โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เอเซีย พลัส” เตือนทรัมป์ป่วนตลาด ดันน้ำมันพุ่ง เสี่ยง Stagflation แนะเก็บหุ้นปันผล

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 02 เม.ย. เวลา 02.44 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. เวลา 02.43 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 5 กลับมาสร้างความผันผวนอย่างหนักอีกครั้ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงการณ์ผ่านช่วงไพรม์ไทม์จากทำเนียบขาวด้วยท่าทีแข็งกร้าว โดยขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรงใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า หากไม่มีการบรรลุข้อตกลง พร้อมขู่ทำลายโรงไฟฟ้าทุกแห่งและนำพาอิหร่านกลับสู่ยุคหิน ท่าทีดังกล่าวเป็นการทำลายความหวังการยุติสงครามก่อนหน้านี้ ส่งผลให้เกิดแรงเทขายในตลาดหุ้นทั่วโลกและดันให้ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนยืนเหนือ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

เตือนไทยรับแรงกระแทก ดีเซลพุ่ง 14 บาท เสี่ยงเศรษฐกิจเข้าสู่ Stagflation สำหรับผลกระทบต่อประเทศไทย บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าเริ่มสะท้อนผ่านตัวเลขเงินเฟ้ออย่างชัดเจน โดยราคาน้ำมันดิบ BRENT ในเดือนมีนาคมที่พุ่งขึ้นกว่า 41% ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันดีเซลในประเทศให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหนักถึง 14 บาท จาก 29.94 บาท/ลิตร มาอยู่ที่ 44.24 บาท/ลิตร วิกฤตครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูงถึง 52% และขาดดุลการค้าในกลุ่มพลังงานสูงถึง -7.8% ของ GDP ผสานกับการที่รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลัง จากสัดส่วนหนี้สาธารณะที่ขยับขึ้นมาสูงถึง 66% ทำให้การนำเม็ดเงินมาอุดหนุนตรึงราคาน้ำมันทำได้ยากขึ้น

สภาพัฒน์ (สศช.) ประเมินว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งขึ้น 14 บาท/ลิตรนี้ จะกดดันให้ GDP ของไทยลดลงถึง 0.28% นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อพุ่งแต่เศรษฐกิจซบเซา) ซึ่งอาจบีบให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ต้องตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ นำไปสู่การชะลอตัวของเศรษฐกิจ คล้ายกับเหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022

ทั้งนี้ มองข้ามช็อต สัญญาณบวกซ่อนอยู่ ชูกลยุทธ์กำเงินสด 30% ดักเก็บหุ้นปันผล อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความตื่นตระหนก ฝ่ายวิจัยพบสัญญาณเชิงบวกบางอย่างที่บ่งชี้ว่าความตึงเครียดของสงครามเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายลง ได้แก่:

1.ราคาน้ำมันดิบ BRENT เริ่มปรับตัวลงมาเข้าใกล้ WTI มากขึ้น (ส่วนต่างลดลงจาก 10 เหรียญ เหลือ 4.4 เหรียญ)

2.สัญญาน้ำมันฟิวเจอร์สสิ้นปีปรับตัวลงเร็วเข้าสู่ภาวะ Backwardation และวิ่งเข้าใกล้ช่วงก่อนเกิดสงคราม

3.ราคาหุ้นกลุ่มค้าอาวุธทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มสงคราม

กลยุทธ์การลงทุนในสภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวน บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้ ถือเงินสด 30% และทยอยสะสม หุ้นปันผลสูง ที่ราคาปรับตัวลงมาลึกจากปัจจัยภายนอก เพื่อเป็นเกราะป้องกันพอร์ตการลงทุน โดยแนะนำหุ้น CPF, ICHI, PTT, OR, NER, GULF, BGRIM, GUNKUL, KTB และ BBL และให้หุ้นGULF, PR9 และCBG เป็น Prime Picks ประจำวัน

(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำลงทุนในกลุ่มชิปหน่วยความจำ (Memory) ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งอย่างมาก จากราคาชิป DRAM ที่พุ่งขึ้น 608% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน และยอดส่งออกของเกาหลีใต้ที่โตกว่า 322% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน แนะนำเก็งกำไรผ่าน DR: MICRON01 (หรือ MICRON80) และ DR: ASEMI24 รวมถึงแนะนำหุ้น MINISO (9896 HK) ที่รายงานกำไรและรายได้ไตรมาส 4/25 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง หนุนจากยอดขายในจีนและกระแสกล่องสุ่ม Art Toy อย่างแบรนด์ TOP TOY ที่เติบโตถึง เพิ่มขึ้น 112% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...