ตลท.ลั่นเกณฑ์ Free Float ใหม่ดึง IPO เข้าตลาดมากขึ้น พร้อมชูหุ้นไทยมูลค่าต่ำจนน่าสนใจ
ตลท.ลั่นเกณฑ์ Free Float ใหม่ดึง IPO เข้าตลาดมากขึ้น พร้อมชูหุ้นไทยมูลค่าต่ำจนน่าสนใจ
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -9 มิ.ย. 68 17:12 น.
ตลท. มั่นใจเกณฑ์ Free Float ใหม่ดึง IPO เข้าตลาดมากขึ้น ชูหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกหนุน ทั้งงบรัฐกระตุ้นศก.-ส่งออกยังดี - ราคาหุ้นต่ำจนน่าสนใจ ฟากภาพรวม SET เดือนพ.ค.68 ยังลงต่ออีก 4% วอลุ่มเฉลี่ยกว่า 4.3 หมื่นลบ./วัน
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนปรับปรุงเกณฑ์ Free Float เพื่อจูงใจให้บริษัทเข้ามาจดทะเบียนใน SET และ mai มากขึ้นนั้น ซึ่งตั้งแต่กลางปี 67 พบว่ามี 16 บริษัทที่ยื่นเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น และยังติดเกณฑ์ Free Float ต่ำ ซึ่งขณะนี้เกณฑ์ดังกล่าวมีความชัดเจนแล้ว และ 16 บริษัทดังกล่าวได้ปรับตัวทำให้ถูกต้องตามเกณฑ์ไปแล้ว 9 บริษัท และส่วนที่เหลือทางตลท. จะต้องหาทางช่วยเหลือ และ แก้ไขต่อไป
ในส่วนของกรณี หุ้นของ ธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย จำกัด(มหาชน) หรือ CIMBT ที่ถูกพักการซื้อขาย (ขึ้น SP) เนื่องจากยังไม่ได้แก้ไขปัญหาเรื่อง Free Float ต่ำเกณฑ์ จนเกิดข้อสงสัยว่าทำไมตลท.ปล่อยให้หุ้นกลุ่มธนาคารที่เป็นหุ้นกลุ่มหลักของตลาดเกิดปัญหาดังกล่าวได้นั้น ทางตลท.ได้เตรียมหารือ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) หาแนวทางที่จะแก้ไขปัยหาดังกล่าวอยู่ เนื่องจาก หุ้น CIMBT เป็นธนาคารพาณิชย์ และมีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ จะมีข้อกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์อื่น เข้ามาเกี่ยวข้องหลายด้าน
"การปรับเกณฑ์ Free Float ของหุ้น IPO เป็นอีกช่องเพื่อให้สอดคล้องกับมาตฐานสากล และ จูงใจให้บริษัทใหญ่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดมากขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ส่งผลในปีนี้ แต่เชื่อว่าในระยะยาวภาพรวมจะดีขึ้น "
ส่วนแนวโน้ม ตลาดหุ้นไทยจากนี้ ยังต้องติดตามการเจรจากำแพงภาษีระหว่างสหรัฐกับไทย ซึ่งหากผลเจรจาออกมาเป็นที่น่าพอใจจะส่งผลให้เศรษฐกิจทรงตัว และ เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้น แต่ถ้ากำแพงภาษีขึ้นไปถึง 36% จะกระทบต่อจีดีพี 1% และ ทำให้เศรษฐกิจไม่เติบโต ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน
"มองไปข้างหน้าในเดือนมิ.ย.และ ครึ่งหลังของปีนี้ มองว่า ตลาดหุ้นไทยยังพอมีปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุนได้ จากตัวเลขจีดีพีสศช. รายงานในไตรมาส 1/68 ขยายตัว 3.1% จากการส่งออกที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งน่าจะหนุนต่อไปถึงในไตรมาส 2 และ อีกตัวหนึ่งที่ดี คือ รัฐบาลที่อยู่ระหว่างผลักดันงบประมาณการกระตุ้นเศรษฐกิจ และ การลงทุน ขณะที่มูลค่าหุ้นไทยก็ลงมาต่ำอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ทำให้โอกาสที่หุ้นไทยจะปรับลงรุนแรงก็จำกัด"นายอัสสเดช กล่าว
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร และ โครงการกลยุทธ์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนพฤษภาคม 2568 ว่า ในเดือนพฤษภาคม 2568 เริ่มเห็นพัฒนาการด้านการเจรจาการค้าโดยสหรัฐฯและจีนได้เห็นพ้องที่จะระงับการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocaltariffs) เป็นเวลา 90 วัน
ทำให้ผู้ลงทุนคลายความกังวลจากสงครามการค้าและเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง ขณะที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ซึ่งควบคุมโดยพรรครีพับลิกันได้ลงมติอนุมัติร่างกฎหมายลดภาษีและการใช้จ่ายขนาดใหญ่ที่เสนอโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า “One Big Beautiful Bill” ซึ่งมีบางมาตราอาจกระทบกับการจัดเก็บภาษีผู้ลงทุนต่างชาติในสหรัฐฯ
สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 1/68 ขยายตัว 3.1% จากการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นจากการเร่งส่งมอบสินค้าก่อนการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และการลงทุนภาครัฐที่ฟื้นตัวอย่างโดดเด่น
ทำให้บริษัทจดทะเบียน(บจ.) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 68 โดยภาพรวมมีกำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่องจากการขยายตัวของภาคการส่งออกและภาคบริการ เช่น อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ค้าปลีก ขนส่ง และ โทรคมนาคม
นอกจากนี้ บจ.กว่าครึ่งรายงานกำไรสุทธิเท่ากับหรือสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์สาเหตุหลักมาจากการรับได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบโลกซึ่งเป็นต้นทุนหลักที่ปรับลดลง ประกอบกับ รายจ่ายดอกเบี้ยของ บจ.ในไตรมาสล่าสุดยังสะท้อนถึงต้นทุนทางการเงินที่ลดลงสอดคล้องกับการลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนพฤษภาคม 2568 ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 SET Index ปิดที่ 1,149.18 จุด ปรับลดลง 4.0% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดลงมากกว่าตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในภูมิภาคส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ปรับลดลง 17.9% เนื่องจากความผันผวนจากปัจจัยลบทั้งใน และ ต่างประเทศยังคงรบกวนบรรยากาศการลงทุนทั้งในระยะสั้น และ ระยะกลาง ผู้ลงทุนอาจหันมาสนใจกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นผลตอบแทนที่มั่นคงจากเงินปันผลที่บริษัทจดทะเบียนไทยมีการจ่ายปันผลที่ค่อนข้างสูงและสม่ำเสมอ โดยหากกระจายหุ้นในพอร์ตโฟลิโอไปในกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายจะยิ่งช่วยบริหารความเสี่ยงในยามที่ความไม่แน่นอนสูงอีกด้วย
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มการเงิน กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มทรัพยากร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และ กลุ่มเทคโนโลยี
มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 43,327 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 9.9% โดยผู้ลงทุนต่างชาติมีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิ 16,182 ล้านบาท และ ยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 55.37% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการปรับพอร์ตการลงทุนตาม MSCI Rebalance ที่มีด้วยกันสองรอบต่อปีในเดือนพฤษภาคมและพฤศจิกายน ตามลำดับ
Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 12.5 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.1 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 13.7 เท่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.6 เท่า
ทางด้านอัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นพฤษภาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 4.28% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.34%
ส่วนภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนพฤษภาคม 2568 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 356,872 สัญญา ลดลง 17.7% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ SET50 Index Futures ทำให้ในปี 2568 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 437,620 สัญญา ลดลง 9.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ Gold Online Futures
รายงาน โดย กรณัช พลอยสวาท เรียบเรียง โดย กรณัช พลอยสวาท
อีเมล์. koranat@efinancethai.comอนุมัติ โดย สุรเมธี มณีสุโข
ดูข่าวต้นฉบับ