โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ผยง” อ่านเกม เศรษฐกิจไทย เปราะบางติดกับดักซ้ำซ้อน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 16.52 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 09.52 น.

ประธานสมาคมธนาคารไทย ฟันธง เศรษฐกิจไทย เปราะบางถึงขีดสุด แนะ 3 มาตรการเร่งด่วน "กระตุก-ประคอง-ปฏิรูป" ชี้ชัด P/B ตลาดหุ้นต่ำเตี้ย ยอดเงินไหลออกนอกประเทศ เหตุขาดความเชื่อมั่น ปลุกทุกภาคส่วนร่วมปลดล็อก เตือนภัยหนี้นอกระบบพุ่ง 117% GDP กระตุกรัฐบาลเลิกคิดแบบ "เหมาเข่ง" ย้ำต้องใช้ทรัพยากรตรงจุด

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยบนเวทีสัมมนา “iBusiness Forum Decode 2025: The Mid-Year Signal ถอดสัญญาณเศรษฐกิจโลก พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย” โดยได้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางซับซ้อนของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ซึ่งได้รับแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา และปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เศรษฐกิจนอกระบบที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เป็นภาระต่อระบบการคลัง และลดทอนประสิทธิภาพในการสร้างผลตอบแทนของภาคธุรกิจ

นายผยงได้ยกตัวอย่างสัญญาณที่สะท้อนปัญหานี้ คือ แม้ประเทศไทยจะมีสภาพคล่องเหลือเฟือ แต่เม็ดเงินกลับไหลออกไปลงทุนต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่า ทั้งในรูปแบบกองทุนรวมและการลงทุนโดยตรง อีกหนึ่งตัวชี้วัดคือ Price to Book Value (P/B) ของตลาดทุนไทยที่เฉลี่ยเพียง 1.1 เท่า โดยกว่า 70% ของบริษัทจดทะเบียนมี P/B ต่ำกว่า 1.0 ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาความเชื่อมั่นและศักยภาพในการเติบโตของภาคธุรกิจไทยในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังพบสัญญาณของการเคลื่อนย้ายเงินทุนในเศรษฐกิจนอกระบบ เช่น การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกิดจากส่วนที่อธิบายไม่ได้ หรือ “Error and Omission” ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ ซึ่งอาจสะท้อนถึงการเคลื่อนไหวของเงินทุนผ่านสินทรัพย์อย่างทองคำและคริปโตเคอร์เรนซีที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ในระบบเศรษฐกิจจริง

อีกด้านหนึ่งของเศรษฐกิจนอกระบบที่สะท้อนผ่าน หนี้ครัวเรือน นายผยงระบุว่า หากรวมหนี้ในระบบและ “หนี้นอกระบบ” (Gross debt) จะทำให้หนี้ครัวเรือนของไทยสูงถึง 117% ของ GDP และยังพบว่า 40% ของผู้กู้หนี้นอกระบบ เป็นเจ้าหนี้นอกระบบในเวลาเดียวกัน สะท้อนถึงความเปราะบางทางการเงินและการขาดข้อมูลที่จำเป็นในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ

3 แนวทางแก้ปัญหา กระตุก ประคอง ปฏิรูป

นายผยงเน้นย้ำว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องเลิกแนวทางแบบ “เหมาเข่ง” หรือการใช้งบประมาณและทรัพยากรแบบไม่ตรงเป้าหมาย โดยเสนอให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาผ่าน 3 แนวทางหลักพร้อมกัน คือ:

  • "การกระตุก" เศรษฐกิจในระยะสั้น: โดยเน้นมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มหนี้ครัวเรือนและ SME ที่มีความเปราะบาง ซึ่งปัจจุบันมีโครงการ "คุณสู้เราช่วย" รองรับอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจซึมลึกไปกว่านี้
  • "การประคองและกระตุ้น" กลุ่มที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ: เพื่อไม่ให้กลุ่มปริ่มน้ำหลุดออกจากระบบ พร้อมทั้งสร้าง Safety Net ที่เพียงพอและทั่วถึง ยกระดับรายได้และเพิ่มโอกาสให้กับประชาชน ขณะที่ธุรกิจรายใหญ่ต้องเข้ามาช่วยประคองรายเล็กและ Supply Chain ให้รอดพ้นวิกฤต
  • "การปฏิรูป" ปรับโครงสร้าง: ด้วยการผันเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบผ่านการให้แรงจูงใจและชี้ให้เห็นประโยชน์จากการเข้ามาอยู่ในระบบ การปฏิรูปกฎหมาย (Regulatory Reform) โดยให้ความสำคัญกับ Enforcement & Compliance และการทลาย Silo ของหน่วยงานที่ออกกฎหมาย การเพิ่มการลงทุนใน R&D เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างรายได้ที่สูงขึ้น การสร้าง Informed Citizen ที่เท่าทันพลวัตของโลกและสามารถใช้ประโยชน์จาก Disruptive Technology ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และการปฏิรูปข้อมูลซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การถกเถียงนโยบายที่อยู่บนความเข้าใจที่แท้จริง

นายผยงกล่าวทิ้งท้ายว่า "การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก การขยายเพดานหนี้สาธารณะอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ต้องนำไปใช้เพื่อการปฏิรูป สร้าง Trust & Confidence ไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น

อีกทั้ง ทบทวนงบประมาณปี 2569 เพื่อจัดลำดับความสำคัญใหม่ รวมถึงพิจารณาใช้เครื่องมือทางการคลังต่างๆ อย่างเหมาะสม บนพื้นฐานของการเชื่อมโยงทุกมิติ (Connect the dots) และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและวัดผลได้ วิกฤตคือโอกาส หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนจุดเปราะบางให้กลายเป็นกล้ามเนื้อใหม่ของระบบเศรษฐกิจได้"

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...