ส่องกฎอัยการศึกรับมือสมรภูมิสงครามไทย-กัมพูชา กฎหมายมอบดาบผู้บังคับบัญชาทหารมีอำนาจประกาศ
ส่องกฎอัยการศึกรับมือสมรภูมิสงครามไทย-กัมพูชา กฎหมายมอบดาบผู้บังคับบัญชาทหารมีอำนาจประกาศ วิกฤติช่องบกสะเทือนแผ่นดิน กัมพูชาเคลื่อนกำลังพล อาวุธหนักประชิดชายแดน
#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด แฮชแท็กที่กองทัพบกเชิญชวนคนไทยขยับเส้นขยับสาย กลายเป็นกระแสชาตินิยมพุ่งทะลุเพดานชั่วข้ามคืน ก่อนรัฐบาล นำโดยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) เรียกประชุมด่วน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 68 เพื่อรับมือข้าศึกประชุมตะเข็บแนวชายแดนไทย-กัมพูชาตลอดทางบกทางน้ำประมาณ 1,000 กิโลเมตร กองทัพทั้งสองฝ่ายเคลื่อนกำลังพลโชว์แสนยานุภาพ โดยฝ่ายกัมพูชาตกเป็นรองไทยทุกกระบวนท่า แต่เมื่อมีประเทศมหาอำนาจใหญ่อย่างจีนยืนเป็นเงาทะมึนอยู่ข้างหลัง ทำให้ไทยต้องพลิกตำราพิชัยสงครามวางกลยุทธ์รับมืออย่างมีชั้นมีเชิง
ผลประชุมสมช.ออกมาชัดเจนขึ้นระหว่างรัฐบาลฝ่ายกำกับนโยบาย กับกองทัพฝ่ายปฏิบัติอยู่ในสมรภูมิ ที่ผ่านมามีการปลุกปั่นกระแสรัฐบาลขัดแย้งกับกองทัพ “นายกอิ๊งค์”ยืนยันไม่มีปัญหาใด สนับสนุนกันอย่างดีเสมอมา "เคลียร์กันให้หมดถึงหน้างานกองทัพสามารถตัดสินใจได้เลย แต่ให้ยึดหลักสันติให้มากที่สุด" เหตุการณ์ทุกอย่างกองทัพเตรียมพร้อมทุกรูปแบบสำหรับทุกสถานการณ์ “เหตุการณ์หน้างานเป็นอย่างไร ต้องปะทะหรือยัง เป็นการตัดสินใจของกองทัพ ให้ดูหน้างานว่าต้องปะทะหรือไม่”
ขณะที่สาระหลัก 3 ด้านในที่ประชุมสมช. ทั้งด้านการต่างประเทศ กองทัพและด้านการสื่อสาร นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.กลาโหม ระบุถึงการปรับการทำงานให้ชัดเจน ร่วมกันทำงานให้มากขึ้น โดยเฉพาะด้านการสื่อสาร กระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพหลัก โดยประสานให้โฆษกกระทรวงกลาโหม โฆษกกองทัพบก โฆษกกระทรวงดีอี ทำงานร่วมกััน “สมช.ตกลงเห็นพ้องต้องกันอธิปไตยเป็นเรื่องสำคัญหลัก จะดูแลอย่างเต็มที่” ความขัดแย้งอยากให้จำกัดวงมากที่สุด
สอดรับกับพล.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ทหารสูงสุด เน้นย้ำกองทัพสนับสนุนแนวทางของรัฐบาลแก้ไขปัญหาและคลี่คลายสถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยสันติ ส่วนกองทัพ “ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการรักษาอธิปไตย คุมครองปกป้องประชาชนตามแนวชายแดน” สัมภาษณ์เสร็จมีประชุมผบ.เหล่าทัพต่อตามวงรอบปกติ 2 เดือน ครั้งนี้พูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ในลักษณะสนับสนุนแนวทางของรัฐบาล
หลังเสร็จสิ้นประชุมสมช. โดยหน่วยความมั่นคงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณช่องบก เปิดเผยให้เห็นถึงมีการเคลื่อนอาวุธหนัก เคลื่อนกำลังทหารเข้ามาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทำให้มีทหารกัมพูชาอยู่ในพื้นที่ช่องบก กระจายอยู่ในเนิน 745 และ 641 และตรงพื้นที่มอมเบย์ (ศาลาตรีมุข) จำนวน 12,000 นาย
ผลการประชุมสมช.ระบุชัดเจนถึงการตัดสินใจหน้างานบนสมรภูมิจุดปะทะ โดยเฉพาะช่องบกเป็นอำนาจหน้าที่ของทหาร ทั้งนี้ที่ผ่านมามีการพูดถึงสถานการณ์ปะทะกันตามแนวตะเข็บชายแดน หากรุนแรงถึงขั้นทหารประกาศใช้กฎอัยการศึกได้หรือไม่
สำนักข่าว The Room 44 รายงานว่า “อำนาจประกาศกฎอัยการศึก” โดยตามพ.ร.บ.กฎอัยการศึก 2457 กำหนดให้ “ผู้บังคับบัญชาทหาร”มีอำนาจในการประกาศกฎอัยการศึกเฉพาะในเขตอำนาจหน้าที่ของทหารได้ภายใต้เงื่อนไข คือ 1.เมื่อมีสงครามหรือจลาจลเกิดขึ้น ณ แห่งใด 2.มีกำลังอยู่ใต้บังคับไม่น้อยกว่าหนึ่งกองพันหรือเป็นผู้บังคับบัญชาในป้อมหรือที่มั่นอย่างใดๆ 3.จะต้องรีบรายงานให้รัฐบาลทราบโดยเร็วที่สุด
ส่วนการใช้อำนาจเมื่อมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก อำนาจทหารในเขตที่ใช้กฎอัยการศึก เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารจะมีอำนาจเหนือเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนทุกตำแหน่งในทุกกระทรวง โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนมีหน้าที่ต้องให้ความช่วยเหลือเกื้อหนุนราชการทหารทุกสิ่งทุกอย่างตามความต้องการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในการระงับปราบปรามหรือรักษาความสงบเรียบร้อย
สำหรับหลักเกณฑ์และวิธีประกาศใช้กฎอัยการศึก ต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ปิดประกาศไว้หรือประกาศไว้ในที่อันควรก่อนเวลาใช้และต้องให้มีข้อความดังนี้1.เหตุที่ต้องประกาศใช้กฎอัยการศึก 2.กำหนดเขตใช้กฎอัยการศึก 3.วันเวลาที่เริ่มใช้กฎอัยการศึก 4.ตำบลที่เขียนประกาศและวันเวลาที่ออกประกาศ และ5.ยศตำแหน่งของผู้ประกาศ.