ประเมิน พลัง เซี่ยงหวี่ กับ เล่าปัง กรณี หงเหมิน
ประเมิน พลัง เซี่ยงหวี่ กับ เล่าปัง กรณี หงเหมิน
จางเหลียงวิ่งเข้าไปในกระโจมเพ่ยกงอย่างรีบร้อน บังเอิญเพ่ยกงยังไม่เข้านอนจึงพูดกับเพ่ยกงว่า
“พรุ่งนี้เซี่ยงหวี่จะเคลื่อนทัพตีค่ายเรา”
เพ่ยกงตกใจถามว่า “ข้ากับเซี่ยงหวี่ไม่มีความแค้นต่อกันทำไมต้องยกทัพโจมตีเราด้วย”
จางเหลียงถามกลับว่า “ใครแนะนำให้ท่านส่งกำลังไปรักษาด่านหานกู๋กวน”
เพ่ยกงตอบว่า “โจวเซิงบอกข้าเองว่าต้องส่งทหารไปรักษาด่านอย่าให้พวกสา
มนตราชยกทัพเข้ามาจึงจะยึดแคว้นฉิน ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิได้ ข้าก็ทำไปตามที่หารือกัน
หรือว่าข้าตัดสินใจผิด”
ได้ยินดังนั้นคำถามแรกจากจางเหลียงก็คือ “ท่านคาดว่ากองทัพเรารับมือกองทัพเซี่ยงหวี่ได้หรือไม่”
เพ่ยกงพูดเสียงเบาว่า “เกรงว่าคงไม่ได้”
จางเหลียงจึงพูดว่า “เรามีกำลังแค่ 10 หมื่นเซี่ยงหวี่มีกำลังถึง 40 หมื่น จะรับมืออย่างไร วันนี้เคราะห์ดีที่เซี่ยงป๋อมาที่ค่ายบอกให้ข้ารีบหนี
แต่ข้าจะทรยศท่าน ไม่รายงานให้ท่านทราบได้หรือ”
เพ่ยกงกระทบเท้าถามว่า “แล้วนี่ควรจะทำอย่างไร”
จางเหลียงจึงพูดว่า “คงต้องขอร้องเซี่ยงป๋อช่วยถ่ายทอดวาจาให้เซี่ยงหวี่ทราบว่าเราไม่ได้คิดขัดขวางพวกเขา ที่เราส่งกำลังไปรักษาด่านก็เพียงป้องกันโจรผู้ร้าย โปรดอย่าได้เข้าใจผิด
เซี่ยงป๋อเป็นอาของเซี่ยงหวี่น่าจะหยุดกองทัพเซี่ยงหวี่ได้”
ปมเงื่อนของทั้งหมดไม่เพียงอยู่ที่การเดินจังหวะก้าว “เร็ว” ไปหน่อยของเพ่ยกง หากยังอยู่ที่การมองข้าม “กำลัง” ของตน และของ “เซี่ยงหวี่”
โชคดีที่มี “จางเหลียง” โชคดีที่จางเหลียงแนบแน่นกับ “เซี่ยงป๋อ”
ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ ทวีป วรดิลก สรุปไว้ใน “ประวัติศาสตร์จีน” แม้ว่าจะสามารถพิชิตเสียนหยางซึ่งตามความตกลงที่ทำกันไว้แต่เดิมกับไหวหวาง กษัตริย์ฌ้อและเซี่ยงหวี่
เล่าปังย่อมมีสิทธิที่จะเป็นใหญ่ในอาณาจักรฉินเดิม
อย่างไรก็ดี กองทัพอันเกรียงไกรของเซี่ยงหวี่ที่มุ่งหน้าเคลื่อนมาเสียนหยางและก็บุกตะลุยเข่นฆ่าผู้คนมากมายในทุกเมืองที่ผ่านนั้นมีกำลังถึง 400,000 คน
เล่าปังมีกำลังคนเพียง 100,000 คน
ย่อมไม่มีทางที่จะต่อต้านได้เลย เพียงแค่รักษาชีวิตและกำลังทัพของตนไม่ให้ถูกทำลายก็นับว่าดีที่สุดแล้ว
ด้วยเหตุนี้
ในตอนแรกเมื่อเซี่ยงหวี่เตรียมโจมตีทัพเล่าปังเพราะทหารของเล่าปังสกัดทหารของเซี่ยงหวี่ไว้ที่ด่านหานกู๋ เล่าปังก็ยอมอ่อนน้อมต่อเซี่ยงหวี่แต่โดยดีไม่เรียกร้องราชสมบัติราชวงศ์ฉิน
หรือความเป็นใหญ่ใดๆ ที่เคยตกลงกันไว้เดิม
นี่คือสถานการณ์อันนำไปสู่อย่างที่เรียกกันในภายหลังว่า “งานเลี้ยงที่หงเหมิน” ดัง ถาวร สิกขโกศล แปลเรียบเรียงเอาไว้
เล่าปังอยากเป็นอ๋อง แต่กลัวอำนาจเซี่ยงหวี่
จึงแต่งทัพไปสกัดไว้ที่ด่านหานกู๋ป้องกันมิให้เซี่ยงหวี่เข้าเสียนหยางได้ เซี่ยงหวี่ทราบข่าวก็โกรธมาก เหล่าทหารพูดด้วยความไม่พอใจว่า
“พวกเรายิงกวางตายแล้วพวกมันมาหามเอาไป”
เซี่ยงหวี่ตีด่านหานกู๋แตกตั้งทัพไพร่พล 40 หมื่นอยู่ที่หงเหมิน ทัพเล่าปังมีพล 10 หมื่นตั้งรับอยู่ที่ริมน้ำป้า
เซี่ยงหวี่สั่งว่า “พรุ่งนี้ตีทัพเพ่ยกงให้แตก”
เซี่ยงป๋อ (อาของเซี่ยงหวี่) นึกถึงบุญคุณจางเหลียงที่เคยช่วยชีวิตตนไว้ ตกค่ำจึงลอบไปยังค่ายเล่าปัง
บอกความลับให้จางเหลียงทราบและให้รีบหนีเอาตัวรอด
จางเหลียงแจ้งให้เล่าปังทราบ เล่าปังตกใจจนทำอะไรไม่ถูก มีแต่จางเหลียงคิดหาหนทางแก้ไขแทน
เล่าปังจัดเลี้ยงเซี่ยงป๋ออย่างนอบน้อม
พลางกล่าวว่า “หลังจากเข้าด่านฉินได้แล้วข้าพเจ้าก็ปลอบขวัญทะนุบำรุงประชาชน ลั่นกุญแจสมบัติเพื่อรอท่าท่านหลู่กง (เซี่ยงหวี่) ไหนเลยจะกล้าคิดคดทรยศต่อท่าน”
เล่าปังขอเกี่ยวดองกับเซี่ยงป๋อ โดยยกลูกสาวตนให้ลูกชายเซี่ยงป๋อ
เซี่ยงป๋อรีบกลับหงเหมินในคืนนั้น บอกเซี่ยงหวี่ว่า “ถ้าเล่าปังไม่ตีหักเข้าด่านไปก่อนพวกเราจะยกเข้ามาโดยสะดวกได้อย่างไร การเข้าโจมตีเขาเป็นเรื่องไม่ชอบด้วยเหตุผล”
เซี่ยงหวี่พยักหน้าเห็นด้วย
หนังสือ “ประวัติศาสตร์จีน ฉบับย่อ” ของหลี่เฉวียนบรรยายภาพในงานเลี้ยงออกมาได้อย่างแจ่มชัดตามสำนวนแปล เขมณัฏฐ์ ทรัพย์เกษมชัย
โดยพื้นฐานฟานเจิง ที่ปรึกษา นัดแนะกับเซี่ยงหวี่ว่าจะสังหารเล่าปัง
เมื่อเห็นว่าเซี่ยงหวี่เอาแต่ชนแก้วกับเซี่ยงป๋อ ยังไม่ลงมือสักทีจึงขยิบตาส่งสัญญาณให้ครั้งแล้วครั้งเล่า
ทั้งยังยกรูปวงแหวนเป็นสัญญาณให้เซี่ยงหวี่ออกคำสั่ง
แต่เซี่ยงหวี่ทำเป็นมองไม่เห็นและไม่ใส่ใจฟานเจิงจึงต้องคิดแผนสังหารเล่าปังขึ้นใหม่ เสาะหาตัวเซี่ยงจวงเข้าไปดื่มอวยพร
ให้แสดงการรำดาบหาโอกาสสังหารเล่าปัง
เซี่ยงจวงทำตามแผนเมื่อดื่มอวยพรเสร็จก็ชักดาบออกมารำ โดยหันคมดาบไปทางเล่าปังขู่ขวัญจนเล่าปังเหงื่อไหลท่วมตัว
สำนวน “เซี่ยวจงรำดาบ เจตจำนงอยู่ที่เพ่ยกง” เป็นมาเช่นนี้
ช่วงเวลาอันตรายนี้เซี่ยงป๋อก็เสนอ “เซี่ยงจวงรำอยู่ผู้เดียวช่างไม่สนุกเอาเสียเลย สู้ให้ 2 คนมารำประชันกันจะดีเสียกว่า”
แล้วเซี่ยงป๋อก็หยิบดาบมายืนหน้าเล่าปัง
บังคมดาบของเซี่ยงจวงไว้ เซี่ยงจวงคิดจะเข้าใกล้เล่าปัง แต่เซี่ยงป๋อกลับมายืนบังป้องกันหลิวปังอยู่ข้างหน้า
จางเหลียงรีบออกจากงานเลี้ยงไปพบฝานไคว่
ฝานไคว่บุกฝ่าองครักษ์โถมเข้าไปพร้อมกับดาบและอารมณ์เดือดดาลเป็นฟืนไฟเพ่งมองเซี่ยงหวี่เซี่ยงหวี่ถามว่า “เป็นใคร”
“เขาคือฝานไคว่ คนขับรถของเล่าปัง” จางเหลียงตอบ
ผ่านไปครู่ใหญ่ เล่าปังก็ขอตัวออกจากงานเลี้ยงอ้างว่าจะไปเข้าห้องน้ำ
จางเหลียงและฝานไคว่ติดตามออกไปด้วย
พวกเขาเสนอให้เล่าปังรีบหนี
จึงอาจกล่าวได้ว่างานเลี้ยงที่หงเหมินคนที่เข้ามามีส่วนช่วยอย่างเอาการเอางานคือ เซี่ยงป๋อ
เพราะติดค้างอยู่กับจางเหลียง
เซี่ยงป๋อเป็นอาของเซี่ยงหวี่ จึงถือได้ว่าเป็นบุคคลที่อยู่ “วงใน” สุดของพวกฌ้อและผูกพันอยู่กับจางเหลียงแนบแน่น
สัมพันธ์นี้ลึกซึ้งและยาวนาน
เป็นสัมพันธ์ส่วนตัวแต่มีผลสะเทือนในทางการเมือง ไม่ว่าเมื่อจางเหลียงหนีราชภัยไปซ่อนตัวไม่ว่าเมื่อเซี่ยงป๋อหนีคดีไปยังเมืองหาน
ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสายสัมพันธ์ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับงานด้านการข่าว
เป็นการข่าวของจางเหลียง เป็นสายสัมพันธ์ระหว่างจางเหลียงกับเซี่ยงป๋อและต่อมาถึงเล่าปัง
นี่ย่อมเป็นความผูกพันทางใจที่เล่าปังมีต่อจางเหลียง