โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ส่งผู้หญิงมาทำลายพระวินัย แต่หลวงพ่อรูปนี้ใช้มีดกรีดตัวเองเป็นพยานความบริสุทธิ์ของท่าน

The Better

อัพเดต 13 ก.ค. 2568 เวลา 08.56 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2568 เวลา 08.52 น. • THE BETTER

ในปีนี้ หลายคนคงจะเพิ่งรู้จักชื่อของเมืองสะกาย (หรือซะไกง์) เมืองใหญ่ทางภาคเหนือของเมียนมา เนื่องจากเมืองนี้เป็นศูนย์กลางของแผ่นดินไหวใหญ่ที่สะเทือนมาถึงไทยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ซะไกง์ตั้งอยู่ตรงข้ามฝั่งแม่น้ำกับเมืองมัณฑเลย์ และตรงข้ามกับนครหลวงเดิม คือ อมรปุระ และรัตนปุระอังวะ

ความเป็นพิเศษของเมืองซะไกง์ก็คือ แม้ฝั่งตรงข้ามจะเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงโบราณตั้งหลายแห่ง แต่สถานที่เหล่านั้นไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์เท่ากับเมืองซะไกง์ เพราะที่นั่นมีภูเขาซะไกง์ (Sagaing Hills) อันเป็นที่ตั้งของวัดแลจเดีย์หลายร้อยแห่ง

หากเมืองพุกามเป็นทะเลแห่งเจดีย์แล้วไซร้ เมืองซะไกง์ก็คือมหาสมุทรแห่งวัดฉันนั้น

แต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ซะไกง์มีพระเถระที่ปฏิบัติปฏิบัติชอบหลายท่าน รวมถึงอุบาสกอุบาสิกาที่มีส่วนเผยแพร่การปฏิบัติวัปัสสนากรรมฐานแบบพม่า

ดังนั้น ซะไกง์จึงเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์และน่าทึ่ง สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคน แต่ไม่มีเรื่องไหนเลยที่เทียบได้กับเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระรูปหนึ่งในสมัยศตวรรษที่ 18 ที่ชื่อ 'ตอง ปี ลา สยาดอ'

เรื่องนี้เคยโพสต์ในเพจของ Burma Dhamma ซึ่งเผยแพร่การปฏิบัติธรรในเมียนมาและนำเที่ยวทางศาสนา

แต่ปัจจุบันโพสต์เดิมได้หายไปแล้ว แต่ยังเผยแพร่ในเว็บไซต์ Insight Myanmar ผมจะวิวาสะขอเผยแพร่เนื้อหาที่แปลไว้แล้ว ณ ที่นี้ …

เช่นเดียวกับพระภิกษุชาวพม่าผู้ยิ่งใหญ่จำนวนมากในรอบ 1,000 ปีที่ผ่านมา พระรูปนี้เลือกภูเขาซะไกง์ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม เพื่อหลีกหนีจากควาเข้มงวดเกินไป (และความหย่อนยาน) ในนครหลวง แล้วมาเพลิดเพลินกับสันติและเงียบสงบของธรรมชาติ

กษัตริย์พม่าต้องการทดสอบความแข็งแกร่งของตอง ปี ลา สยาดอ เพื่อให้แน่ใจว่าท่านเป็นพระที่สมควรได้รับความเคารพอย่างแท้จริง

ดังนั้นกษัตริย์จึงวางแผนให้ผู้หญิงเปลือยกายครึ่งคนวิ่งผ่านป่าไปพบกับท่านตอง ปี ลา สยาดอ แล้วขอร้องด้วยความกลัวว่า จะขอพักอยู่ในอารามของท่าน โดยอ้างว่ากลุ่มคนร้ายหวังข่มขืนและกำลังตามเอาชีวิต

ท่านตอง ปี ลา สยาดอ ปฏิเสธโดยบอกว่าเป็นการละเมิดพระวินัย

แต่ผู้หญิงคนยังนั้นยืนกราน ท่านจึงใจอ่อน ยอมให้เธออยู่ในกุฏิของท่าน ส่วนตัวท่านนอนข้างนอกในป่า

อย่างไรก็ตามในตอนกลางคืน ตอง ปี ลา สยาดอเกิดความต้องการทางเพศพลุ่งพล่านขึ้นมา เพราะมีหญิงสาวผู้งามงดและยังสาวสดอยู่ใกล้ๆ หลังจากครองพรหมจรรย์เป็นเวลาหลายปี ทำให้ท่านไม่สามารถตั้งจิตทำสมาธิได้

ดังนั้นท่านจึงหยิบมีดใกล้ ๆ แล้วกรีดฝ่ามือของตัวเองด้วยความเจ็บปวด จนทำให้ท่านรู้สึกถึงความรู้สึกตัวขึ้นมา

แต่ตัณหาไม่บรรเทาลง ท่านจึงกรีดผ่าฝ่ามืออีกข้างหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ท่านจึงกรีดฝ่าเท้าทั้งสอง าและในที่สุดก็กรีดต้นขาให้เป็นแผล

วันรุ่งขึ้นกษัตริย์ก็ปรากฏตัวพร้อมกับคณะผู้ติดตามของพระองค์ และกล่าวหาท่านตอง ปี ลา สยาดอว่าประพฤติไม่เหมาะสม

ท่านตอบโต้ว่ามิได้ทำอะไรผิด แต่พระราชาอุทานว่า "จะเชื่อได้อย่างไร ในเมื่อมีหญิงสาวแทบจะเปลือยกายเดินออกมาจากกุฏิของพระคุณเจ้า?"

ตอง ปี ลา สยาดอจึงบใช้สัจจาธิษฐาน ด้วยการวางมีดลงในสระน้ำใกล้ๆ แล้วบอกว่า "อาตมาจะให้ มีดเป็นพยานความสัจจริง! ถ้าอาตมาโกหกขอให้มีดจม แต่ถ้าอาตมาพูดความจริงขอให้มันลอยผ่านน้ำไปยังอีกด้านหนึ่งของสระ"

ปรากฎว่า มีดไม่ได้จมลง และนับแต่นั้นตอง ปี ลา สยาดอ ก็กลายเป็นหนึ่งในพระภิกษุที่ผู้คนทั่วแผ่นดินเคารพนับถือที่สุด

จบเรื่องของตอง ปี ลา สยาดอ

ปัจจุบัน วัดที่ท่านตอง ปี ลา สยาดอเคยจำอยู่ คือ วัดชื่อเดียวกับท่าน (Taung Phi Lar Monastery) อยู่บนเทือกเขาซะไกง์นั่นเอง เป็นที่สัปปายะเหมาะแก่การปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง

สำหรับคนไทยแต่ไรมา มักมองว่าพระพม่าไม่ค่อยเคร่งพระวินัย เพราะเห็นพระพม่ามักจะไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

แต่พระไทย "ชั้นผู้ใหญ่" ในเวลานี้การเมืองก็ยุ่งโดยลับๆ แถมยังยุ่งกับสีกาในที่รโหฐานอีก นับว่าสถานการณ์พระวินัยในเมืองไทยอาจจะเลวร้ายกว่าเมียนมาแล้วก็ได้

จะขอทิ้งท้ายด้วยทัศนะของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ จากหนังสือ "ความทรงจำ" ซึ่งทรงเทียบเนื่องการถือพระธรรมวินัยของพระพม่า พระมอญ และพระไทย ใจความอยู่ที่ "พระสงฆ์ไทยชำนาญการแสดงธรรม แต่มิใคร่เอาใจใส่ในการปฏิบัติพระวินัยเคร่งครัดนัก เป็นเช่นนั้นมาแต่โบราณ"

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์เอาไว้ว่า

"… จะกล่าวถึงเรื่องวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ไทยในสมัยนั้นแทรก ลงสักหน่อย มีเรื่องตำนานเล่ากันมาแต่โบราณ (จะเป็นตำนานเกิดขึ้นในเมืองมอญ หรือในเมืองไทยหาทราบไม่) ว่าเมื่อพระสงฆ์ลังกาวงศ์เชิญพระไตรปิฎกมาจากลังกาทวีปนั้น เรือมาถูกพายุพลัดกันไป เรือลำที่ทรงพระวินัยปิฎกพลัดไปเมืองมอญ และเรือที่ทรงพระสุตตันตปิฎกพลัดมาเมืองไทย

ตำนานนี้อาจจะเป็นอุปมาไม่มีมูลทางพงศาวดาร แต่มีความจริงประหลาดอยู่ ที่พระสงฆ์ในเมืองมอญถือพระวินัยปิฎกเป็นสำคัญฝ่ายพระสงฆ์ทางเมืองไทย ถือพระสุตตันปิฎกเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นพระสงฆ์ไทยชำนาญการแสดงธรรม แต่มิใคร่เอาใจใส่ในการปฏิบัติพระวินัยเคร่งครัดนัก เป็นเช่นนั้นมาแต่โบราณ

ใช่ว่าพระสงฆ์ไทยจะเป็นอลัชชีหรือไม่มีความรู้นั้นหามิได้ แต่มามีเสียอยู่อย่างหนึ่งที่พระสงฆ์ไทยเชื่อถือคติปัญจอันตรธานในบริเฉทท้ายคัมภีร์ปฐมสมโพธิ เกินไป ในบริเฉทนั้นอ้างว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ์ไว้ว่า เมื่อถึงกลียุค (คือยุคปัจจุบันนี้) พระพุทธศาสนาจะเสื่อมลงเรื่อยไป สติปัญญาและความศรัทธาอุตสาหะของคนทั้งหลายก็เลวลงทุกที จนไม่สามารถรักษาพระธรรมวินัยไว้ได้ ที่สุดเมื่อพุทธศักราชใกล้จะถึงห้าพันปี แม้พระสงฆ์ก็จะมีแต่ผ้าเหลืองคล้องคอหรือผูกข้อมือไว้พอรู้ว่าเป็นพระเท่านั้น

คติตามคัมภีร์นี้เป็นเหตุให้เชื่อกันว่าพระพุทธศาสนาที่เราถือกัน มีแต่จะเสื่อมไปเป็นธรรมดา พ้นวิสัยที่จะคิดแก้ไขให้คืนดีได้ เมื่อเช่นนั้นก็พยายามรักษาพระธรรมวินัยมาแต่เพียงเท่าที่สามารถ จนเกิดคำพูดว่า ทำพอเป็นกิริยาบุญ ด้วยเชื่อคติที่กล่าวมานี้ … "

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo -ภาพจิตรกรรมฝาผนังหอไตร วัดระฆังโฆษิตาราม ภาพโดยผู้เขียน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...