พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : การเลือกตั้งกับมิติเรื่องชนชั้นนำทางการเมืองในสังคมไทย
ในอดีตเมื่อไม่นานมานี้ แนวคิดเรื่อง ชนชั้นนำทางการเมือง (political elite) เคยถูกลดทอนคุณค่าลงไป เพราะความเชื่อในพหุสังคม ที่เชื่อว่าอำนาจในสังคมนั้นกระจายตัว
และยังมีอีกแนวคิดหนึ่งที่เชื่อว่าชนชั้นนำทางการเมืองไม่สำคัญเท่ากับชนชั้นทางเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ทางชนชั้นทางเศรษฐกิจเป็นเนื้อหาหลักทางการเมือง เพราะอำนาจจะกระจุกตัวผ่านชนชั้นทางเศรษฐกิจ โดยมีรัฐเป็นเพียงคณะกรรมการของชนชั้นนายทุนเท่านั้น
จากนั้นแนวคิดเรื่องการพิจารณาการเมืองในไทยก็ไปให้ความสำคัญกับเรื่องของประชาสังคมและขบวนการทางสังคม โดยเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ในการรวมตัวกันในระดับรากหญ้าเพื่อต่อรองอำนาจทางการเมืองได้ รวมทั้งความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการสร้างเครือข่ายและสถาบันในการขับเคลื่อนนโยบาย
ยังไม่ได้นับรวมแนวคิดเรื่องวาทกรรม และกลุ่มก้อนทางอำนาจในประวัติศาสตร์ ที่เน้นไปที่เรื่องของการแข่งขันกันของเครือข่ายอำนาจภาพกว้าง และพลวัตการเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนยุคเปลี่ยนสมัยทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยภายใต้กรอบของการช่วงชิงอำนาจนำ
ปล่อยให้การทำความเข้าใจชนชั้นนำทางการเมืองกับการเลือกตั้งเป็นเพียงเรื่องของการเขียนข่าวแบบพยากรณ์ผลการเลือกตั้งที่ไล่เรียงไปตามเขต
หรือไม่ก็ปฏิเสธว่ามีชนชั้นนำทางการเมืองในไทย เพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนอย่างฉับพลันทันที เนื่องจากมองว่าในการเลือกตั้งนั้น อำนาจอยู่ที่ประชาชนผู้ลงคะแนน ทุกอย่างมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้นในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
การศึกษาเรื่องของชนชั้นนำทางการเมืองกับการเลือกตั้งไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะบอกว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ต้องการหาความเป็นจริงและความเป็นไปได้ว่าการเลือกตั้งมีความหมายและมีปฏิการอย่างไรในสังคมการเมือง ที่มีทั้งส่วนที่อำนาจนั้นไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียม เนื่องจากทรัพยากรอำนาจไม่เท่ากัน ขณะเดียวกันก็มีห้วงขณะหนึ่งของเวลาทางการเมืองที่ทำให้มีความเป็นไปได้ที่หลายสิ่งหลายอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปได้ เพราะการเลือกตั้งนั้นเปิดโอกาสให้เกิดขึ้น
แม้ว่าจะเกิดขึ้นในสังคมที่ประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ก็ตาม
อย่างไรก็ดี ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีหลายเรื่องที่น่าจะนำมาพิจารณาว่า อย่างน้อยในช่วงการเลือกตั้งนี้ เราจะพิจารณาประเด็นเรื่องชนชั้นนำทางการเมืองกับการเลือกตั้งได้อย่างไรบ้าง อาทิ
-ผู้นำที่แท้จริงของแต่ละพรรคคือใคร และใครคือชนชั้นนำของพรรค : การพิจารณาตำแหน่งบริหารของพรรคการเมืองไทยในปัจจุบันอาจไม่สามารถเข้าใจว่าใครคือคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจจริงของพรรคอีกต่อไปส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ที่มีการยุบพรรคการเมืองหลายรอบ และการสร้างโทษให้นักการเมืองดูเป็นผู้ร้ายในระดับที่เกิดการตัดสิทธิทางการเมืองถึงขั้นบางรายโดนตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ทำให้ตำแหน่งบริหารของพรรคไม่ค่อยมีคนอยากนั่ง
อีกอย่างหนึ่ง ในช่วงหลังนี้กลับพบว่ามีการตั้งตำแหน่งใหม่ๆ ของพรรค เช่น ประธานยุทธศาสตร์ ที่ปรึกษาครอบครัว หัวหน้าครอบครัว ฯลฯ ไล่เรียงมาจนถึงกับมีการสมัครเป็นผู้ช่วยหาเสียง ซึ่งแต่เดิมเป็นตำแหน่งที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรนอกจากเดินแจกใบปลิว ไม่ใช่ระดับขุนพลปราศรัย หรือระดับที่สามารถเดินเข้าออกพรรคในส่วนกลางได้ตลอดเวลา
และอีกหลายกรณีก็ทราบกันดีว่าคนไม่มีตำแหน่งในพรรคเลยอาจจะคุมอำนาจ และ ทรัพยากรของพรรคมากกว่าคนอื่น ก็มีให้เห็นมากกว่าหนึ่งพรรค ทั้งในแง่การตัดสินใจทางการเมือง และการให้การสนับสนุนทางการเงิน
นอกจากนี้แล้วพรรคต่างๆ มีกระบวนการคัดเลือกผู้สมัครทั้งในระดับเขต และในระดับบัญชีรายชื่ออย่างไร ใครเป็นคนเคาะ การตัดสินใจนั้นวางอยู่บนเงื่อนไขอะไรบ้าง
-การกระจายตัวเรื่องเพศสภาวะในพรรคการเมือง : เรื่องนี้มักมีมายาคติเสมอว่าการมีสัดส่วนของผู้หญิงเพิ่มขึ้นในสภา หมายถึงการที่ผู้หญิงมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ทั้งที่สิ่งที่ควรพิจารณาก็คือสัดส่วนของผู้หญิงในชนชั้นนำทางการเมือง อาจจะต้องเริ่มต้นที่โครงสร้างการตัดสินใจของพรรคคือกรรมการบริหารพรรค และกระบวนการตัดสินใจจริงในพรรค นอกจากนั้น ก็คือเรื่องของการทำความเข้าใจว่านักการเมืองหญิงที่เข้าสภา เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างชนชั้นนำในส่วนกลางและท้องถิ่นในแบบใด เขาเป็นหัวหน้าครอบครัวและเครือข่าย หรือเขาถูกส่งมาเป็นตัวแทนของชนชั้นนำทางการเมืองในช่วงเวลาที่วิกฤต
-โครงสร้างอำนาจในท้องถิ่น กับการเลือกตั้ง : เรื่องนี้แม้จะมีคนพูดถึงมากในแง่ของระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่ แต่ที่ยังไม่ได้อธิบายมากคือระบบบ้านใหญ่บ้านเล็กในพื้นที่นั้นมีระบบการตัดสินใจและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและฐานคะแนนอย่างไร หมายถึงภายในกลุ่มของตัวเอง
นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งครั้งที่มาถึงนั้น บางพรรคจะให้ความสนใจและความสำคัญกับการเชื่อมโยงกับบ้านใหญ่ในพื้นที่ แต่ยังไม่มีการศึกษาว่า ความเชื่อมโยงระหว่างพรรคส่วนกลางกับบ้านใหญ่ มีลักษณะอย่างไร อาทิ การจัดลำดับบัญชีรายชื่อในกรณีที่บ้านใหญ่นั้น ส่งบางส่วนมาลงในบัญชีรายชื่อ การเชื่อมโยงกันเรื่องการเงินของพรรคว่าตกลงค่าใช้จ่ายในการหาเสียง พรรคเป็นผู้ออก หรือว่าบ้านใหญ่เป็นผู้รับผิดชอบ แล้วค่อยมาขึ้นตำแหน่งกันทีหลัง ผ่านการได้คะแนนเสียงมาแบบกลุ่มก้อน
นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างบ้านใหญ่กับบ้านย่อย และหัวคะแนนแต่ละพื้นที่ว่ามีการเชื่อมโยงกันอย่างไร แลกเปลี่ยนผลประโยชน์รายวันกันอย่างไร เช่น เป็นเครือข่ายอำนาจและธุรกิจเดียวกัน หรือเชื่อมโยงกันเฉพาะในห้วงเวลาของการเลือกตั้งเสียเป็นส่วนใหญ่
นอกจากนี้ แล้วพลวัตของอำนาจในการเมืองจากท้องถิ่น มีลักษณะอย่างไร คนที่ไม่เคยชนะแต่มีอำนาจและอิทธิพลในท้องถิ่น เขายังตัดสินใจลงสู้ศึกทางเมืองหรือไม่ สู้ไปแล้วได้อะไร ทำไมต้องสู้ เขาสู้เพราะเขางมงายและเชื่อว่าตัวเองจะชนะ
หรือเขาสู้เพราะเขารู้สึกว่ายังไงเขาก็จะต้องปักหลักเครือข่ายอำนาจเขาเอาไว้ไม่ให้ย้ายไปสู่ฐานอำนาจอื่น
-การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างชนชั้นนำกับผู้ลงคะแนน : หรือกล่าวอีกอย่างว่า ความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำกับประชาชน หรือมวลชน ซึ่งมีลักษณะเป็นการต่อสู้ต่อรองกัน ในความหมายว่า ประชาชนเองมีการรวมตัวเพื่อกดดันชนชั้นนำในบางเรื่องโดยการใช้อำนาจในการลงเลือกตั้ง ในการต่อรองในห้วงเวลาพิเศษ นอกเหนือจากการต่อรองด้วยเงื่อนไขอื่นในเวลาปกติ เช่น การประท้วง หรือการรวมตัวเป็นขบวนการทางสังคม
ในส่วนนี้อย่าเพิ่งรีบเหมารวมและฟันธงว่าทุกพรรคพยายามแต่จะลดแลกแจกแถมให้กับประชาชนในช่วงเวลาการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการทำลายวินัยการเงินการคลังของประเทศ
เพราะต้องไม่ลืมว่า ต่อให้มีวินัยการเงินการคลังของประเทศก็ใช่ว่าจะบริหารประเทศและบริหารเศรษฐกิจได้ดี หรือจะแก้ปัญหาความยากจนของผู้คนได้อย่างจริงๆ จังๆ
การลดแลกแจกแถมที่เรียกว่าประชานิยมนั้นมันมีเส้นบางๆ ในการวิเคราะห์สิ่งที่เรียกว่าประชานิยมเสมอ เพราะคำว่าประชานิยมมีหลายความหมาย หลากทฤษฎี ประชานิยมไม่ใช่แค่เรื่องการเอาใจคนจนและทำลายวินัยการเงินจนทำให้ประเทศชาติล่มสลายเสมอไป เพราะในกระบวนการรักษาวินัยทางการเงินก็ส่งผลให้ชนชั้นบางชนชั้นได้ประโยชน์เป็นพิเศษมาโดยตลอดเช่นกัน
จุดแข็งของเรื่องประชานิยมก็คือการยอมรับว่ามีคนเดือดร้อน และทุกข์ร้อนจากโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ และถ้าไม่ใช่เงื่อนเวลาพิเศษ แนวคิดในการพยายามแก้ปัญหาคนจนมักจะทำไม่ได้ เพราะติดขัดเรื่องกฎระเบียบ และการถูกครอบงำจากแนวคิดทางนโยบายที่เป็นอยู่
แนวคิดประชานิยมถ้าจะไปให้ถึงจริงๆ ไม่ใช่แค่แจก หรือการเข้าใจความทุกข์ของประชาชน แต่ยังต้องอธิบายไปถึงตัวปัญหา และชนชั้นแห่งปัญหาเหล่านั้นให้ได้ด้วยว่าใครคือผู้ที่สร้างปัญหาเหล่านั้น และจะแก้ปัญหาเหล่านั้นเพื่อเอาใจคนที่เดือดร้อนได้อย่างไร
การแจกอย่างเดียวไม่ประสบความสำเร็จทางการเมืองเพราะไม่สามารถ “นั่งในใจ” ของประชาชนผู้มีคะแนนเสียงได้
นอกจากนี้ การสร้างข้อตกลงร่วมระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองกับประชาชนในช่วงการเลือกตั้งมักเต็มไปด้วยการแสดงท่าทีผ่อนปรนทางการเมือง และผ่อนปรนต่อข้อเรียกร้องของประชาชนมากขึ้น แม้กระทั่งในช่วงก่อนเลือกตั้งในหลายประเทศการปล่อยผู้นำฝ่ายค้าน และนักโทษทางการเมืองก็เห็นอยู่ ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าชนชั้นนำทางการเมืองที่เป็นอยู่ต้องการที่จะให้ทุกฝ่ายยอมรับในกฎกติกาที่เป็นอยู่ และให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจจะรับได้หากชนชั้นนำกลุ่มเดิมจะยังอยู่ในอำนาจต่อ
-ความผนึกประสานและแตกกระจายของชนชั้นนำด้วยกันเอง : ในช่วงการเลือกตั้งมีความเป็นไปได้ว่า เราจะเริ่มเห็นรอยปริแยกของชนชั้นนำทางการเมืองด้วยกันเอง เพราะมีพรรคย่อยหลายพรรค และแต่ละพรรคก็ต้องการช่วงชิงความเหนือกว่าจากกลุ่มอื่นๆ
ทั้งนี้ ยังไม่นับกรณีของเมืองไทยในวันนี้ที่มีการไล่ลดทอนความน่าเชื่อถือ (discredit) ภายในชนชั้นนำด้วยกัน เพราะไม่มีเอกภาพภายในเครือข่าย เช่น กรณีการออกมาแฉเรื่องการทุจริตและฐานผลประโยชน์ที่แตกต่างกันที่กำลังเกิดขึ้น
นอกจากนี้ เราต้องทำความเข้าใจพลวัตของชนชั้นนำทางการเมืองไทยว่าปัจจุบัน มีชนชั้นนำกี่กลุ่มกี่พวก แม้ว่าระบอบการเมืองอาจจะยังไม่เปิดให้การแข่งขันนั้นเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์
ชนชั้นนำต่างจังหวัด ชนชั้นนำทางการเมืองที่มาจากสายธุรกิจที่เปิดหน้า และไม่เปิดหน้า และชนชั้นนำทางการเมืองเองก็มีหลายกลุ่มหลายเครือข่าย และสามารถเปลี่ยนการจับขั้วได้มากกว่าเอากันให้ตายไปข้าง
-สื่อใหม่และชนชั้นนำทางการเมืองใหม่ : เดิมเรามักจะเชื่อกันอยู่แล้วว่า ชนชั้นนำทางการเมืองอาจจะรวมเอาสื่อในฐานะฐานันดรใหม่เข้ามาด้วย และก็เห็นว่าแม้ในช่วงรัฐประหาร คณะรัฐประหารก็จะแต่งตั้งเอาสื่อบางคนเข้ามาอยู่สมาชิกสภาแต่งตั้ง
แต่ในปัจจุบันเราจะพบว่าสื่อใหม่นั้นทรงอิทธิพลมากขึ้น นักการเมืองหลายคนก็เริ่มจากการเป็นผู้มีอิทธิพลในเครือข่ายสื่อใหม่และเครือข่ายสังคมออนไลน์ (influencer) ดังนั้นในรอบนี้เราคงต้องพิจารณาว่าสื่อใหม่จะมีอิทธิพลในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้อย่างไร โดยเฉพาะในแง่ที่ผู้ที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์จะลงมาเล่นการเมืองเอง หรือจะสนับสนุนผู้สมัครและนโยบายใดบ้าง และพวกเขาจะร่วมมือกันอย่างไรในการสร้างเครือข่ายใหม่