ราคาน้ำมันดิบ ร่วงหนักกว่า 7% หลังทรัมป์ประกาศอิหร่าน-อิสราเอลตกลงหยุดยิง
ราคาน้ำมันดิบ ร่วงหนักกว่า 7% ต่ำสุดในรอบ 1 สัปดาห์ นักลงทุนคลายกังวลปัญหาอุปทาน หลังทรัมป์เผยข้อตกลงหยุดยิงจะมีผลเต็มรูปแบบใน 24 ชั่วโมง นักวิเคราะห์ชี้แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 78-80 ดอลลาร์/บาร์เรล
วันที่ 24 มิถุนายน 2568 เวลา 07.32 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบ ดิ่งลงในวันอังคาร แตะระดับต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศว่ามีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ทำให้นักลงทุนคลายกังวลเกี่ยวกับปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานในภูมิภาค
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ร่วงลง 2.69 ดอลลาร์ หรือ 3.76% มาอยู่ที่ 68.79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 00.06 น. ตามเวลา GMT หลังจากที่ร่วงลงกว่า 4% ในช่วงก่อนหน้านี้ของการซื้อขาย และแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ ร่วงลง 2.7 ดอลลาร์ หรือ 3.94% มาอยู่ที่ 65.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยระหว่างวันได้แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน และร่วงลงรวมราว 6%
ทรัมป์ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า อิสราเอลและอิหร่านตกลงหยุดยิงโดยสมบูรณ์ โดยอิหร่านจะเริ่มหยุดยิงทันที ตามด้วยอิสราเอลอีก 12 ชั่วโมงต่อมา และหากทั้งสองฝ่ายรักษาสันติภาพไว้ได้ สงครามครั้งนี้ซึ่งยืดเยื้อมานาน 12 วัน จะสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในอีก 24 ชั่วโมง
โทนี ไซคามอร์ นักวิเคราะห์จาก IG กล่าวว่า “ข่าวหยุดยิงที่ออกมา ทำให้เบี้ยความเสี่ยง (Risk Premium) ที่ถูกบวกเพิ่มเข้าไปในราคาน้ำมันดิบเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หายไปเกือบหมด”
ทั้งนี้อิหร่านถือเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 3 ของโอเปก (OPEC) การที่ความตึงเครียดลดลงจะทำให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันได้มากขึ้น และช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาการหยุดชะงักของอุปทาน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
สัญญาน้ำมันทั้งสองชนิดปิดตลาดลดลงมากกว่า 7% ในวันก่อน หลังจากที่ราคาพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนจากความวิตกว่าความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านจะขยายวง หลังจากที่สหรัฐโจมตีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
“ในเชิงเทคนิค การเทขายอย่างหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา ยิ่งย้ำให้เห็นถึงแนวต้านที่แข็งแกร่งบริเวณ 78.40 ดอลลาร์ (จุดสูงสุดเดือนตุลาคม 2024 และมิถุนายน 2025) ถึง 80.77 ดอลลาร์ (จุดสูงสุดของปีนี้) ซึ่งชัดเจนว่าต้องเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดและส่งผลกระทบต่ออุปทานอย่างรุนแรงเท่านั้น ราคาน้ำมันถึงจะสามารถทะลุแนวต้านดังกล่าวได้” ไซคามอร์กล่าวเสริม
อ้างอิง : reuters.com