นกลางลานพิธี
รอยยิ้มของท่านผู้เฒ่าคล้ายจะบอกถึงความสงบภายในใจ หลังจากพิธีกรรมได้ชำระพื้นที่และขจัดพลังด้านลบออกไปแล้ว การแสดงชุดสุดท้ายนี้จึงเหมือนบทส่งท้ายอันอ่อนโยนของเทศกาลเฮมิส เป็นภาพความเบิกบานหลังการชำระล้าง
เมื่อภาพทังกาอันล้ำค่าถูกม้วนเก็บอย่างระมัดระวัง งานก็สิ้นสุดลง ผู้คนพนมมือขึ้นอีกครั้ง สองวันนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่โลกทางธรรมมาบรรจบกับโลกในชีวิตประจำวัน
ผู้คนจากหมู่บ้านห่างไกลเดินทางมายังอารามเพื่อสักการะพระ รับพร และพบปะญาติพี่น้อง เช่นเดียวกับที่บรรพบุรุษของพวกเขาเคยทำสืบต่อกันมาเนิ่นนาน
ชัมจึงเป็นทั้งศาสนพิธี พื้นที่ของชุมชน และเครื่องมือในการส่งต่อความทรงจำ อัตลักษณ์ และสายใยทางวัฒนธรรม
ตลอดเวลากว่า 7 ทศวรรษที่ผ่านมา เทือกเขาหิมาลัยเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1950 จุดเริ่มต้นที่ทิเบตถูกผนวกเข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน พื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเชื่อมโยงกันผ่านศาสนา ภาษา การค้า และเส้นทางจาริกบุญ จึงถูกตีความใหม่ผ่านภาษาของรัฐชาติ ความมั่นคง และพรมแดน
ข้อพิพาทในเวลาต่อมาเกี่ยวกับพรมแดนบริเวณ อักไซชิน (Aksai Chin) ซึ่งเกี่ยวพันกับสงครามจีน–อินเดียในปี 1962 จนถึงการเผชิญหน้าที่กัลวัน (Galwan) ในลาดักห์เมื่อปี 2020 ได้เปลี่ยนพื้นที่บนเขาสูงจากพื้นที่เชื่อมต่อทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของรัฐสมัยใหม่
กระนั้น ชุมชนสังฆะ คัมภีร์ ภาษา ศิลปะ และพิธีกรรมที่สืบทอดร่วมกัน ยังคงเชื่อมผู้คนในภูมิภาคนี้ไว้ด้วยสายใยเดียวกัน เมื่อมองจากภายนอก ผู้มาเยือนอาจจดจำ “ชัม” จากหน้ากากสีสันสดใส เสียงกลอง แตรยาว และการร่ายรำอันตระการตา
แต่เมื่อมองลึกลงไป “ชัม” คือความทรงจำอันแจ่มชัดของอารยธรรมที่เดินทางข้ามเทือกเขา เชื่อมร้อยผู้คนต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา และต่างสัญชาติ ผ่านศรัทธาเดียวกันมาตลอดกว่าพันปี