โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เส้นทางสู่การ ‘ขจัดมะเร็งปากมดลูก’ ในไทย สำเร็จแค่ไหน ความท้าทายคืออะไร? [Advertorial]

THE STANDARD

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 10.26 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 10.20 น. • thestandard.co
เส้นทางสู่การ ‘ขจัดมะเร็งปากมดลูก’ ในไทย สำเร็จแค่ไหน ความท้าทายคืออะไร? [Advertorial]

เส้นทางการขจัดมะเร็งปากมดลูกภายใต้การขับเคลื่อนขององค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งแต่ปี 2018 ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมมือกันขจัดมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับที่ 4 ในผู้หญิงทั่วโลก โดยตั้งเป้าให้อัตราการเกิดโรคต่ำกว่า 4 รายต่อผู้หญิง 100,000 คน ภายในปี 2030

แผนรณรงค์ขจัดมะเร็งปากมดลูกของ WHO ภายในปี 2030 พร้อมภาพผู้หญิงและกราฟอัตราการป่วย

สมาชิก 194 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ได้ลงมติช่วยผลักดัน ให้ความมุ่งมั่นที่จะขจัดมะเร็งปากมดลูกสำเร็จ ผ่านแผนยุทธศาสตร์ระดับโลกในการเร่งขจัดมะเร็งปากมดลูก (Global Strategy to Accelerate the Elimination of Cervical Cancer) ที่จัดทำขึ้นโดย WHO ในปี 2020 ภายใต้แนวทาง 3 ประการ บนยุทธศาสตร์ 90-70-90

  • 90% ของเด็กผู้หญิงได้รับวัคซีน HPV ครบ เมื่ออายุ 15 ปี
  • 70% ของผู้หญิงได้รับการตรวจคัดกรองที่มีประสิทธิภาพสูง เมื่ออายุ 35 ปี และอีกครั้งเมื่ออายุ 45 ปี
  • 90% ของผู้หญิงที่ผิดปกติได้รับการรักษา (90% ของผู้หญิงที่ตรวจพบความผิดปกติของปากมดลูกระยะก่อนลุกลาม และ 90% ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งระยะลุกลามต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสม)

ประเทศไทยอยู่จุดไหนของเป้าหมาย?

สำหรับประเทศไทย มะเร็งปากมดลูกพบมากเป็นอันดับ 4 รองจากมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้และไส้ตรง มะเร็งปอด ข้อมูลจากกรมการแพทย์เผยว่า มีผู้ป่วยรายใหม่เฉลี่ยวันละ 14 คน หรือ 5,219 คนต่อปี และเสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 6 คน หรือ 2,238 คนต่อปี

สาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อ HPV (Human papillomavirus) โดยเฉพาะสายพันธุ์ HPV 16 และ HPV 18 ที่เป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกถึงร้อยละ 70 ทั้งนี้ เชื้อไวรัสสามารถก่อให้เกิดโรคได้ในหลายอวัยวะและมักเข้าสู่ร่างกายผ่านการสัมผัสขณะมีเพศสัมพันธ์ การร่วมเพศทางปาก ทางช่องคลอดหรือทางทวารหนัก

การติดเชื้อไวรัสก่อให้เกิดความผิดปกติของปากมดลูก หากไม่มีการตรวจคัดกรองและได้รับการรักษาที่เหมาะสม ความผิดปกติที่ปากมดลูกนั้นอาจมีการดำเนินของโรคต่อจนกลายเป็นมะเร็ง

แม้ว่าอัตราการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทยจะมีแนวโน้มลดลง แต่อัตราการเสียชีวิตยังอยู่ในระดับสูง

แผนรณรงค์ขจัดมะเร็งปากมดลูกของ WHO ภายในปี 2030 พร้อมภาพผู้หญิงและกราฟอัตราการป่วย

ที่ผ่านมา กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค และกรมอนามัย ร่วมกับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ลงนาม MOU จัดทำโครงการ ‘กำจัดมะเร็งปากมดลูก’ เพื่อแสดงเจตจำนงร่วมกันในการขจัดโรคมะเร็งปากมดลูกของประเทศไทย ผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่ 1.) การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส HPV 2.) การตรวจคัดกรองและการรักษารอยโรคก่อนเป็นมะเร็ง และ 3.) การดูแลผู้หญิงที่มีผลตรวจคัดกรองปากมดลูกผิดปกติ

ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส HPV

วัคซีน HPV ถูกนำมาใช้ครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาในปี 2006 จนถึงปัจจุบัน มีการฉีดไปแล้วทั่วโลกกว่า 270 ล้านโดส มีงานวิจัยมากมายพิสูจน์ให้เห็นถึงความปลอดภัยของวัคซีน ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ และความสำคัญของการฉีดให้กับเด็กอายุ 9-13 ปี ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์

ปี 2012 คณะกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (ACIP) ของไทยได้บรรจุวัคซีนนี้เข้าสู่โครงการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันแห่งชาติ (EPI) และเริ่มโครงการนำร่องฉีดวัคซีน HPV โดยมุ่งเป้าหมายไปที่เด็กหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในปี 2014

โครงการดังกล่าว มีอัตราการยอมรับสูงกว่า 90% และเมื่อมองถึงความคุ้มค่าระยะยาวในการลดภาระจำนวนผู้ป่วย ลดอัตราการเสียชีวิต และลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาโรค จึงมีการบรรจุวัคซีนป้องกัน HPV เข้าสู่โครงการวัคซีนแห่งชาติ โดยให้วัคซีนแบบสองสายพันธุ์ (bivalent) หรือแบบสี่สายพันธุ์ (quadrivalent) แก่เด็กหญิงชั้น ป.5 (อายุ 11–12 ปี) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งนับเป็นความสำเร็จก้าวแรก

ต่อมาแม้ว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนวัคซีนในระดับโลกช่วงการระบาดของโควิดช่วงปี 2019-2021 แต่การเกิดขึ้นของแคมเปญ ‘Quick Win’ โดยกระทรวงสาธารณสุขที่จับมือกับกระทรวงศึกษาธิการ ในปี 2023 กลายเป็นตัวเร่งให้เกิดฉีดวัคซีน HPV เดินหน้าอีกครั้งและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายคือวัคซีน 1 ล้านโดส ภายใน 100 วัน ครอบคลุมการฉีดวัคซีนในเด็กหญิงอายุ 11-20 ปี สำหรับเข็มแรก และวัคซีนเข็มชดเชยแก่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการขาดวัคซีน โดยครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ ป.5 ถึงระดับมหาวิทยาลัยปีที่ 2

อีกทั้งการเปิดตัวโครงการสุขภาพโรงเรียนอย่างเข้มข้นในหลายโรงเรียนทำให้สามารถฉีดวัคซีน HPV ได้ถึง 1.67 ล้านโดสภายในเดือนเมษายน 2024 ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการฉีดเข็มแรกถึง 1.4 ล้านโดส ส่งผลให้ครอบคลุมการฉีดวัคซีน HPV อย่างน้อย 1 โดสในเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี สูงถึง 80% ในปี 2023

แผนรณรงค์ขจัดมะเร็งปากมดลูกของ WHO ภายในปี 2030 พร้อมภาพผู้หญิงและกราฟอัตราการป่วย

การตรวจคัดกรองและการรักษารอยโรคก่อนเป็นมะเร็ง

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา อัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกแบบมาตรฐานอายุในประเทศไทยลดลงจาก 24.7 เหลือ 10.3 ต่อประชากรหญิง 100,000 คน จากการดำเนินโครงการคัดกรองระดับประเทศ (national screening) อย่างต่อเนื่อง

นับตั้งแต่ปี 1985 ประเทศไทยตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยการตรวจคัดกรองตามโอกาสของแต่ละบุคคล (opportunistic cytology-based screening) จนกระทั่งปี 1999-2002 ได้เปลี่ยนมาตรวจคัดกรองด้วยเซลล์วิทยาอย่างเป็นระบบ ก่อนจะมีการจัดโครงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกแห่งชาติและแนวทางที่เกี่ยวข้องระหว่างในปี 2002-2004

ปีต่อมา (2005) โครงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกระดับประเทศได้ผนวกรวม Pap smear และการตรวจด้วยน้ำส้มสายชู (VIA) โดยให้บริการภายใต้สิทธิประโยชน์ตามหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแก่ผู้หญิงไทยอายุ 35–60 ปี ตรวจคัดกรองทุก 5 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โครงการนี้ได้ดำเนินการเป็นระยะ ดังนี้

  • ระยะที่ 1 (ปี 2005-2009):มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้หญิง 4,030,833 คน ผลการดำเนินงานคัดกรองครอบคลุม 77.5% ของเป้าหมาย
  • ระยะที่ 2 (ปี 2010 – 2014):เป้าหมาย 9,577,840 คน ดำเนินการครอบคลุม 54.99% แต่ข้อมูลการติดตามผลยังมีข้อจำกัด จึงมีผู้หญิงที่มีผลคัดกรองผิดปกติกลับมาติดตามผลน้อยกว่า 10%
  • ระยะที่ 3 (ปี 2015- 2019):เป้าหมาย 10,355,152 คน ดำเนินการครอบคลุม 57.65% ได้มีการปรับปรุงระบบการติดตามผลโดยเชื่อมโยงข้อมูลการตรวจคัดกรองและการรักษากับเลขประจำตัวประชาชน
  • ระยะที่ 4 (ปี 2020 – 2024):เป้าหมาย 9,141,488 คน ดำเนินการครอบคลุม 83.39% ระยะนี้ได้เปลี่ยนวิธีการตรวจคัดกรองจากวิธีการตรวจด้วยเซลล์วิทยา (Pap smear) เป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส HPV โดยตรง (HPV testing) ซึ่งทำให้ความไวในการตรวจคัดกรองดีกว่า สอดคล้องไปกับคำแนะนำจาก WHO ในปี 2021 ที่ให้ใช้การตรวจ HPV

การเปลี่ยนวิธีการตรวจคัดกรองจาก Pap smear มาเป็นการตรวจ HPV ในระยะที่ 4 แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่เหนือกว่า และยังสอดคล้องไปกับผลการศึกษาที่ทำในจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดอุบลราชธานีในปี 2014-2015 พบว่า การตรวจ HPV มีประสิทธิภาพสูงกว่าการตรวจ Pap smear อย่างมีนัยสำคัญ

ตุลาคมปี 2020 ประเทศไทย เปิดตัวโครงการ ‘Cervical Cancer Screening 2020’ นำการตรวจ HPV มาใช้เป็นการตรวจคัดกรองหลัก พร้อมกับการตรวจระบุสายพันธุ์ของเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 สำหรับผู้หญิงไทยอายุ 30–60 ปี ทุก 5 ปี ซึ่งเป็นไปตามคำแนะนำของ WHO ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ประกาศเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการในปี 2023

การดูแลผู้หญิงที่มีผลตรวจคัดกรองปากมดลูกผิดปกติ

การดูแลอย่างไร้รอยต่อผ่านการวางแผนที่ครอบคลุมและเป็นระบบรอบด้าน ภายใต้ความร่วมมือของเครือข่ายโรงพยาบาลที่มีศักยภาพในการรักษามะเร็งอยู่ทั่วประเทศ ทำให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นปราการด่านสุดท้ายในการขจัดมะเร็งมดลูกให้หมดไป

โดย สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย (TGCS) ร่วมกับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย (RTCOG) และสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (NCI) ได้จัดทำ “แนวทางการป้องกันและรักษามะเร็งปากมดลูก” พ.ศ.2567 เพื่อเป็นหลักปฏิบัติสำหรับการตรวจและจัดการผลตรวจคัดกรองที่ผิดปกติ รวมถึงแนวทางการรักษารอยโรคก่อนเป็นมะเร็งและมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม

ระยะแรกจะโฟกัสไปที่การติดตามผลตรวจเซลล์วิทยา (Cytology) ร่วมกับผล HPV ที่ผิดปกติ แต่หลังจากใช้การตรวจ HPV เป็นวิธีหลัก แนวทางการติดตามก็ได้เปลี่ยนไปตามระดับความเสี่ยงของเชื้อ HPV และตรวจแยกแยะต่อด้วย Cytology ตามมา เพื่อให้มีความแม่นยำและเป็นระบบมากขึ้นในการจัดการกลุ่มเสี่ยง

หากตรวจพบเชื้อ HPV 16 หรือ 18 จะต้องตรวจวินิจฉัยด้วยการส่องกล้อง และการตัดชิ้นเนื้อปากมดลูก แต่ในกรณีที่ตรวจพบ HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูงชนิดอื่นๆ จะตรวจต่อด้วย Cytology เพื่อคัดแยกว่าจะต้องส่องกล้องต่อหรือไม่

นอกจากนี้ยังสามารถตรวจคัดกรองด้วยการย้อมสีคู่ p16/Ki-67 หากพบความผิดปกติจะถูกส่งต่อไปส่องกล้อง หรือหากชิ้นเนื้อพบ CIN2 หรือรุนแรงกว่า จะรักษาด้วยการจี้ทำลายรอยโรค (ablation) หรือผ่าตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวย (conization) ตามความเหมาะสม

ปัจจุบัน โรงพยาบาลที่มีคลินิกส่องกล้องมีจำนวนเพิ่มขึ้นครอบคลุมครบทั้ง 13 เขตสุขภาพ ทั้งในโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิและตติยภูมิ นอกจากนี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยังมีโครงการ ‘Cancer Anywhere’ ให้ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทุกแห่งในระบบ สามารถเลือกโรงพยาบาลใกล้บ้านหรือสถานพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยไม่ต้องรอใบส่งตัวจากหน่วยบริการปฐมภูมิ

นอกจากจะเพิ่มการเข้าถึงบริการ ยังช่วยลดระยะเวลารอรับการรักษา โดยมีการจัดบริการเพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งสามารถได้รับการผ่าตัดภายใน 4 สัปดาห์และได้รับเคมีบำบัดหรือรังสีรักษาภายใน 6 สัปดาห์

การดำเนินงานต่างๆ ได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณเพื่อให้ครอบคลุมค่ายา ค่าตรวจวินิจฉัย ค่ารักษา ต่างๆ อีกทั้งยังมีการอบรมบุคลากรสหวิชาชีพเพื่อให้สามารถดูแลผู้ป่วยมะเร็งได้อย่างครอบคลุม ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม

แผนรณรงค์ขจัดมะเร็งปากมดลูกของ WHO ภายในปี 2030 พร้อมภาพผู้หญิงและกราฟอัตราการป่วย

ความท้าทายในการขจัดมะเร็งปากมดลูกของไทย

แม้มาตรการข้างต้นจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีความท้าทายในหลายด้านที่เป็นอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็น ความล่าช้าในการผลิตและกระจายวัคซีนป้องกัน HPV ปัญหาของความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงในกลุ่มเปราะบาง ระบบติดตามผลที่ยังไม่บูรณาการในการติดตามผู้ที่มีผลตรวจผิดปกติ ทำให้ผู้หญิงบางส่วนพลาดโอกาสในการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ไปจนถึงความท้าทายในมุมของประชาชนเอง โดยเฉพาะการขาดเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีน HPV ในเด็กหญิงและเด็กชาย และการตรวจคัดกรอง

บรรลุเป้า WHO ขจัดโรคมะเร็งปากมดลูกภายในปี ค.ศ. 2030 อาจเป็นจริงได้

จะเห็นว่าที่ผ่านมา ประเทศไทยวางแนวทางยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับเป้าหมาย 90-70-90 โดยเน้นการดำเนินงานทั้งในเชิงนโยบาย การบริการ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ได้แก่

  • เปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย:รับรองการฉีดวัคซีน HPV แบบเข็มเดียวในเด็กหญิงวัยเรียนเป็นมาตรฐาน พร้อมแผนการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมเยาวชนนอกระบบโรงเรียน
  • กระจายวัคซีนอย่างทั่วถึง:ใช้ระบบคลินิกโรงเรียนและหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในชุมชนห่างไกล เพื่อให้บริการฉีดวัคซีนแก่กลุ่มเสี่ยงและผู้ที่เคยพลาดโอกาส
  • ส่งเสริมการตรวจคัดกรองด้วยตนเอง:ใช้ชุดตรวจ HPV ด้วยตนเอง (self-sampling) เพื่อเพิ่มอัตราการตรวจคัดกรอง ในกลุ่มผู้หญิงที่มีความอายและอุปสรรคด้านวัฒนธรรมที่ทำให้ไม่เข้ามารับการตรวจในสถานบริการ ทั้งนี้โดยมีการเชื่อมโยงกับระบบออนไลน์ของรัฐ เช่น แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
  • เพิ่มประสิทธิภาพของระบบข้อมูล:พัฒนาระบบบันทึกผลการตรวจและการติดตามผลการรักษาให้เชื่อมโยงกันระหว่างสถานพยาบาลต่างๆ ผ่านระบบฐานข้อมูลกลาง เช่น ทะเบียนมะเร็ง (Cancer Registry)
  • เสริมทักษะบุคลากร:อบรมพยาบาลและเจ้าหน้าที่ปฐมภูมิให้สามารถให้คำแนะนำเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV การตรวจคัดกรอง วิธีการเก็บตัวอย่างตรวจ HPV ทั้งการเก็บโดยบุคลากรทางสาธารณสุขและการเก็บด้วยตนเอง และการดูแลติดตามผู้ที่ตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจคัดกรอง

นอกจากนี้ การมีนโยบายที่ชัดเจนและได้รับการสนับสนุนจากระดับผู้นำและองค์กรทางวิชาการ การตรวจคัดกรองด้วยการตรวจ HPV เป็นวิธีหลัก การเกิดขึ้นของ โครงการ Cancer Anywhere ทำให้สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอใบส่งตัว และความสำเร็จจากแคมเปญ Quick Win จนสามารถเพิ่มอัตราการเข้าถึงวัคซีนป้องกัน HPV ได้อย่างรวดเร็วล้วนเป็นแนวโน้มที่ดีที่สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการควบคุมและป้องกันมะเร็งปากมดลูก

กุญแจสำคัญคือความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร องค์กรทางวิชาการ และประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขของประชาชนที่อยู่ห่างไกล การสนับสนุนด้านงบประมาณ และการพัฒนาระบบการเก็บข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน

หากทุกภาคส่วนช่วยกันรักษาความมุ่งมั่นและส่งแรงสนับสนุนต่อเนื่อง การบรรลุเป้าหมายของ WHO ในการขจัดโรคมะเร็งปากมดลูกภายในปี ค.ศ. 2030 ในประเทศไทยอาจไม่ไกลเกินเอื้อม และอาจได้เป็นประเทศแรกๆ ในเอเชียที่สามารถขจัดมะเร็งปากมดลูกได้สำเร็จ

อ้างอิง

Cancer in Thailand Vol. XI, 2019–2021. Bangkok: National Cancer Institute of Thailand; 2025. https://www.hfocus.org/content/2024/01/29624

https://sjr-redesign.stjude.org/content/dam/research-redesign/centers-initiatives/hpv-cancer-prevention-program/hpv-advocacy-campaign/history-hpv-vaccination.pdf

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...