โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘บังโต’ คืนรากเหง้าคนทำเนื้อ ปั้น ‘เนื้อแท้’ ชิงท็อปออฟไมนด์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 พ.ค. 2568 เวลา 00.44 น. • เผยแพร่ 29 พ.ค. 2568 เวลา 00.43 น.
วีรชน ศรัทธายิ่ง

ปัจจุบันสถานะของเนื้อและอาหารเมนูเนื้อ พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ด้วยจำนวนผู้ทานเนื้อที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ “คอมพานี บี” ผู้บริหารเชนร้านอาหารแบรนด์ “เนื้อแท้” “The Beef Master” และอื่น ๆ ตัดสินใจพลิกแนวธุรกิจหันไปต่อยอดความเป็น “คนทำเนื้อ” เพื่อขยายธุรกิจใหม่ ๆ และผลักดันแบรนด์ “เนื้อแท้” ขึ้นเป็นเจ้าตลาดวงการเนื้อ

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “วีรชน ศรัทธายิ่ง” หรือในอดีตหลายคนอาจรู้จักในฐานะ “โต-ซิลลี่ ฟูลส์” และปัจจุบันรู้จักในนาม“บังโต” แห่งร้านเนื้อแท้ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท คอมพานี บี จำกัด ถึงแนวคิดและยุทธศาสตร์เบื้องหลังการตัดสินใจพลิกแนวธุรกิจแบบ 180 องศากลับสู่รากเหง้า “คนทำเนื้อ” โดยลดความสนใจในธุรกิจร้านอาหารลง แม้ที่ผ่านมาจะประสบความสำเร็จต่อเนื่องจนมีสาขารวมกันกว่า 45 สาขาจาก 7 แบรนด์แล้วก็ตาม พร้อมหันกลับไปโฟกัสฟู้ดเซอร์วิส ด้วยเป้าหมายผลักดันแบรนด์ “เนื้อแท้” ก้าวข้ามกรอบร้านอาหารไปเป็นไอคอนิกแบรนด์ของวงการเนื้อวัวในประเทศไทย

หวนสู่รากเหง้าคนทำเนื้อ

“บังโต” เล่าว่า วิชั่นหรือความตั้งใจแรกเมื่อครั้งเริ่มทำธุรกิจนั้น ต้องการทำธุรกิจฟู้ดเซอร์วิส หรือการแปรรูป-จำหน่ายเนื้อสด ส่วนธุรกิจร้านอาหารอย่างร้านเนื้อแท้นั้น ตั้งใจให้มีแค่สาขาเดียวเท่านั้น แต่ด้วยสถานการณ์จริงที่ต้องเผชิญความท้าทายใหญ่อย่างโรคโควิด-19 ระบาด ตามด้วยสภาพเศรษฐกิจ ทำให้ต้องปรับแผนมาทุ่มเทกับธุรกิจร้านอาหาร จนปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารกลายเป็นแหล่งรายได้หลักสัดส่วนสูงถึง 80% ของรายได้ 630 ล้านบาทในปี 2567

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์กลับพลิกผัน โดยสภาพเศรษฐกิจและการลดลงของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ทำให้ธุรกิจร้านอาหารท้าทายมากขึ้น ตรงกันข้ามตลาดเนื้อแปรรูปกลับมีปัจจัยบวกและโอกาสทั้งจากจำนวนผู้ทานเนื้อที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนตลาดเนื้อใหญ่กว่าเมื่อ 10 ปีก่อนอย่างมหาศาล และทำตลาดได้ง่ายไม่ต้องจูงใจผู้บริโภคว่าเนื้อมีเสน่ห์ยังไง

รวมถึงการที่ยังไม่มีแบรนด์ไหนสามารถครองตำแหน่งเจ้าตลาดเนื้อวัว ทั้งในฐานะผู้ผลิตและสินค้าแปรรูป ซึ่งต่างจากธุรกิจเนื้อหมู หรือเนื้อไก่ที่มีผู้เล่นรายใหญ่ระดับพูดชื่อแล้วใครก็ต้องรู้จักครองตลาดอยู่ แม้กระแสการทานเนื้อจะมาแรงตลอดช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และมีผู้เล่นเข้าสู่วงการ-ขยายสาขากันอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีใครสามารถชิงตำแหน่งเจ้าตลาดมาครองได้อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ หนึ่งในสัญญาณที่สะท้อนโอกาสในตลาด และความพร้อมของแบรนด์เนื้อแท้ คือ ความสำเร็จล้นหลามของแซนด์วิชเนื้อย่างซอสจิ้มแจ่ว ที่ร่วมมือพัฒนากับเซเว่นอีเลฟเว่น เริ่มวางขายเมื่อเดือนเมษายน’68 และการส่งเนื้อสดเข้าจำหน่ายในโลตัส ซึ่งหากเป็นสภาพตลาดเนื้อและตัวแบรนด์เนื้อแท้เมื่อ 10 ปี เชื่อว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในระดับนี้แน่นอน

จุดนี้จึงเป็นโอกาสที่จะผลักดันให้ “เนื้อแท้” ขึ้นเป็นเจ้าตลาด ด้วยการต่อยอดการรับรู้แบรนด์ “เนื้อแท้” ในวงกว้าง อินไซต์ของผู้บริโภค และความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเมนูเนื้อ ที่ได้มาจากธุรกิจร้านอาหาร รวมกับความเชี่ยวชาญในธุรกิจเนื้อแบบครบวงจรตั้งแต่โนว์ฮาวการพัฒนาสายพันธุ์วัว, การมีพันธมิตรฟาร์มวัวในออสเตรเลียที่พร้อมซัพพลายวัตถุดิบให้อย่างต่อเนื่อง มาสู่ธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสอย่างเต็มตัว เพื่อสร้างการรับรู้และเชื่อมโยงเนื้อแท้ เข้ากับผลิตภัณฑ์เนื้อแบบครบวงจร ให้กลายเป็นตัวแทนแบรนด์เนื้อของประเทศไทย

ยุคนี้ต้องพึ่งพลังพันธมิตร

ดังนั้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 นี้เป็นต้นไป “คอมพานี บี” จะหันกลับไปโฟกัสกับธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสเป็นหลัก ด้วยเป้าหมายที่จะผลักดันสัดส่วนรายได้ฟู้ดเซอร์วิสจาก 20% ในปี’67 ขึ้นเป็น 50% ของรายได้รวม 750 ล้านบาทภายในสิ้นปี’68 นี้ และระยะยาวจะต้องพลิกกลับเป็นรายได้หลักสัดส่วน 80% แทนธุรกิจอาหารให้ได้

โดยในธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสนั้น ฝั่งสินค้าเนื้อแปรรูปจะใช้แนวทางคอลแลบส์กับพันธมิตรที่เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เพราะเชื่อว่า การทำงานในยุคสมัยใหม่นี้ทำทุกอย่างคนเดียวไม่ตอบโจทย์แล้ว ต้องเอาผู้เชี่ยวชาญมาทำงานร่วมกัน เพื่อให้ได้สินค้าที่คุณภาพดีที่สุด และออกมาเร็วที่สุด เช่น แซนด์วิชเนื้อย่างซอสแจ่วนั้น เซเว่นอีเลฟเว่นที่เชี่ยวชาญด้านค้าปลีกวิเคราะห์ฐานข้อมูลหาสินค้าที่น่าจะขายดี ส่วนบริษัทซึ่งเชี่ยวชาญด้านเนื้อและอาหารจากเนื้อเป็นผู้พัฒนาสูตรซอส ส่งต่อให้ NSL FOODS เป็นผู้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านการผลิตเป็นผู้ผลิตตัวสินค้า

กินที่บ้านได้แต่คุณภาพต้องเท่าร้าน

ขณะเดียวกันการพัฒนาสูตร-ประเภทสินค้าอาหารแปรรูปจะใช้แนวคิด ไม่ต้องให้คนมากินที่ร้านอาหารก็ได้-กินที่บ้านดีกว่า เพราะในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เชื่อว่าผู้บริโภคไม่พร้อมจะลักเซอรี่กับการทานอาหารมากเท่าตอนเศรษฐกิจปกติ ดังนั้นต้องหาทางให้ผู้บริโภคทานอาหารที่บ้านแบบลักเซอรี่ ได้คุณภาพ ใกล้เคียงกับทานในร้านด้วยสินค้าแปรรูปของบริษัท

โดยแต่ละไตรมาสจะมีสินค้าใหม่ที่อาศัยความร่วมมือหลายฝ่ายออกมาอีกประมาณไตรมาสละ 1 ตัว หลังซุ่มพัฒนาสินค้าล่วงหน้าไว้แล้ว จึงมีในไปป์ไลน์อีก 4-6 ตัว ประเดิมด้วยพัพไก่ที่ร่วมมือกับเซเว่นอีเลฟเว่น และ NSL FOODS อีกครั้ง เตรียมเปิดตัวในงาน Thaifex 2025 นี้ และวางขายเฉพาะเซเว่นอีเลฟเว่นเท่านั้น ตามด้วยลูกชิ้นเนื้อ และเนื้อสดหมักเครื่องปรุงรสหลากหลายรสชาติ ที่จะวางขายในช่องทางไฮเปอร์มาร์เก็ต

ด้านบริการจัดเลี้ยงหรือแคเทอริ่งจะเป็นอีกขาของธุรกิจที่จะขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ ๆ โดยไม่ต้องมาทานที่ร้าน อาศัยต่อยอดทีมงานและสูตรอาหารของแต่ละแบรนด์มาให้บริการจัดเลี้ยง เช่น เมนูเนื้อย่าง ชาวาร์ม่าหรือเนื้อ-ไก่ห่อแป้งของร้านพันละวัน ซึ่งขณะนี้เริ่มทดลองรับงานระดับ 200-300 คนแล้ว และมีเป้าขยายให้สามารถรองรับงานระดับ 1,000 คนได้ในอนาคต

สร้างตัวเลือกให้ชาวมุสลิม

ส่วนธุรกิจร้านอาหารปี 2568 นี้ “บังโต” บอกว่า จะปรับแผนให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ โดยชะลอการขยายสาขาลง และเปลี่ยนจากการโตแบบออร์แกนิกอย่างเมนูที่ทานได้ทุกวัน และลูกค้าขาประจำสู่การทำการตลาดอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ด้วยระบบสมาชิกที่เน้นดึงลูกค้าให้กลับมาทานซ้ำ, การออก-ปรับเมนูให้มียอดต่อบิลสูงขึ้น เป็นต้น ซึ่งเริ่มเดินหน้ามาตั้งแต่ต้นปี

พร้อมกันนี้จะเริ่มทดลองแบรนด์ใหม่ ๆ ที่ไม่ได้ใช้เนื้อเป็นวัตถุดิบ ตามเป้าหมายสร้างตัวเลือกอาหารอื่น ๆ ให้กับพี่น้องชาวมุสลิม โดยมีแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ส่วนตัวที่เป็นชาวมุสลิม ทำให้พบว่า ปัจจุบันชาวมุสลิมทั้งไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ หาอาหารฮาลาลทานยากมาก และไม่หลากหลายเหมือนอาหารประเภทอื่น ๆ จึงตัดสินใจลงมือ โดยจะเริ่มจากอาหารที่อยากกินเองก่อน

ส่วนการขยายสาขาในปีนี้จะปรับให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค ด้วยแบรนด์เนื้อแท้ Wok กะ Steak, เนื้อแท้ Wok ซึ่งเป็นโมเดลไซซ์เล็กรวมอาหารจานเดียวราคาจับต้องง่ายสำหรับเปิดในฟู้ดคอร์ต ขณะเดียวกันการเปิดสาขาโมเดลนี้ยังแทบไม่มีการลงทุน เพียงแค่ส่งพนักงานไปประจำเท่านั้น เชื่อว่าจะทำให้รายได้โตประมาณ 5% หลัง 3 เดือนแรกยอดขายธุรกิจร้านอาหารยังทรงตัวอยู่ได้ แม้ตลาดร้านอาหารจะไม่ดีนักก็ตาม

แผนต้องยืดหยุ่นคุณภาพต้องเข้ม

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแผนเหล่านี้ แต่การบริหารธุรกิจจะเน้นยืดหยุ่น พร้อมปรับเปลี่ยนได้ทุกเวลาเป็นหัวใจสำคัญ เนื่องจากมองว่า การ Fix ทุกอย่างว่าจะทำอะไร 1-2-3 แล้วต้องทำตามเท่านั้น ทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้นมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ปัจจัยต่าง ๆ ผันผวนมาตลอด ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้มาตลอดชีวิตตั้งแต่สมัยเป็นนักร้องนำวงซิลลี่ ฟูลส์ ซึ่งขึ้นเวทีคอนเสิร์ต จะเปลี่ยน Sequence เพลงตลอดตามสถานการณ์ของผู้ชม ช่วยให้คอนฯสนุกตลอดเวลา

โดยบริษัทจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามสถานการณ์เสมอ เช่น เมนูโจ๊กที่แม้จะขายดีและมีขาประจำมาทาน แต่ต้องถอดออกไปเพราะเกิดปัญหาการควบคุมต้นทุนในช่วงที่มีการขยายสาขาจำนวนมาก หรือเมนูเกาเหลาที่ต้องใช้พนักงานหลายคนกับเมนูเดียว อย่างไรก็ตาม มีแผนที่จะนำเมนูเหล่านี้กลับมาในอนาคต หลังปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว

เป้าหมายสูงสุดทุกคนต้องมีกิน

“บังโต” ย้ำว่า การปั้นเนื้อแท้เป็นเจ้าตลาดเนื้อนั้น ยังไม่ถือเป็นเป้าหมายสูงสุด เพราะยังมีเป้าหมายเชิงศาสนาที่จะต่อยอดโนว์ฮาวการทำปศุสัตว์และเงินทุนจากการทำธุรกิจ มาสร้างโซลูชั่นด้านอาหารที่จะช่วยให้ผู้คนมีอาหารทานโดยไม่มีข้อจำกัดด้านความยากจน หรือช่วยให้คนไทยหลุดพ้นจากความยากจน ซึ่งเราตั้งใจจะต้องทำให้ได้ในสักวันหนึ่ง โดยขณะนี้มีการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นอยู่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘บังโต’ คืนรากเหง้าคนทำเนื้อ ปั้น ‘เนื้อแท้’ ชิงท็อปออฟไมนด์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...