โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หอการค้าไทย-จีน คาดปีนี้ จีดีพีไทยขยายตัว 1.5-1.8%

AEC10NEWs

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 13.31 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 06.31 น. • AEC10NEWS

นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีนประจำไตรมาสที่สาม ปี 2568 ซึ่งได้มีการสำรวจระหว่างวันที่ 15 ถึง 20 มิถุนายน 2568 ผู้ให้ข้อมูลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจีนประกอบด้วย (1) ประธานคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการหอการค้าไทยจีน (2) ประธานและกรรมการสมาชิกสมาคมต่างๆของสหพันธ์หอการค้าไทยจีน และ (3) กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ของหอการค้าไทยจีน รวมทั้งสิ้น จำนวน 480 คน

ประธานาธิบดีทรัมป์ ในประกาศขึ้นอัตราภาษีศุลกากรในวันที่ 2 เมษายน 2568 กับทุกประเทศทั่วโลกและมีเป้าหมายหลักคือจีน ได้สร้างความตระหนกให้กับผู้ส่งออกไปสหรัฐอเมริกา และโอกาสที่สินค้าจีนที่ส่งไปขายสหรัฐอเมริกาไม่ได้นั้นอาจจะถูกระบายมาขายที่ไทย แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเปิดช่วงเวลาการเจรจาให้กับประเทศคู่ค้าเป็นระยะเวลา 90 วัน จนถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 ขณะที่การเก็บข้อมูลสำรวจดัชนีในครั้งนี้อยู่ในช่วงก่อนที่จะครบ 90 วัน ซึ่งโอกาสที่การเจรจาจะสิ้นสุดกับทุกคู่ประเทศไม่น่าเป็นไปได้

จากการสำรวจความคิดเห็นเมื่อเปรียบเทียบผลกระทบต่อการค้าขาย ระหว่างมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์ และสถานการณ์วิกฤตการณ์โรคระบาด โควิด-19 ผู้ตอบแบบสำรวจร้อยละ 39 มีความเห็นว่ามาตรการของประธานาธิบดีทรัมป์มีผลกระทบรุนแรงมากกว่าช่วงโควิด-19 พอสมควร แต่ร้อยละ 26 มีความเห็นว่ามาตรการภาษีดักล่าวมีผลกระทบรุนแรงมากกว่าช่วงโควิด-19 เป็นอย่างมาก กล่าวได้ว่าผลกระทบต่อการค้าขายจากนโยบายทรัมป์จะลำบากมากกว่าช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 การสำรวจยังได้สอบถามต่อว่าธุรกิจของสมาชิกหอการค้าไทยจีนและสหพันธ์หอการค้าไทยจีนนั้นได้รับผลกระทบจากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์มากหรือน้อยเพียงใด ผลการสำรวจพบว่า 45% ลงความเห็นว่าได้มีผลกระทบเกิดขึ้นแล้วและทำให้การค้าขายชะลอตัวมาก ในขณะที่ 36% ให้ความเห็นว่ามีผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วต่อการค้าขายชะลอตัวลงเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้มีร้อยละ 8 ที่ให้ความเห็นว่าเป็นโอกาสทำให้การค้าขายนั้นดีขึ้น

ประธานาธิบดีทรัมป์เดิม ได้ประกาศว่าจะขึ้นภาษีศุลกากร 37% และ 145% กับไทยและจีนตามลำดับ หลังจากมีการเจรจาในเบื้องต้นในกรอบระยะเวลา 90 วัน สหรัฐอเมริกาได้ประกาศว่าจะเก็บภาษีจากจีน 55% และจีนเก็บภาษีจากสหรัฐอเมริกา 10% ในขณะที่ไทยนั้นอยู่ในขั้นตอนการเจรจา ผลการสำรวจความคิดเห็นของการเจรจามีดังนี้ ร้อยละ 22 คาดว่าอัตราภาษีจะปรับเพิ่มขึ้น แต่ในอัตราที่น้อยกว่าที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศไว้เบี้องต้นตั้งแต่เมษายน 2568 เนื่องมาจากแรงกดดันจากผู้บริโภคและผู้ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา 15% ของผู้ตอบแบบสำรวจให้ความเห็นว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนตามมาตราที่ได้ประกาศไปนั้นจะเป็นข้อตกลงที่สิ้นสุดแล้ว และผู้ตอบแบบสำรวจ 14% ลงความเห็นว่าการเจรจากับประเทศส่วนใหญ่จะยืดเยื้อและยาวนานกว่า 90 วันและต้องขยายระยะเวลาการเจรจาออกไปอีก (ในวันที่ 3 กรกฎาคม ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศว่ามีข้อตกลงที่เป็นที่สิ้นสุดกับเวียดนาม โดยเก็บภาษีศุลกากรจากเวียดนาม 20% ในขณะที่เวียดนามจะไม่เก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา)

จาก5 มาตรการที่คาดว่าไทยจะไปเสนอเพื่อเจรจากับสหรัฐอเมริกานั้นผู้ตอบแบบสำรวจให้ความสำคัญกับ3 มาตรการที่จะมีประโยชน์มากที่สุดสำหรับเศรษฐกิจไทยกล่าวคือการลดภาษีศุลกากรและมาตรการที่ไม่ใช่ศุลกากรพร้อมกับการเปิดตลาดสาขาเกษตรของไทยให้มีการนำเข้าอาทิถั่วเหลืองและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาเป็นลำดับแรกและลำดับรองอีกคือการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ของประเทศที่สามเพื่อส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐอเมริกาและการเพิ่มการนำเข้าสินค้าพลังงานเครื่องบินและส่วนประกอบและอุปกรณ์

ในส่วนของผลกระทบจากการขึ้นภาษีศุลกากรนั้นผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่าอุตสาหกรรมของไทยที่จะได้รับผลกระทบทางลบจากการขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาตามลำดับความรุนแรงจะประกอบไปด้วยอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและสินค้าประมงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าและอุตสาหกรรมพลังงาน

สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนและมาตรการการขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาอเมริกามีผลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกที่ไม่ดีอยู่แล้วและอาจจะยิ่งแย่ลงอีกก่อให้เกิดความกังวลที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยหลายด้านจากการสำรวจประเด็น3 เรื่องแรกที่กังวลคือจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงไปจนถึงปลายปี2568 ซึ่งเป็นที่น่ากังวลมากที่สุดเพราะรายได้ที่จะพยุงเศรษฐกิจขาดหายไปในประเด็นต่อมาคือสินค้าจีนที่ขายยังสหรัฐอเมริกาไม่ได้จะถูกระบายมายังไทยและรวมถึงแย่งสัดส่วนการตลาดต่างประเทศที่ไทยส่งออกและประเด็นที่ไทยจะถูกเพ่งเล็งจากสหรัฐอเมริกาหากจีนได้อาศัยไทยเป็นฐานการผลิตในการส่งออกไปสหรัฐอเมริกา

เนื่องด้วยการท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอดแต่ในปี 2568 ข้อมูลทางสถิติ 5 เดือนแรก พบว่านักท่องเที่ยวชาวจีนมีจำนวนลดลงถึง 32.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2567 เหลือเพียง 1.95 ล้านคน ขณะที่ในช่วงหกเดือนสุดท้ายของปี 2567 นักท่องเที่ยวจีนเยือนประเทศไทยมีจำนวน 3.3 ล้านคน 54% ของผู้ตอบแบบสำรวจ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในหกเดือนสุดท้ายของปี 2568 จะมีน้อยกว่าหกเดือนสุดท้ายของปี 2567 แต่ยังมี 39% ที่คิดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวหกเดือนสุดท้ายของปีนี้น่าจะอยู่ประมาณเดียวกันกับหกเดือนสุดท้ายของปี 2567

จากสถานการณ์โดยรวมทั้งหมดที่แนวโน้มนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศหลักจะชะลอตัวลง การส่งออกในครึ่งปีหลังยังเป็นที่น่ากังวล ประกอบกับสถานการณ์รวมเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังไม่สดใส 52% ของผู้ตอบแบบสำรวจ คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะอยู่ในช่วง 1.5% ถึง 1.8% และ 26.5% คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตจะต่ำกว่า 1.5% กล่าวได้ว่า 78.5% คาดว่าอัตราเจริญเติบโตจะต่ำกว่า 1.8%

ผู้ตอบแบบสำรวจได้มีข้อเสนอแนะให้กับรัฐบาลไทยเป็นหลักสองมาตรการคือ(1) เร่งนำมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเพื่อบรรเทาสถานการณ์เศรษฐกิจที่เริ่มจะชะลอตัวและ(2) มาตรการหาตลาดใหม่เพื่อการส่งออกและยังให้ความสำคัญกับการผลักดันเร่งเจรจากับสหรัฐอเมริกาให้ประสบความสำเร็จโดยเร็วและมาตรการลดต้นทุนทางด้านการเงินและมาตรการการพยุงราคาสินค้า

นอกจากนี้ นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การค้าระหว่างประเทศของไทยและจีน ช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม -พฤษภาคม) ขยายตัว 18.69% มีมูลค่าการค้ารวม 1.953 ล้านล้านบาท การส่งออกของไทยไปจีน ขยายตัว 10.45% และการนำเข้าจากจีน ขยายตัว 22.52% โดยไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้า มูลค่า 0.799 ]ล้านล้านบาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : หอการค้าไทย-จีน หวั่นสงครามการค้ากระเศรษฐกิจโลก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...