โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะมาตรการออมของ รมว.คลัง เปิดลดหย่อน 8 แสน/พันธบัตร 'ออม พลัส' กับคำถาม? เอื้อคน 'มีเงินเหลือบริหารภาษี' หรือตอบโจทย์ 'คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีจะออม'

THE STATES TIMES

อัพเดต 09 ธ.ค. 2568 เวลา 05.54 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2568 เวลา 08.15 น. • Hard News Team

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างจริงจัง แต่ในขณะที่รัฐบาลพูดถึง “การออมภาคประชาชน” อยู่บ่อยครั้ง คำถามสำคัญคือ มาตรการที่ออกมาจริง ๆ ช่วยให้ “คนส่วนใหญ่” มีโอกาสออมเพิ่มขึ้น หรือเป็นเพียงเครื่องมือให้ “คนที่มีเงินเหลือ” จัดพอร์ตการลงทุนกับระบบภาษีได้คุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้น
เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 7/2568 ว่าที่ประชุมได้หารือ 3 มาตรการการออมภายใต้เสาหลักที่ 5 “เพิ่มการออมภาคประชาชน” ในนโยบาย “Quick Big Win” โดยมีเป้าหมายเพื่อเตรียมคนไทยรับมือสังคมสูงวัย เพิ่มแหล่งระดมเงินออม และจูงใจให้เงินไหลเข้าตลาดทุนและระบบการเงินมากขึ้น
ฟังเผิน ๆ ดูเหมือนเป็นแพ็กเกจที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจระยะยาว แต่ถ้ามองลึกลงไปว่า “ใครได้ ใครเสีย” จะพบว่า 3 มาตรการนี้เอื้อคนกลุ่มไหน และละเลยคนกลุ่มไหนไปบ้าง
มาตรการที่ 1: เพิ่มวงเงินลดหย่อนกองทุนรวม 800,000 บาท – เครื่องมือชั้นดีของคนมีภาษีจ่าย
มาตรการแรกคือการเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม ภายใต้วงเงินสูงสุด 800,000 บาทต่อปี และถือเป็นมาตรการถาวร ไม่ต้องมาลุ้นปรับใหม่ทุกปี ที่สำคัญคือมีการปรับสูตรการลดหย่อนให้แตกต่างกันตามระดับรายได้
– ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี ลดหย่อนได้ 1.3 เท่าของเงินที่ลงทุน
– ผู้มีรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี ลดหย่อนได้ 0.7 เท่า
– ทุกคนยังอยู่ภายใต้เพดานวงเงินสูงสุด 800,000 บาทเท่ากัน
ในมุมหนึ่ง การออกแบบสูตร 1.3 เท่า และ 0.7 เท่า ทำให้ระบบภาษีมีความ “ก้าวหน้า” มากกว่าระบบเดิมที่ทุกคนลดหย่อนได้เท่ากันหมด ช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้กลุ่มชนชั้นกลางที่เริ่มออมผ่านกองทุน และลดประโยชน์ภาษีของคนรายได้สูงลงบางส่วน
แต่เมื่อดูตามความเป็นจริง คนที่จะใช้สิทธิได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยคือต้องเป็นคนที่ “มีเงินเหลือพอจะลงทุนปีละหลักแสน” และ “มีฐานภาษีให้ลดหย่อน” อยู่แล้ว คนที่รายได้ต่ำจนแทบไม่ต้องเสียภาษี ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากวงเงินลดหย่อนที่สูงขึ้นเลย แม้จะมีสูตร 1.3 เท่าให้ก็ตาม
อีกด้านหนึ่ง มาตรการนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณหนุนตลาดทุนและอุตสาหกรรมกองทุนรวมอย่างชัดเจน เพราะการออมที่ได้สิทธิประโยชน์ถูกจำกัดอยู่ในกรอบ “กองทุนรวม” เป็นหลัก ขณะที่การออมรูปแบบอื่น เช่น การฝากเงิน การออมผ่านสหกรณ์ หรือการนำเงินไปลงทุนต่อยอดธุรกิจของตัวเอง กลับไม่ได้รับสิทธิในระดับเดียวกัน
แม้ในเชิงโครงสร้างแล้ว รัฐอาจมองว่าการผลักเงินเข้าตลาดทุนจะช่วยสร้างฐานทุนให้เอกชนและเศรษฐกิจระยะยาว แต่มิติด้าน “ความเป็นธรรม” ก็ยังชวนตั้งคำถามว่า การยอมเสียรายได้ภาษีจำนวนไม่น้อยให้กลุ่มคนที่มีเงินพอจะลงทุนหลักแสนต่อปี เป็นการใช้ทรัพยากรภาครัฐเพื่อลดความเหลื่อมล้ำจริง ๆ หรือเพียงทำให้คนที่มีฐานะอยู่แล้วจัดการภาษีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
มาตรการที่ 2: พันธบัตร “ออม พลัส” ขายทุกเดือน – ทางเลือกออมที่มั่นคง แต่ยังไม่ใช่คำตอบของคนไม่มีเงินเหลือ
มาตรการที่สองคือการออกพันธบัตร “ออม พลัส” ให้ประชาชนซื้อได้ทุกเดือน จุดขายคือเป็นพันธบัตรรัฐบาลที่มีความมั่นคง ขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท ทำให้ “ดูเหมือน” คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย
.
หากดูในเชิงหลักการ ถือว่าเป็นแนวคิดที่ดี เพราะการมีช่องทางออมที่เสี่ยงต่ำและดอกเบี้ยชัดเจนอย่างพันธบัตร เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยต่ำมาก หรือเอาเงินไปเสี่ยงกับการลงทุนที่ตัวเองไม่เข้าใจ
การเปิดขายทุกเดือนก็ช่วยให้ไม่ต้องแห่จองเฉพาะบางช่วง และทำให้เกิดภาพของ “การออมอย่างสม่ำเสมอ” ได้ ถ้ารัฐออกแบบระบบให้คนสามารถหักเงินซื้อพันธบัตรอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนหรือระบบพร้อมเพย์ ก็มีโอกาสกลายเป็นเครื่องมือสร้างวินัยการออมในระยะยาวได้จริง
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าคนที่จะซื้อพันธบัตรได้ คือคนที่ “มีเงินเหลือ” หลังจากจ่ายค่าครองชีพและหนี้สินแล้วเท่านั้น ในสภาวะที่ค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลก ประชาชนจำนวนมากยังอยู่ในโหมด “เอาตัวให้รอดปลายเดือน” ไม่ใช่โหมด “เลือกว่าจะออมผ่านอะไรดี”
ดังนั้น พันธบัตร “ออม พลัส” เป็นเครื่องมือออมที่ดีสำหรับคนที่มีกำลังอยู่แล้ว แต่ยังห่างไกลจากการเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” ให้คนส่วนใหญ่ในประเทศเริ่มออมได้จริง
มาตรการที่ 3: ยกเว้นอากรให้ประกันวินาศภัยรายย่อย – กระตุ้นให้ซื้อประกัน หรือโยนความเสี่ยงให้ประชาชน?
มาตรการที่สามคือการยกเว้นอากรให้กับผู้ซื้อประกันวินาศภัยรายย่อย ทั้งประกันน้ำท่วม ประกันท่องเที่ยว และประกันขนาดเล็กต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนกล้าซื้อประกันมากขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงที่สูงขึ้นในโลกปัจจุบัน
การทำให้เบี้ยประกันถูกลงบางส่วนย่อมมีผลดีต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว เช่น คนที่เดินทางบ่อย หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ถ้าราคาเบี้ยถูกลงก็อาจตัดสินใจง่ายขึ้น และในระยะยาวอาจช่วยลดภาระงบเยียวยาของรัฐ เพราะภาระบางส่วนถูกโอนให้ระบบประกันภัยรับไปแทน
แต่อีกด้านหนึ่งก็มีคำถามสำคัญว่า “รายได้อากรที่รัฐยอมเสียไป ตกอยู่ในมือใครมากกว่ากัน” หากเบี้ยประกันไม่ได้ถูกปรับลดลงจริงในสัดส่วนที่สะท้อนอากรที่ยกเว้น บริษัทประกันอาจเป็นผู้ได้ margin เพิ่มมากกว่าผู้บริโภค ขณะที่ภาครัฐเก็บรายได้น้อยลง
ยิ่งไปกว่านั้น หากการเติบโตของ Micro Insurance ไม่ถูกกำกับดูแลอย่างดี ก็เสี่ยงจะเกิดปัญหาการขายแบบ “ยัดเยียด” ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น ผูกกับซิมมือถือ สินเชื่อ หรือบริการอื่น ๆ ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งจ่ายเบี้ยประกันไปทุกเดือน แต่ไม่เคยเข้าใจเงื่อนไขและสิทธิจริง ๆ
ที่สำคัญ มาตรการด้านประกันภัยไม่สามารถทดแทนการแก้โครงสร้างความเสี่ยงได้ เช่น การจัดการระบบระบายน้ำ การผังเมือง หรือมาตรฐานความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว หากปล่อยให้โครงสร้างยังเปราะบาง แล้วบอกให้ประชาชน “ไปซื้อประกันเอาเอง” ก็เท่ากับเป็นการผลักภาระความเสี่ยงจากรัฐมาสู่ประชาชนมากขึ้น
ภาพรวม: มาตรการออมที่ดีต่อระบบการเงิน แต่ยังไปไม่ถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ
เมื่อมองภาพรวม ทั้ง 3 มาตรการออมที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ มีจุดร่วมสำคัญคือ
– สนับสนุนให้เงินไหลเข้าสู่ “ระบบการเงินที่เป็นทางการ” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวม พันธบัตรรัฐบาล หรือบริษัทประกัน
– ใช้ “แรงจูงใจทางภาษีและอากร” เป็นตัวดึงให้ประชาชนที่มีกำลังซื้อเข้ามาใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้
– ช่วยสร้างภาพว่ารัฐบาลกำลังวางรากฐานการออมระยะยาว รับมือสังคมสูงวัย
อย่างไรก็ตาม หากมองจากมุมของ “ประชาชนส่วนใหญ่” ที่กำลังเผชิญปัญหารายได้ไม่พอค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือนสูง และสภาพคล่องตึงตัว มาตรการเหล่านี้ยังห่างไกลจากการเป็นคำตอบจริง ๆ เพราะเป็นมาตรการสำหรับคนที่ “ผ่านด่านเอาตัวรอด” มาแล้ว และกำลังมองหาวิธีบริหารเงินออมและภาษี มากกว่าจะช่วยให้คนที่ “ยังไม่มีจะออม” มีโอกาสเริ่มต้นได้
ถ้ารัฐบาลต้องการพูดเรื่อง “เพิ่มการออมภาคประชาชน” อย่างจริงใจและจริงจัง มาตรการจูงใจให้คนมีเงินเหลือออมผ่านกองทุน พันธบัตร และประกันภัย ควรเดินคู่ไปกับมาตรการที่ทำให้คนส่วนใหญ่มี “ศักยภาพในการออม” เพิ่มขึ้น เช่น
– ยกระดับรายได้แรงงานและผู้ประกอบการรายย่อย
– จัดการปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบอย่างเป็นระบบ
– ลดภาระค่าครองชีพบางด้านที่รัฐควรจัดการได้
– ออกแบบโครงการออมร่วมภาครัฐ–เอกชน ที่มีการ “สมทบ” ให้กับผู้มีรายได้น้อย ไม่ใช่ให้แข่งขันกันออมเฉพาะคนที่มีศักยภาพอยู่แล้ว
ในวันที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง การพูดถึง “การออม” โดยไม่แตะปัญหา “ไม่มีจะออม” อาจกลายเป็นนโยบายที่ฟังดูดีบนกระดาษ แต่ไม่สัมผัสชีวิตจริงของผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศเท่าที่ควร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...