โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

ด่วน! ศาลปกครองยกฟ้อง คดี 4 กสทช. ฟ้องประธานไม่เปลี่ยนตัวเลขาฯกสทช.ตามมติบอร์ด

เดลินิวส์

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 15.56 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 08.33 น. • เดลินิวส์
ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา ยกฟ้อง คดี 4 กสทช. ฟ้องประธานกสทช. ละเลย ไม่ปฏิบัติตามมติบอร์ด กรณีไม่เปลี่ยนตัวรักษาการแทนเลขาธิการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 17 ก.ค. ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1764 /2566 คดีหมายเลขแดงที่ 1399/2568 ที่กรรมการ กสทช. 4 ราย ได้แก่ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย และ รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ (ผู้ฟ้องคดีที่ 1-4) ยื่นฟ้อง ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. (ผู้ถูกฟ้องคดี) และนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน (ผู้ร้องสอด)

โดยคดีนี้สืบเนื่องจากการที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการประชุมครั้งที่ 30/ 2565 เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 มีมติเห็นชอบให้นำเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) จำนวน 600,000,000 บาท สนับสนุนการซื้อลิขสิทธิ์ในการเผยแพร่สัญญาณการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2022 ต่อมาเกิดประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ จนนำไปสู่การตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งได้รายงานผลต่อที่ประชุม กสทช. ในการประชุม ครั้งที่ 13/2566 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566

โดยที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก ให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยรองเลขาธิการ กสทช. และให้เปลี่ยนตัวผู้รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เป็นรองเลขาธิการ กสทช. อีกคนหนึ่ง ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่จึงฟ้องว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามมติดังกล่าวเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติตามมติดังกล่าว

ศาลปกครองกลางมีคำวินิจฉัยว่า กรณี กสทช. ในการประชุม ครั้งที่ 13/2566 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ระเบียบวาระที่ 5.22 มีมติเห็นชอบให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ร้องสอดที่ 1 นั้น ผู้ร้องสอดที่ 1 แม้จะเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. แต่ตำแหน่งเดิมคือรองเลขาธิการ กสทช. ซึ่งมีสถานะเป็น “พนักงาน” ของสำนักงาน กสทช.

การดำเนินการทางวินัยผู้ร้องสอดที่ 1 จึงต้องเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2565 ซึ่งกำหนดให้เป็นอำนาจของเลขาธิการ กสทช. ที่จะพิจารณาสืบสวนและแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน กสทช. ในฐานะองค์กรคณะบุคคลไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่งการให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการทางวินัยแก่พนักงานคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงได้โดยตรง มติของ กสทช. ในส่วนนี้จึงเป็นมติที่เกินกว่าอำนาจหน้าที่ ที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ร้องสอดที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. อยู่ในขณะนั้น ย่อมเข้ากรณีที่มีเหตุที่เจ้าหน้าที่จะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้

ตามมาตรา 13 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 เนื่องจากเป็นคู่กรณีเสียเอง อำนาจในการพิจารณาเรื่องดังกล่าวจึงต้องตกแก่ผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่ง ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ซึ่งตามมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 กำหนดให้เลขาธิการ กสทช. ขึ้นตรงต่อประธาน กสทช. ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะประธาน กสทช. จึงเป็นผู้มีอำนาจที่จะพิจารณาดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ปฏิบัติตามมติของ กสทช. ในการประชุม ครั้งที่ 13/2566 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ระเบียบวาระที่ 5.22 ที่มีมติเห็นชอบให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยผู้ร้องสอดที่ 1 ซึ่งเป็นมติที่ไม่มีอำนาจสั่งการได้โดยตรง จึงไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

สำหรับมติที่ประชุม กสทช. ครั้งที่ 13/2566 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ระเบียบวาระที่ 5.22 ในส่วนที่ให้มีการเปลี่ยนผู้รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. จากผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้ร้องสอดที่ 2 นั้น

เห็นว่า ระเบียบคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติว่าด้วยการรักษาการแทน การปฏิบัติการแทน และการปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนในตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. และพนักงานของสำนักงาน กสทช. พ.ศ. 2555 ข้อ 6 กำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนว่า ให้ประธานกรรมการโดยความเห็นชอบของ กสทช. แต่งตั้งรองเลขาธิการคนหนึ่งตามที่เห็นสมควรเป็นผู้รักษาการแทน แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ให้การริเริ่มเสนอชื่อและแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเป็นอำนาจของผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะประธาน กสทช. เพื่อให้การปฏิบัติงานของเลขาธิการ กสทช. ซึ่งต้องขึ้นตรงต่อประธาน กสทช. เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ส่วนอำนาจของ กสทช. ทั้งคณะนั้นอยู่ในขั้นตอนของการให้ความเห็นชอบ ซึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับที่เป็นสาระสำคัญ หาก กสทช. ไม่เห็นชอบ ผู้ถูกฟ้องคดีก็ไม่อาจแต่งตั้งบุคคลนั้นได้ ดังนั้น มติที่ประชุม กสทช. ครั้งที่ 13/2566 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ระเบียบวาระที่ 5.22 ในส่วนที่ให้มีการเปลี่ยนผู้รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. จากผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นผู้ร้องสอดที่ 2 ซึ่งมิได้มาจากการเสนอของผู้ถูกฟ้องคดี จึงไม่มีผลทางกฎหมายเป็นคำสั่งที่ผูกพันให้ผู้ถูกฟ้องคดี ต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีทางเลือกอื่นแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่มีคำสั่งให้ผู้ร้องสอดที่ 1 พ้นจากรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. และไม่แต่งตั้งผู้ร้องสอดที่ 2 เป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ตามมติที่ประชุม กสทช. ในการประชุมครั้งที่ 13/2566 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 จึงไม่เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติแต่อย่างใด พิพากษายกฟ้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...