โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปตท.-บีไอจี ทุ่ม 1.78 พันล้าน ขยายโรงแยกอากาศแห่งที่ 2 ลดคาร์บอน 9.3 หมื่นตันต่อปี

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 10.54 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 22.45 น.

บริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด (MAP) บริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วน 51% และ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG) สัดส่วน 49% เพื่อประกอบธุรกิจจากการนำ พลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG มาใช้ประโยชน์ และลดต้นทุนในกระบวนการผลิตของโครงการแยกอากาศ (Air Separation Unit : ASU) เพื่อผลิตและจำหน่ายก๊าซอุตสาหกรรม (Industrial Gas) เช่น ก๊าซไนโตรเจน ก๊าซออกซิเจน ไนโตรเจนเหลว ออกซิเจนเหลว และอาร์กอนเหลว

ถือเป็นโรงแยกอากาศแห่งแรกในไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นำพลังงานความเย็นจากการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG ) มาใช้ประโยชน์ ด้วยกำลังการผลิตก๊าซออกซิเจนเหลวได้ถึง 1,100 ตันต่อวัน หรือรวมกำลังผลิตก๊าซอุตสาหกรรมได้แก่ ออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน กว่า 400,000 ตันต่อปี

ล่าสุด MAP ประกาศความเคลื่อนไหว ด้วยการขยายการลงทุนในโรงงานแยกอากาศ แห่งที่ 2 โดยใช้นวัตกรรมขั้นสูง ลดการพึ่งพาไฟฟ้าในกระบวนการแยกอากาศสำหรับผลิตก๊าซอุตสาหกรรม ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้ราว 93,000 ตันต่อปี ถือเป็นความร่วมมือสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ กลุ่ม ปตท. และ BIG ที่จะสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ในอนาคต

นายวุฒิกร สติฐิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โรงงานแยกอากาศแห่งที่ 2 นี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง ด้วยเม็ดเงินลงทุนรวมประมาณ 2,500 ล้านบาท เป็นในส่วนการลงทุนของ MAP ราว 1,780 ล้านบาท และที่เหลือเป็นการลงทุนก่อสร้างระบบส่งนํ้าเย็นของ PTTLNG ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 แล้วเสร็จในปี 2570 มีกำลังผลิตราว 1,100 ตันต่อวัน หรือสามารถผลิตก๊าซอุตสาหกรรม ได้แก่ ออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน มากกว่า 400,000 ตันต่อปี

สำหรับการขยายกำลังผลิตครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนตํ่าในประเทศไทย แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์( Net Zero) ของภาคอุตสาหกรรมไทยและระดับประเทศอีกด้วย

โรงงานแยกก๊าซ หรือ MAP1 เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2,000 ล้านบาท มีกำลังการผลิตก๊าซอุตสาหกรรม 1,100 ตันต่อวัน หรือกว่า 4 แสนตันต่อปี โดยเชื่อมระบบท่อส่งความเย็นมาจาก PTTLNG Receiving Terminal แห่งที่ 1 มาแลกเปลี่ยนพลังงานความเย็นกับกระบวนการผลิตของโรงงาน ASU ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการแยกอากาศ ส่งผลให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 93,000 ตันต่อปี และลดการปล่อยนํ้าเย็นลงสู่ทะเลถึง 2,500 ตันต่อชั่วโมง ที่เป็นการสูญเสียพลังงานความเย็นโดยเปล่าประโยชน์

สำหรับโรงงาน MAP2 เป็นเทคโนโลยีการผลิตจากบริษัท Air Products and Chemicals, Inc. (APC) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ BIG จะใช้พลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ประมาณ 0.67 ล้านตันต่อปี โดยเชื่อมระบบท่อส่งความเย็นมาจาก PTTLNG Receiving Terminal แห่งที่ 2 ระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร มาแลกเปลี่ยนพลังงานความเย็นกับกระบวนการผลิตของโรงงาน ASU โดย BIG จะเป็นผู้ทำตลาดขายปลีก (Retail) นำก๊าซอุตสาหกรรมไปจำหน่ายต่อยังผู้ใช้ในภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมแช่เยือกแข็ง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเชื่อมโลหะ และโรงพยาบาล เป็นต้น ซึ่งจะขนส่งผ่านระบบท่อและรถขนส่ง โดยเฉพาะรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซีและยังสามารถนำไปต่อยอดนวัตกรรมด้านความเย็นตามโครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออกได้อีกด้วย

นายรามานี คาธีร์ เวลู กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอก อินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG) กล่าวว่า ความสำเร็จของโครงการ MAP1 ที่ได้ส่งมอบก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนตํ่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย รวมถึงการนำเสนอโซลูชันและเทคโนโลยีที่ช่วยให้ลูกค้าและภาคอุตสาหกรรมลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ผ่านการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 50% เมื่อเทียบกับการผลิตก๊าซอุตสาหกรรมในรูปแบบเดิม หรือเฉลี่ยราว 93,000 ตันต่อปี (คำนวณระหว่างปี 2565-2567) ถือเป็นการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับเทคโนโลยีนี้จะถูกต่อยอดใน MAP2 เพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ตอกยํ้าถึงกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ Generating a Cleaner Future เพื่อสร้างอนาคตที่สะอาดและยั่งยืน ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญด้านก๊าซอุตสาหกรรมของบีไอจีเข้ากับศักยภาพด้านพลังงานของ ปตท. ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในระดับสากล

“โรงแยกอากาศ MAP2 จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทย อาทิ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โลหะ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอาหาร เป็นต้น ให้สามารถเข้าถึงก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนตํ่าคุณภาพสูง ที่ผลิตด้วยกระบวนการลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานของเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...