โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ทำไม ไม่มีใคร ใช้คำว่า สงคราม ในการปะทะกัน ในโลกยุคใหม่

SpringNews

อัพเดต 30 ก.ค. 2568 เวลา 03.26 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 03.12 น.

ในโลกที่การปะทะด้วยอาวุธยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเลือกใช้ถ้อยคำเพื่ออธิบายสถานการณ์ความรุนแรงกลับมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ไม่ใช่เพียงเพื่อความถูกต้อง แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อบริบททางกฎหมาย การเมือง และการทูตระหว่างประเทศ นับตั้งแต่การก่อตั้งสหประชาชาติในปี 1945 โลกได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากการใช้คำว่า"สงคราม" (War) มาสู่คำที่เป็นกลางและมีความหมายทางกฎหมายที่ซับซ้อนกว่าอย่าง "ความขัดแย้งทางอาวุธ" (Armed Conflict)

เมื่อ "สงคราม" ไม่ใช่แค่การรบอีกต่อไป

ในอดีต การประกาศสงครามอย่างเป็นทางการตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญากรุงเฮก ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการบังคับใช้กฎหมายสงครามอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งให้สิทธิ์แก่คู่สงคราม (Belligerent Rights) ในการใช้กำลังถึงชีวิตและกักขังศัตรูโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม หลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 กฎบัตรสหประชาชาติได้ห้ามไม่ให้รัฐใช้กำลังรุกรานซึ่งกันและกัน ทำให้การ "ประกาศสงคราม" กลายเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์และผิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศสมัยใหม่ ด้วยเหตุนี้ รัฐต่างๆ จึงหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "สงคราม" เพื่อเหตุผลหลายประการ

ทำไม ไม่มีใคร ใช้คำว่า สงคราม ในการปะทะกัน ในโลกยุคใหม่ Credit ภาพ REUTERS

ขยายการคุ้มครองทางกฎหมาย
คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ชี้ว่าคำว่า "ความขัดแย้งทางอาวุธ" นั้นกว้างกว่า ทำให้สามารถบังคับใช้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) เพื่อคุ้มครองพลเรือนและผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการสู้รบได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ

หลีกเลี่ยงผลกระทบทางการเมือง
การยอมรับว่าประเทศอยู่ในภาวะ "สงคราม" อาจถูกมองว่าเป็นความล้มเหลวในการบริหารประเทศ และอาจเป็นการมอบสถานะความชอบธรรมให้แก่กลุ่มติดอาวุธฝ่ายตรงข้าม

ควบคุมผลกระทบทางกฎหมายและการทูต
การประกาศสงครามจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อสนธิสัญญาต่างๆ ความสัมพันธ์ทางการทูต และกฎหมายว่าด้วยความเป็นกลางของรัฐอื่น

ทำไม ไม่มีใคร ใช้คำว่า สงคราม ในการปะทะกัน ในโลกยุคใหม่ Credit ภาพ REUTERS

จะเรียกว่า "ความขัดแย้งทางอาวุธ" ได้เมื่อใด ?

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสถานการณ์ใดเข้าข่าย"ความขัดแย้งทางอาวุธ"? ศาลระหว่างประเทศ เช่น ศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับอดีตยูโกสลาเวีย (ICTY) ได้วางหลักเกณฑ์ไว้ 2 ข้อ โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่จากแรงจูงใจทางการเมือง:

ระดับความรุนแรงของการปะทะ (Intensity of Fighting): การต่อสู้ต้องมีความรุนแรงเกินกว่าเหตุปะทะเล็กน้อยตามแนวชายแดน โดยพิจารณาจากระยะเวลา ขอบเขตทางภูมิศาสตร์ ประเภทอาวุธที่ใช้ จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ และการเข้ามามีส่วนร่วมขององค์กรระหว่างประเทศอย่างคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

การมีอยู่ของกลุ่มติดอาวุธที่มีการจัดตั้ง (Organized Armed Groups): คู่ขัดแย้งฝ่ายหนึ่งต้องมีโครงสร้างการบังคับบัญชาที่ชัดเจน มีความสามารถในการวางแผนและปฏิบัติการทางทหารได้ (ไม่ใช่แค่กลุ่มอาชญากรหรือเหตุจลาจล)

เมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์เข้าครบทั้งสองเกณฑ์นี้ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (IHL) จะถูกนำมาบังคับใช้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบทันที

กรณีศึกษา: เมื่อ "สงคราม" ถูกเรียกด้วยชื่ออื่น

ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยตัวอย่างของการใช้ "วาทกรรมทางเลือก" เพื่อเลี่ยงคำว่าสงคราม:

สงครามเกาหลี (1950-1953): สหรัฐอเมริกาเรียกว่า "ปฏิบัติการของตำรวจ" (Police Action) เพื่อดำเนินการภายใต้มติของสหประชาชาติ โดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติสงครามจากรัฐสภา

รวมถึง การที่ สหรัฐฯ ได้เปลี่ยนจากการใช้คำว่า "สงครามโลกกับการก่อการร้าย" (Global war on terror) เป็น "ความขัดแย้งทางอาวุธกับอัลกออิดะห์ ตอลิบัน และกองกำลังที่เกี่ยวข้อง" (Armed conflict with al-Qaeda, the Taliban, and associated forces)

ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน (2022 -ปัจจุบัน): รัสเซียเรียกการบุกรุกเต็มรูปแบบว่า "ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร" (Special Military Operation) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการควบคุมข้อมูลข่าวสารภายในประเทศและลดทอนความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม

ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา: แม้มีการปะทะรุนแรง แต่ทุกฝ่าย (ไทย กัมพูชา และอาเซียน) ต่างระมัดระวังในการใช้คำ โดยเลือกใช้คำว่า "การปะทะ" (Clashes) หรือ "สถานการณ์ชายแดน" เพื่อจำกัดขอบเขตของความขัดแย้งและเปิดทางไว้สำหรับการเจรจาทางการทูต

การประกาศสงคราม ครั้งท้ายๆ อย่างเป็นทางการ

1. สงครามอาหรับ-อิสราเอล ปี 1948
ถือเป็นหนึ่งในกรณีที่ชัดเจนที่สุดหลังยุคสงครามโลก เมื่อมีการก่อตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 1948 วันต่อมา กลุ่มประเทศอาหรับอันได้แก่ อียิปต์, จอร์แดน, ซีเรีย, และอิรัก ได้ประกาศสงครามและส่งกองทัพเข้ารุกรานอิสราเอล นี่คือตัวอย่างของการประกาศสงครามระหว่างรัฐชาติตามแบบแผนเดิม

2. สงครามหกวัน (Six-Day War) ปี 1967
แม้จะมีสถานะสงครามคุกรุ่นอยู่แล้วตั้งแต่ปี 1948 แต่ในเหตุการณ์นี้ ประเทศอาหรับหลายชาติก็ได้ประกาศสงครามหรือยืนยันสถานะสงครามกับอิสราเอลอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

ผลเสียของการประกาศ "สงคราม"

คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ หรือ ไอซีอาร์ซี (International Committee of the Red Cross – ICRC) ระบุว่า ในทางปฏิบัติ การประกาศ "สงคราม" อย่างเป็นทางการแทบไม่มีประโยชน์ทางกฎหมายแล้ว แต่กลับมีผลเสียและข้อควรระวัง เช่น

การอ้างสิทธิ์ของคู่กรณี หากรัฐหนึ่งประกาศสงครามกับอีกรัฐหนึ่ง รัฐที่ถูกประกาศก็อาจใช้คำว่า "สงคราม" เพื่ออ้างสิทธิ์ในการใช้กำลังอย่างเต็มที่เช่นกัน
การยอมรับความล้มเหลว การประกาศสงครามอาจถูกมองว่าเป็นการยอมรับความล้มเหลวในการควบคุมสถานการณ์ หรือการมอบสถานะทางการเมืองแก่กลุ่มกบฏ
ความรับผิดชอบทางกฎหมาย หากรัฐอ้างสิทธิ์ในการเป็นผู้ทำสงคราม (belligerent rights) นอกสถานการณ์ที่เข้าข่าย "ความขัดแย้งทางอาวุธ" ตามนิยามทางกฎหมายแล้ว อาจเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่บังคับใช้ในยามสงบ

การเปลี่ยนแปลงทางศัพท์บัญญัตินี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของโลกสมัยใหม่ ที่ซึ่งการใช้กำลังทหารไม่ได้เป็นเรื่องของการแพ้หรือชนะในสนามรบเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการต่อสู้ในสมรภูมิของกฎหมาย การทูต และการสื่อสารอีกด้วย

ที่มา : icrcicrcrulactreaties.un

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...