โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

รู้จัก เอชไพโลไร เชื้อที่แพร่จากเจ๊หงษ์ จากการจูบ

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 02.42 น.
เอชไพโลไร เป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น และในระยะยาวยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

โลกโซเชียลได้เกิดกระแสฮือฮาอีกครั้งจากข่าวที่โค้ชฟิตเนสหนุ่มชาวจีน เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ผู้เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “เจ๊หงษ์” หรือหญิงวัยกลางคนจากเมืองหนานจิง ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนเองติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งชื่อว่า Helicobacter pylori หรือ เอชไพโลไร (H. pylori) จากการ “จูบ” เจ๊หงษ์ และขอเตือนผู้ชายคนอื่นให้ระวังความใกล้ชิดกับหญิงวัยผู้ใหญ่ หลังผลตรวจทางการแพทย์ยืนยันว่าติดเชื้อจริง

เอชไพโลไร เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดเกลียว ที่สามารถอาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะอาหารของมนุษย์ได้ แม้ในสภาพที่มีกรดสูง โดยจะสร้างเอนไซม์ยูรีเอส (urease) เพื่อลดกรดรอบตัว เชื้อนี้สามารถทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ แผลในกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น และในระยะยาวยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้อีกด้วย องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้เอชไพโลไรเป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1

แม้จะไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยตรง แต่เอชไพโลไรสามารถแพร่กระจายได้จากการสัมผัสใกล้ชิด เช่น การจูบ การใช้ภาชนะร่วมกัน (เช่น ช้อน แก้วน้ำ) รวมถึงการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ซึ่งเรียกว่าการติดเชื้อแบบ “ปาก–ปาก” หรือ “ปาก–อุจจาระ” จึงไม่น่าแปลกใจนักหากเชื้อจะแพร่สู่กันผ่านการจูบระหว่างคู่รัก หรือคนที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน

ในระยะแรกของการติดเชื้อ ผู้ป่วยอาจไม่แสดงอาการใด ๆ เลย แต่หากปล่อยไว้นาน อาจเริ่มมีอาการแสบท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หรือปวดท้องเรื้อรัง หากรุนแรงอาจพบเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือถ่ายดำได้ และในบางกรณีที่เป็นเรื้อรังโดยไม่รักษา เชื้ออาจนำไปสู่การกลายพันธุ์ของเซลล์ในกระเพาะ นำไปสู่มะเร็งได้ในอนาคต

การวินิจฉัยสามารถทำได้ด้วยหลายวิธี เช่น การตรวจลมหายใจ (Urea Breath Test), การตรวจอุจจาระหาแอนติเจนของเชื้อ หรือการส่องกล้องตรวจกระเพาะแล้วเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อไปตรวจ ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งรักษาได้ง่าย แพทย์มักให้ยาปฏิชีวนะควบคู่กับยาลดกรดเพื่อกำจัดเชื้อ โดยต้องกินติดต่อกัน 10–14 วัน

การป้องกันการติดเชื้อนั้นทำได้ไม่ยาก เพียงใส่ใจเรื่องสุขอนามัยพื้นฐาน เช่น หลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะร่วมกับผู้อื่น ล้างมือให้สะอาดก่อนกินอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ รวมถึงหลีกเลี่ยงการจูบกับคนที่ไม่แน่ใจว่ามีเชื้อหรือไม่ นอกจากนี้ หากคนในบ้านเคยติดเชื้อ ควรพาคนอื่นในบ้านไปตรวจด้วย เนื่องจากมีโอกาสติดเชื้อร่วมกันโดยไม่รู้ตัว

กรณีของเจ๊หงษ์อาจดูเป็นเรื่องส่วนตัวหรือข่าวซุบซิบในมุมหนึ่ง แต่ก็สะท้อนประเด็นทางสาธารณสุขที่น่ากังวล และควรเป็นจุดเริ่มต้นให้คนตระหนักถึงการดูแลสุขภาพระบบทางเดินอาหารอย่างจริงจัง เชื้อเอชไพโลไรอาจจะเงียบ แต่ไม่ใช่เรื่องเล็ก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...