ก.ล.ต.เปิดสถิติครึ่งปี Thai ESG โตแรง NAV พุ่ง 89% ดันกองทุนรวมแตะ 6.16 ล้านลบ.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 ส.ค.69) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยสถิติสำคัญไตรมาสที่ 2 และครึ่งแรกของปี 2569 โดยพบว่า ผลิตภัณฑ์การลงทุนในกลุ่มความยั่งยืนได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งตราสารหนี้และกองทุนรวม
สำหรับตราสารหนี้กลุ่มยั่งยืน (เฉพาะตราสารหนี้ภาคเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต.) มีมูลค่าการเสนอขายรวมในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 25,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,200 ล้านบาท หรือ 4.94% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งมีมูลค่าการเสนอขาย 24,300 ล้านบาท สะท้อนถึงภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญกับการระดมทุนเพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่กองทุนรวม Thai ESG มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 69,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32,784 ล้านบาท หรือ 89.05% จาก 36,816 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 โดยจำนวนกองทุนเพิ่มขึ้น 4 กองทุน และ NAV เพิ่มขึ้น 13.55% จากสิ้นปี 2568
ทั้งนี้ ระหว่างปี 2567–2569 วงเงินลดหย่อนภาษีของกองทุน Thai ESG ได้ปรับเพิ่มจาก 100,000 บาท เป็น 300,000 บาท และเงื่อนไขระยะเวลาการลงทุนลดลงจาก 8 ปี เหลือ 5 ปี ส่งผลให้ประชาชนสนใจใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มขึ้น
ส่วนกองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (SRI Fund) มี NAV ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 อยู่ที่ 143,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61,333 ล้านบาท หรือ 74.58% จาก 82,244 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 และเพิ่มขึ้น 16.23% จากสิ้นปี 2568 โดยจำนวนกองทุนเพิ่มขึ้น 18 กองทุนจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ก.ล.ต. ระบุว่า การเติบโตของ SRI Fund ส่วนหนึ่งมาจากภาครัฐที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมผ่านกองทุนรวม Thai ESGX ในช่วงเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน 2568 รวมทั้ง บลจ. หลายแห่งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการลงทุนอย่างยั่งยืนมากขึ้น โดยมีกองทุนรวม ESG-non SRI ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนเป็น SRI Fund เพิ่มขึ้นอีก 9 กองทุน
นอกจากนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กองทุนรวมทั้งระบบมี NAV อยู่ที่ 6.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.73 แสนล้านบาท หรือ 16.51% จาก 5.29 ล้านล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 ขณะที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มี NAV อยู่ที่ 1.70 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.85 แสนล้านบาท หรือ 12.19% จากช่วงเดียวกันของปี 2568
ด้านการดูแลประชาชนจากปัญหาการหลอกลงทุน ก.ล.ต. เปิดเผยว่า การดำเนินงานของ “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน ก.ล.ต.” ระหว่างวันที่ 1 มกราคม–30 มิถุนายน 2569 มีจำนวนการรับแจ้งเบาะแสและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการหลอกลงทุนรวม 4,530 ครั้ง แบ่งเป็นการให้คำปรึกษาผ่านสายด่วน 4,156 ครั้ง เพิ่มขึ้นมากกว่า 150% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 และมีการประสานงานปิดกั้นช่องทางหลอกลวงแล้ว 374 ครั้ง โดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสามารถปิดกั้นได้ 100% ภายในเวลา 7 นาที–48 ชั่วโมง
สำหรับการระงับบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 มียอดสะสม 60,968 บัญชี เพิ่มขึ้น 27.83% จาก 47,692 บัญชี ณ สิ้นปี 2568
ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ก.ล.ต. ดำเนินคดีอาญา โดยกล่าวโทษผู้กระทำผิดต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวม 23 คดี มีผู้ถูกกล่าวโทษ 67 ราย และเปรียบเทียบปรับจำนวน 108 ราย ค่าปรับรวม 30 ล้านบาท
ส่วนการดำเนินคดีทางแพ่ง มีผู้กระทำผิดตกลงทำบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) กำหนด จำนวน 29 ราย จาก 7 คดี โดยมีค่าปรับทางแพ่งรวม 662.70 ล้านบาท และชดใช้เงินเท่าผลประโยชน์ที่ได้รับรวม 519.44 ล้านบาท ซึ่งเงินค่าปรับทางแพ่งและเงินค่าชดใช้คืนผลประโยชน์จากการกระทำผิดเป็นรายได้แผ่นดินที่นำส่งกระทรวงการคลังแล้ว
สำหรับผู้กระทำความผิดที่ไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ก.ล.ต. ได้ขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลแพ่งในอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติ จำนวน 17 ราย