โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อุษาวิถี (19) อุษาวิถีจากกระแสจีน (ต่อ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 20 มี.ค. 2566 เวลา 02.22 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2566 เวลา 02.22 น.

เงาตะวันออก | วรศักดิ์ มหัทธโนบล

อุษาวิถี (19)

อุษาวิถีจากกระแสจีน (ต่อ)

ข.จีนวิถีในยุคขงจื่อ

ความเสื่อมถอยของราชวงศ์โจวเกิดขึ้นในยุค “โจวตะวันออก” โดยประวัติศาสตร์จะแบ่งอธิบายความเสื่อมถอยของยุคนี้ออกเป็นสองยุคย่อยซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี

ยุคหนึ่งคือ “ยุควสันตสาร์ท” หรือ “ชุนชิว” (Spring and Autumn Period, ชุน หมายถึง ฤดูใบไม้ผลิ, ชิว หมายถึง ฤดูใบไม้ร่วง) อยู่ในช่วง ก.ค.ศ.771-481 (ก.ค.ศ. หมายถึง ก่อนคริสต์ศักราช) อีกยุคหนึ่งคือ “ยุครัฐศึก” หรือ “จ้านกั๋ว” (Warring State Period, จ้าน หมายถึง สงคราม, กั๋ว หมายถึง อาณาจักร รัฐ ประเทศ) อยู่ในช่วง ก.ค.ศ.403-221

จะสังเกตได้ว่า ช่วงสิ้นสุดยุควสันตสาร์ทกับยุคเริ่มต้นยุครัฐศึกนั้นมีความลักลั่นไม่ต่อเนื่องกัน ทั้งนี้ เป็นเพราะมีการจัดแบ่งเวลาที่ใช้เกณฑ์แตกต่างกันไป ด้วยเหตุนี้ จึงมีบางที่ระบุเวลาของ “โจวตะวันออก” สิ้นสุดลงในช่วง 256 ปีก่อน ค.ศ. หรือบางที่ระบุว่า ยุควสันตสาร์ทเริ่มในช่วง 722 ปีก่อน ค.ศ. เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้อาจจะอธิบายได้เป็นประเด็น

ดังนี้

หนึ่ง ที่ระบุว่า ยุควสันตสาร์ทอยู่ในห้วง ก.ค.ศ.722-481 (รวม 241 ปี) นั้น ระบุตามที่ปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุวสันตสาร์ท (ชื่อเอกสารนี้ต่อมาได้ถูกนำมาเรียกเหตุการณ์ในยุคนี้ว่า “ยุควสันตสาร์ท”)

แต่ในความเป็นจริงคือ เป็นการแบ่งเวลาตามที่ได้เกิดสงครามระหว่างรัฐต่างๆ นับร้อยรัฐที่เริ่มในห้วง ก.ค.ศ.771-481 (รวม 290 ปี) อันแตกต่างกับที่แบ่งตามเอกสารฉบับนั้น

สอง การระบุให้โจวตะวันออกสิ้นสุดลงในห้วง ก.ค.ศ.256 ปี เป็นการใช้เกณฑ์จากจริงที่กษัตริย์ของราชวงศ์นี้สูญสิ้นอำนาจอย่างแท้จริง และโดยที่ไม่มีผู้ใดสามารถตั้งตนขึ้นมาเป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวได้โดยเด็ดขาด

การนับเวลาในทางประวัติศาสตร์เช่นนี้ จึงคล้ายกับยกประโยชน์ให้กับอายุที่ยืนยาวของราชวงศ์โจวไปด้วย นั่นคือ นับเอาเวลาที่สิ้นสุดลงตรงที่มีการสถาปนาราชวงศ์ใหม่ที่มีอำนาจเด็ดขาดอย่างแท้จริงเมื่อ ก.ค.ศ.221 ปี ซึ่งก็คือ ราชวงศ์ฉิน

สาม ส่วนในยุครัฐศึกที่เริ่มเมื่อ ก.ค.ศ.403 โดยไม่ต่อเนื่องกับยุควสันตสาร์ทนั้น เกิดจากเกณฑ์ที่เห็นว่า แม้ในช่วงนั้น (ก.ค.ศ.403) การทำสงครามของรัฐใหญ่น้อยจะยังคงดำรงอยู่ แต่ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสงครามเมื่อมีการคิดค้นการใช้อาวุธใหม่ๆ ที่ก้าวหน้า และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมขึ้นมาใช้ (เช่น ธนู) อีกทั้งรูปแบบของสงครามก็เปลี่ยนไป

เกณฑ์นี้ยังมีการโต้แย้งกันในแง่รายละเอียด แต่โดยรวมแล้ว เกณฑ์การยอมรับมักจะอยู่ตรงเหตุผลที่ว่า แม้จะยังคงมีการโรมรันกันระหว่างรัฐใหญ่น้อยนับร้อยรัฐก็ตาม (และถูกเรียกว่า “ยุควสันตสาร์ท”) แต่ก็ได้ปรากฏรัฐใหญ่ที่มีแสนยานุภาพเสมอกันเกิดขึ้นแล้ว รัฐใหญ่เหล่านี้มีอยู่ไม่กี่รัฐ และได้เข้าโรมรันระหว่างกันต่อไป

สี่ การแบ่งเวลาของทั้งสองยุคดังกล่าวยังมีที่แตกต่างไปจากการแบ่งของสำนักอื่นในแง่รายละเอียดของปีอีกด้วย ซึ่งจะคลาดเคลื่อนกันไม่กี่ปี

กล่าวโดยภาพรวมแล้วจีนจะแบ่งเวลายุควสันตสาร์ทให้อยู่ในห้วง ก.ค.ศ.770-475 และยุครัฐศึกอยู่ในห้วง ก.ค.ศ.475-221 ซึ่งจะแตกต่างไปจากการระบุในงานศึกษานี้

อย่างไรก็ตาม ความลักลั่นในการแบ่งเวลาของประวัติศาสตร์จีนจากที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่า มีสาเหตุจากทัศนะที่ใช้วิเคราะห์ส่วนหนึ่ง และจากวิธีการทางประวัติศาสตร์อีกส่วนหนึ่ง

ทั้งสองส่วนนี้ไม่มีปัญหาในการเลือกใช้ เป็นอยู่แต่ว่าจะเลือกใช้ทางใด การเลือกนั้นพึงตั้งอยู่บนความเข้าใจถึงที่มาที่แตกต่างกันเป็นสำคัญ และในที่นี้เลือกใช้ตามที่ได้ระบุเอาไว้ในตัวบทแล้ว

อย่างไรก็ตาม ความเสื่อมถอยของราชวงศ์โจวตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น สามารถแยกสาเหตุได้สามประการ คือ

หนึ่ง เป็นเพราะผู้นำรัฐต่างๆ ต่างแย่งชิงกันเป็นใหญ่

สอง เป็นเพราะรัฐต่างๆ ต่างมุ่งขยายเขตแดนของตนเอง

และ สาม เป็นเพราะรัฐต่างๆ ต่างต้องการความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การตั้งตนเป็นใหญ่ของชนชั้นผู้ดีแต่ละตระกูลยังนับเป็นสาเหตุที่สำคัญอีกด้วย ในระยะแรกที่ความเสื่อมถอยเริ่มขึ้นนั้น ชนชั้นกษัตริย์ได้อ่อนแอลงจนไร้ความหมายในทางพฤตินัย

จากนครรัฐที่มีอยู่ประมาณ 3,000 นครรัฐในสมัยราชวงศ์ซาง พอมาถึงราชวงศ์โจวในยุคที่รุ่งเรืองก็เหลือประมาณ 1,800 นครรัฐ หลังจากนั้นต่อมา นครรัฐจำนวนไม่น้อยหากไม่สูญสลายไปเพราะมีขนาดเล็กจนถูกนครรัฐที่ใหญ่กว่าดูดกลืนเข้าไปแล้ว ก็จะถูกนครรัฐที่ใหญ่กว่าบุกเข้าตีชิงเอามาขึ้นต่อ

ช่วงนี้เองที่ความเป็นนครรัฐ (city state) ได้ค่อยๆ สลายไปกลายเป็นรัฐ (state) และในห้วงที่ราชวงศ์โจวเริ่มเข้าสู่ภาวะเสื่อมถอยหรือ “ยุคโจวตะวันออก” นั้น รัฐทั้งแผ่นดินจีนเหลือเพียงประมาณ 170 รัฐ

และที่เหลือทั้งหมดนี้ก็เข้าโรมรันในสงครามที่ครอบคลุมเวลายาวนานหลายร้อยปี อันนับเป็นช่วงที่จีนเข้าสู่ “กลียุค” อย่างแท้จริง ซึ่งก็คือ ยุควสันตสาร์ทและยุครัฐศึก

ในยุควสันตสาร์ท รัฐต่างๆ ที่เหลือไม่ถึง 200 รัฐได้เข้าโรมรันกันมากกว่าสองร้อยปี แล้วยุคนี้ก็ค่อยๆ สลายลงไปพร้อมกับการเข้ามาแทนที่ของยุครัฐศึกที่เหลือรัฐใหญ่ๆ อยู่เพียงสิบกว่ารัฐ

เพราะเมื่อเวลาผ่านไปรัฐที่เหนือกว่าย่อมดูดกลืนรัฐที่ด้อยกว่าเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตน และจากที่เหลืออยู่สิบกว่ารัฐนี้จะมีอยู่เจ็ดรัฐที่แข็งแกร่งมั่นคงจริงๆ

ซึ่งประกอบด้วยรัฐฉี ฉิน ฉู่ เอียน หาน จ้าว และเว่ย

ที่ตั้งของรัฐทั้งเจ็ดนี้ในปัจจุบันคือ บริเวณมณฑลซานตงและบางส่วนของมณฑลเหอเป่ย (รัฐฉี), บริเวณมณฑลส่านซี กานซู่ และเสฉวน (รัฐฉิน), บริเวณมณฑลหูเป่ย หูหนาน เจียงซี เจียงซู และอานฮุย (รัฐฉู่)

บริเวณมณฑลเหอเป่ย และที่ราบลุ่มแม่น้ำเหลียว (รัฐเอียน), บริเวณด้านใต้ของมณฑลเหอหนานและตะวันออกเฉียงใต้ของซานซี (รัฐหาน), บริเวณด้านเหนือของมณฑลซานซี และตะวันตกของเหอเป่ย (รัฐจ้าว)

และบริเวณด้านใต้ของมณฑลซานซี และตะวันออกของเหอหนาน (รัฐเว่ย)

ในบรรดารัฐทั้งเจ็ดนี้มีบางรัฐยังคงมุ่งไปสู่การรวมจีนให้เป็นจักรวรรดิ หรือเป็นแผ่นดินเดียวกัน ในขณะที่บางรัฐเลือกที่จะปล่อยให้เสถียรภาพดำรงอยู่เช่นนั้น โดยไม่ก้าวก่ายคุกคามในระหว่างกัน รัฐกลุ่มหลังนี้ส่วนหนึ่งตระหนักดีว่า แสนยานุภาพทางการทหารของตนมีฐานะด้อยกว่า

ด้วยเหตุนี้ นักประวัติศาสตร์จึงมักจะเรียกทั้งสองยุคนี้รวมๆ กันไปในฐานภาพที่เป็นกลียุคเหมือนๆ กันว่า “วสันตสาร์ท-รัฐศึก” หรือ “ชุนชิว-จ้านกั๋ว”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...