ออกแบบให้ขายดี จากแม่ค้าหน้าปากซอย | แชมป์ สมชนะ กังวารจิตต์ - Exclusive Writer
12 ภูมิปัญญาบ้านๆ ที่แม่นยำพอ ๆ กับ Design Thinking และแบรนด์ระดับโลกก็ใช้
หลายปีที่ผ่านมา คำว่า “ดีไซน์” ถูกผูกกับภาพของความไฮเทค ซับซ้อน และล้ำสมัย แต่จริงๆแล้ว ในอีกด้านหนึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งที่ “ออกแบบ” ได้อย่างเฉียบขาด โดยไม่เคยเรียกสิ่งที่ตนเองว่า “ดีไซน์” เลย
พวกเขาก็คือ พวกแม่ค้าหมูปิ้ง, คนขายล็อตเตอรี่, เจ้าของร้านขนมริมทาง ที่ออกแบบจังหวะ มุมมอง การพูด การวางของ display เพื่อควบคุมความรู้สึกของลูกค้า และจังหวะการตัดสินใจ ได้แม่นยำกว่าที่ใครคิด
วันนี้ผมเลยอยากเปิดประเด็นที่น่าสนใจนี้จากการสังเกตของผม และสรุปมาเป็น 12 ตัวอย่าง ของภูมิปัญญาไทยพื้นบ้าน ซึ่งที่แท้ที่จริงแล้ว มันคือสุดยอดเทพการ แห่ง Experience Design อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเมื่อเทียบกับตัวอย่างจากแบรนด์ระดับโลก ก็ไม่แพ้กันเลยทีเดียว
มาเริ่มกันเลยครับ ! กับ 12 ภูมิปัญญาไทยใกล้ตัวแบบเทพ ๆ
1. พลังของการออกแบบความสนใจ — Sensory & Visual
1.1 หมูปิ้งหน้าบ้าน กลิ่นลอยมาก่อนป้าย
เราคงเคยเดินผ่านแผงหมูปิ้งทั้ง ๆ ที่เราไม่ได้อยากจะกิน นั่นแหละครับ กลิ่นคือประตูบานแรกของการตัดสินใจ จริง ๆ มันคือสิ่งที่ปลุกประสาทรับรู้ก่อนสมองจะประมวลผล เพื่อทำการส่งสารไปยังสมองของลูกค้าให้หิว ให้อยาก และหยุดเดิน ในที่สุด
แบรนด์ระดับโลกทำยังไง:
Howard Schultz อดีต CEO ของ Starbucks กล่าวไว้ชัดเจนในหนังสือ Onward ว่า “เราไม่ได้ขายกาแฟอย่างเดียว เราขายประสบการณ์กาแฟ” และหนึ่งในองค์ประกอบที่ “นำ” ประสบการณ์นั้นคือ กลิ่นกาแฟคั่วสดใหม่ที่เจตนาทำให้คลุ้งทั่วร้าน
1.2 แขวนไก่ไว้หน้าร้านข้าวมันไก่
ความเงาของเนื้อหนัง ความนุ่มของแสงไฟ วางแขวนเรียงรายไว้ผ่านตู้กระจก เหล่านี้คือ การทำให้เห็นก่อนชิม เพื่อสร้างภาพให้เกิดความหิว มันคือ Visual Hierarchy ที่ดึงสายตาไปยังของที่เราอยากก่อน
แบรนด์ระดับโลกทำยังไง:
Apple วางสินค้าบนโต๊ะเปลือยกลางร้าน เพื่อให้คน เข้ามาลอง มาจับ มาถือ สัมผัส โดยไม่มีอะไรมารบกวนสายตา
1.3 ร้านอาหาร แต่เรียงขนมราคาถูกไว้แถว ๆ หน้าร้าน
เคยสังเกตมั้ยครับ ร้านอาหารข้างทางจำนวนมากจะวางถาดวุ้น ข้าวเหนียว ลูกชุบ ขนมไทย หรือขนมถุงเล็ก ๆ ไว้บริเวณด้านหน้าสุด มันคือ กลยุทธ์ด่านหน้า ที่ทรงพลังมากแบบไม่ต้องพูด และมันก็คือ กลยุทธ์เก็บยอดสุดท้าย ที่ช่วยกอบโกยรายได้เล็กน้อยต่อหัว แต่คูณจำนวนคนเข้าไป กลายเป็นกำไรมหาศาล จากแค่คำว่า “งั้นหยิบวุ้นมะพร้าวเพิ่มละกัน” หรือ “เอาเฉาก๊วยกลับไปฝากลูกหน่อย”
แบรนด์ระดับโลกทำยังไง:
IKEA เรียงสินค้าราคาต่ำไว้ทางเดินแรก เพื่อเปิดใจลูกค้าให้รู้สึกว่า “ซื้อได้นะ ไม่แพงอย่างที่คิด” หรือจะเป็นพวก Retail Store ชั้นนำต่าง ๆ ที่วางของ “ราคาต่ำ” ใกล้แคชเชียร์ เพื่อ “เก็บยอดสุดท้าย”
1.4 ร้านข้าวต้มที่มีไฟชัดที่สุดในซอย
แสงไฟไม่ได้แค่ให้เห็น แต่มันเป็นการออกแบบความกล้าในใจคนเมื่อแสงสว่างพุ่งออกมาก่อนสินค้า มันทำหน้าที่เป็นสัญญาณปลอดภัย ให้ผู้คนกล้าก้าวเข้ามา
แบรนด์ระดับโลกทำยังไง:
ร้าน 7-Eleven ทั่วโลกออกแบบแสงสว่างให้โดยไม่มีเงามุมมืดเลย ทั้งในและนอกเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัยแม้จะเข้าตอนตีสามก็ตาม
2. พลังของการกระตุ้นการตัดสินใจ — Scarcity & Nudging
2.1 โชว์ลอตเตอรี่แค่ใบเดียว (ทั้งที่มีอีกเพียบในกระเป๋า)
นี่ไม่ใช่การหลอก แต่มันคือการ จัดฉากทางจิตวิทยาเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจแบบทันที โดยอาศัยแรงกดดันทางอารมณ์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง แม่ค้าหลายคนตั้งใจโชว์ลอตเตอรี่บนแผงแค่ 1 ใบ ต่อหมายเลขแม้ความจริงจะมีเลขนั้นอยู่อีก 5–6 ใบในกระเป๋าด้านหลัง เพราะลูกค้าที่เห็นเลขตรงใจ แล้วเห็นว่าเหลือแค่ใบเดียว มันทำให้รู้สึกว่า…“ต้องรีบซื้อไว้ก่อน เดี๋ยวคนอื่นมาเอาไป” “ถ้าไม่เอาไว้ตอนนี้ อาจจะพลาดโชค” คือหลักการ “Perceived Scarcity” การสร้างความรู้สึกว่า "ถ้าไม่ซื้อเดี๋ยวนี้ อาจไม่มีแล้ว"
แบรนด์ระดับโลกทำยังไง:
Booking.com ขึ้นว่า “เหลือเพียง 1 ห้องสุดท้าย” เพื่อเร่งการจอง
2.2 ป้าย ขายดีอันดับ 1
ไม่มีใครจัดอันดับให้ก็ไม่เป็นไร แค่บอกว่าคนอื่นซื้อแล้ว ก็ทำให้รู้สึกว่าไม่กล้าเสี่ยงเลือกผิด คือ Social Proof ยิ่งตัดสินใจตามคนอื่น ยิ่งสบายใจ
แบรนด์ระดับโลกทำยังไง:
Amazon ใส่ป้าย #1 Best Seller แม้ผลิตภัณฑ์นั้นอาจต่างจากอันดับ 2 แค่ไม่กี่รีวิว
2.3 ป้าย จองแล้ว
ใช้หลักการ กลัวพลาดมากกว่ากลัวเสียเงิน สร้างจิตวิทยาการแข่งขันเบา ๆ โดยไม่ต้องลดราคาเลย
แบรนด์ระดับโลกทำยังไง:
สินค้าบน Booking.com / Agoda ที่ขึ้น “มีคนดูห้องนี้อยู่ 7 คน” “มีคนจองที่พักนี้เมื่อ 10 นาทีที่แล้ว” “เหลือห้องว่างเพียง 1 ห้องสำหรับวันที่คุณเลือก” เพื่อกระตุ้นให้รู้สึกว่า "ถ้าไม่จองตอนนี้ จะไม่มีให้จองอีกแล้ว" จากนั้นก็จะรีบกดจ่ายโดยไม่รู้ตัว
3. พลังของการเพิ่มมูลค่าทางอารมณ์ — Value Framing & Storytelling
3.1 โปร ซื้อ 1 แถม 3
ราคาจริงไม่ต่าง แต่รู้สึกว่าได้เยอะ มันคือการออกแบบ ความรู้สึกว่าคุ้มมากกว่าความคุ้มจริง
แบรนด์ระดับโลกทำยังไง:
Watsons, Sephora ใช้ของแถม + โปรแบบ “สมาชิกเท่านั้น” เพื่อสร้างมูลค่าทางใจ
3.2 เมนูชื่อ ไข่เจียวเจ้าคุณปู่ หรือ สูตรโบราณ
ใช้ Storytelling เพื่อเปลี่ยนของธรรมดาให้ดูมีคุณค่าทางวัฒนธรรม ทำให้เมนูกลายเป็น เมนูพิเศษ โดยไม่ต้องเปลี่ยนวัตถุดิบ
แบรนด์ระดับโลกทำยังไง:
Starbucks ใช้คำว่า Handcrafted กับกาแฟทุกแก้ว ทั้งที่มาจากเครื่องกดอัตโนมัติ
3.3 น้ำแข็งฟรี น้ำฟรี
สิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า ร้านนี้ใส่ใจ เพิ่ม Emotional โดยไม่ต้องลดราคา เหมือนการบอกว่า คุณมีค่าพอสมควรได้รับมากกว่าที่จ่าย
แบรนด์ระดับโลกทำยังไง:
โรงแรมหรูแจก welcome drink ทั้งที่รวมไว้ในค่าห้อง — เพื่อให้รู้สึก “ได้รับมากกว่าเงิน”
4. พลังของการสร้างความคุ้นเคยและความสัมพันธ์ — Familiarity & Relationship Design
4.1 ตะโกนเรียกชื่อลูกค้า
“เจ๊เดือน วันนี้เอาเหมือนเดิมมั้ย?” มันคือระบบสมาชิกแบบมนุษย์ล้วน ๆ ลูกค้ารู้สึกว่า เราไม่ใช่คนแปลกหน้า เราสนิทกัน เราถูกสนใจเป็นพิเศษ
แบรนด์ระดับโลกทำยังไง:
Starbucks ขอชื่อคุณ ทุกครั้งที่สั่งเครื่องดื่ม แล้วเขียนชื่อนั้นลงบนแก้ว พร้อมกับตะโกนชื่อคุณเมื่อเครื่องดื่มเสร็จ Personalization หรือ ความรู้สึกเฉพาะบุคคล คือหนึ่งในกลยุทธ์การออกแบบประสบการณ์ที่ทรงพลังที่สุด
4.2 ติดรูปดารา คนดังหน้าร้าน
คือการใช้ คนอื่นเป็นตัวแทนความไว้วางใจ โดยไม่ต้องโฆษณา แค่ให้คนเห็นว่าคนอื่นมาก่อนแล้ว ขนาดคนดังคนมีชื่อเสียงมาร้านเราด้วย
แบรนด์ระดับโลกทำยังไง:
แบรนด์แฟชั่นหรู Fashion Brand จงใจให้ดารา เซเลป อินฟลูฯ ใช้ก่อน แล้วค่อยออกขายจริง
สรุป: ดีไซน์ที่ดีที่สุด คือการออกแบบจากการสังเกตคน + เข้าใจความลังเล + จัดวางจังหวะ แล้วสร้างความรู้สึกใช่ เพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะสุดท้าย…ท้ายสุด…..
“ไม่ว่าคุณจะขายอะไร ถ้าคุณเข้าใจคน”
คุณก็คือคนออกแบบที่ดี
ซึ่งไอเดียทั้งหมดนี้มันมาจากการที่ผมแค่ลองนั่งสังเกตแม่ค้าหน้าปากซอย ก็เท่านั้นเอง