โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

กรณีศึกษาชี้ นักศึกษาที่ใช้ ‘แชตจีพีที’ สมองทำงานน้อย-ผลการเรียนแย่

เดลินิวส์

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 18.30 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 12.00 น. • เดลินิวส์
ผลการศึกษาล่าสุดเผยว่า การใช้ ‘เอไอ’ ช่วยทำงาน อาจส่งผลกระทบในระยะยาวต่อการพัฒนาทักษะการเรียนรู้และการคิดเชิงวิพากษ์ของผู้ใช้

สำนักข่าวต่างประเทศเผยผลลัพธ์จากกรณีศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มนักศึกษาที่ใช้เทคโนโลยี ‘เอไอ’ กลุ่ม LLM (Large Language Model) ซึ่งเป็นโปรแกรมเอไอที่ได้รับการออกแบบมาให้ทำความเข้าใจ ประมวลผลและสร้างข้อความในภาษาต่างๆ ออกมา เช่น แชตจีพีที เพื่อช่วยเขียนเรียงความ พบว่านักศึกษาเหล่านี้มีความจำแย่ลงและสมองทำงานน้อยลง

ทีมวิจัยจากศูนย์วิจัยและนวัตกรรมชั้นนำแห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา หรือ MIT Media Lab ใช้วิธีวัดกิจกรรมของคลื่นไฟฟ้าในสมองในการติดตามผลกระทบของการใช้เอไอต่อสมองมนุษย์จากนักศึกษาจำนวน 54 คนระหว่างการเขียนเรียงความหลายเซสชัน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้แชตจีพีที, กลุ่มที่ใช้ ‘กูเกิล’ และกลุ่มสุดท้ายจะไม่มีตัวช่วยจากภายนอกเลย

พวกเขาพบว่ากลุ่มที่ใช้เอไอได้รับผลกระทบในระดับที่สามารถวัดได้อย่างเป็นรูปธรรมและ "มีแนวโน้มว่าทักษะการเรียนรู้จะลดลง"

แม้ว่าในตอนแรก การใช้เอไอจะมีประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด แต่กลุ่มที่ใช้เอไอ "มีผลการเรียนแย่กว่ากลุ่มที่ใช้สมองเพียงอย่างเดียวในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับประสาท ระดับภาษา และระดับคะแนน" ในช่วงเวลาสี่เดือนของการทดลอง

ทีมนักวิจัยที่ตีพิมพ์ผลการศึกษาในเอกสารเรื่อง ‘Your brain on ChatGPT’ สรุปได้ว่าผู้ที่ใช้แชตจีพีทีจะใช้สมองน้อยลง

นักศึกษากลุ่มนี้จะมีปัญหาในการอ้างถึงหรือจดจำเรียงความที่เพิ่งเขียนไป รวมถึงไม่ได้รู้สึกว่างานเขียนเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่รู้สึกว่าเป็นผลงานของตนเอง

ส่วนกลุ่มที่ใช้กูเกิล สภาพสมองจะแสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมในการทำงานระดับปานกลาง ขณะที่กลุ่มที่ไม่มีตัวช่วยจากภายนอก แสดงให้เห็นว่ามีกิจกรรมของสมองและความคิดริเริ่มในการสร้างเนื้อหาของตนมากกว่า

หากนักศึกษากลุ่มนี้พยายามใช้แชตจีพีทีเข้าช่วย ระดับกิจกรรมของสมองซึ่งวัดโดยใช้เครื่องสแกนคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) จะยังคงเพิ่มขึ้น ซึ่งนักวิจัยสันนิษฐานว่าเป็นเพราะนักศึกษากลุ่มนี้พยายามนำเครื่องมือใหม่มาใช้ร่วมกับสิ่งที่พวกเขารู้อยู่แล้ว

ในทางกลับกัน กลุ่มนักศึกษาที่ใช้แชตจีพีทียังคงมีกิจกรรมในสมองน้อยกว่า แม้ว่าพวกเขาจะได้รับมอบหมายให้เขียนเรียงความด้วยตนเองโดยไม่มีเครื่องมือช่วยเหลือก็ตาม

กลุ่มผู้ใช้แชตจีพีทียอมรับว่า พวกเขาสามารถตอบคำถามได้ง่ายขึ้น สะดวกและลดภาระทางความคิด เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้เครื่องมือค้นหาอย่างกูเกิล

อย่างไรก็ตาม รายงานการวิจัยชี้ว่า ความสะดวกดังกล่าวมาพร้อมกับต้นทุนทางปัญญา (ผลกระทบเชิงลบต่อกระบวนการคิดและทักษะทางสมอง) ทำให้เราตั้งข้อสงสัยหรือคิดตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์ที่ได้จากเอไอน้อยลง ทั้งที่คำตอบของเอไออาจจะเป็นเพียง ‘ความเห็น’ ซึ่งอิงจากชุดข้อมูลที่ป้อนเข้าไป ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

ทีมวิจัยชี้ว่า "สิ่งนี้เน้นย้ำถึงวิวัฒนาการที่น่ากังวลของปรากฏการณ์ 'ห้องเสียงสะท้อน' (Echo chamber effect หมายถึงสถานการณ์ที่บุคคลได้รับข้อมูลหรือความคิดเห็นที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิมของตนเองเท่านั้น ทำให้มุมมองแคบลงและไม่เปิดรับข้อมูลที่แตกต่าง) แทนที่จะทำให้หายไป แต่กลายเป็นว่า มันได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อกำหนดการรับรู้ของผู้ใช้ผ่านเนื้อหาที่ถูกคัดสรรมาโดยอัลกอริทึม"

นอกจากนี้ นักวิจัยกรณีศึกษาดังกล่าวยังชี้ประเด็นที่น่ากังวลว่า สิ่งที่ได้รับการจัดอันดับความสำคัญให้อยู่ในระดับต้นๆ โดยเอไอนั้น อาจได้รับอิทธิพลมาจากการลำดับความสำคัญโดยผู้ถือหุ้นหรือผู้ที่เป็นเจ้าของโมเดลเอไอเหล่านั้น

ที่มา : dailymail.co.uk

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...