โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ราชอาณาจักรสยาม ได้ 'สยาม' จากสุพรรณ | สุจิตต์ วงษ์เทศ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 ธ.ค. 2565 เวลา 18.50 น. • เผยแพร่ 23 ธ.ค. 2565 เวลา 13.27 น.

“ราชอาณาจักรสยาม” แห่งแรกของไทยคืออยุธยา เป็นนามที่นานาชาติเรียกรัฐอยุธยาหลังเจ้านครอินทร์ขึ้นเสวยราชย์ โดยได้ชื่อสยามจากดินแดนลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง บริเวณรัฐสุพรรณภูมิ ซึ่งเชื่อมโยงเกี่ยวดองถึงสยาม-ลุ่มน้ำโขง

สยาม ตรงกับเอกสารจีนเรียกเสียน, เสียม มีความหมายต่างๆ ดังนี้

(1.) ชื่อเรียกพื้นที่ หมายถึงลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง และรวมทั้งหมดฟากตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาต่อเนื่องตอนบนของคาบสมุทร

(2.) ชื่อเรียกกลุ่มชน หมายถึงคนหลากหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” แต่พูดภาษาไทยเป็นภาษากลาง

(3.) ชื่อทางวัฒนธรรม หมายถึงบริเวณดินดำน้ำชุ่มหรือพื้นที่ลุ่มน้ำ (สรุปจากหนังสือความเป็นมาของคำสยามฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2519) จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายว่าสยามมีต้นตอรากเหง้าเก่าแก่จากคำลาวว่าซำ, ซัม หมายถึงพื้นที่มีน้ำพุหรือน้ำผุดจากใต้ดิน ครั้นนานไปน้ำไหลนองเป็นหนองบึงขนาดใหญ่ กลายเป็นแหล่งปลูกข้าวทำนาทดน้ำ และผลิตข้าวได้มาก แล้วใช้เลี้ยงคนได้จำนวนมาก ในที่สุดตรงนั้นเติบโตเป็นบ้านเป็นเมือง

สยามเก่าสุด “ไม่ไทย” แต่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลาง หลักแหล่งลุ่มน้ำโขง มีศูนย์กลางการค้า-การเมืองอยู่เวียงจันท์ เป็นบ้านเมืองขนาดใหญ่ มีคูน้ำคันดินคร่อมสองฝั่งแม่น้ำโขงตั้งแต่สมัยการค้าโลกเริ่มแรกเมื่อเรือน พ.ศ.1000 (เอกสารจีนเรียก “เหวินตาน”) มีความสัมพันธ์ทางการค้าและเป็นเครือญาติใกล้ชิดเชื้อวงศ์หลวงพระบาง (ชื่อเดิมว่าเชียงดงเชียงทอง) และโดยเฉพาะเป็นวงศ์ญาติใกล้ชิดกษัตริย์เมืองพระนคร (ที่โตนเลสาบ กัมพูชา) พบหลักฐานเป็นภาพสลัก “เสียมกุก” บนระเบียงปราสาทนครวัด ราว พ.ศ.1650 (ข้อมูลชุดนี้ของ อ.ศรีศักร วัลลิโภดม)

“เสียมกุก” (ตรงกับ “เสียมก๊ก”) หมายถึงพวกสยามจากเวียงจันท์ ซึ่งประกอบด้วยเจ้านายชนชั้นนำและข้าคนจำนวนหนึ่งล้วนนุ่งผ้า (แบบโสร่ง) แต่งขบวนเกียรติยศร่วมพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ของวงศ์เครือญาติใกล้ชิดซึ่งเป็นกษัตริย์เมืองพระนคร (นครวัด)

“เสียมกุก” ภาพสลักที่ปราสาทนครวัด เคยมีนักปราชญ์อธิบายเป็นอย่างอื่นมาก่อน ดังนี้

(1.) นักปราชญ์ชาวยุโรปอธิบายว่า “เสียมกุก” หมายถึง กองทัพสยามจากรัฐสุโขทัยที่ถูกอาณาจักรกัมพูชาเกณฑ์ไปช่วยรบกับจามปา (อยู่ในเวียดนาม) เพราะชื่อว่า “เสียม” คือ สยาม เป็นชื่อเรียกรัฐสุโขทัย แต่หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีไม่สนับสนุน ดังนี้

เรื่องแรก “เสียมกุก” เป็นภาพสลักถูกทำขึ้นราว พ.ศ.1650 ยังไม่มีรัฐสุโขทัย เนื่องจากพบหลักฐานว่ารัฐสุโขทัยสถาปนาขึ้นหลังจากนั้นเกือบ 100 ปี

เรื่องหลัง “เสียม” หรือ “เสียน” เป็นคำจีนในเอกสารจีนเรียกสยาม หมายถึง รัฐสุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) ไม่ใช่สุโขทัย

(2.) จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายว่า “เสียมกุก” หมายถึงสยามแห่งลุ่มน้ำกก จ.เชียงราย

แต่บริเวณลุ่มน้ำกก เมื่อ พ.ศ.1650 (ช่วงเวลาทำภาพสลักปราสาทนครวัด) ไม่พบหลักฐานเป็นบ้านเมืองใหญ่โตระดับรัฐจัดตั้งกองทัพ และกว่าจะเติบโตมีบ้านเมืองประกอบด้วยคูน้ำคันดินมั่นคงแข็งแรงก็หลังจากนั้นอีกนานเกือบ 100 ปี ดังนั้น “เสียมกุก” ไม่หมายถึงลุ่มน้ำกก

สยาม จากลุ่มน้ำโขง ลงเจ้าพระยา

วัฒนธรรมและภาษาไทยของชาวสยามลุ่มน้ำโขง เคลื่อนไหวโยกย้ายตามเส้นทางการค้าดินแดนภายใน ลงไปลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลางของไทย บริเวณลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง-เพชรบุรี พูดสำเนียงลุ่มน้ำโขง แต่คนปัจจุบันฟังเป็นเหน่อ เป็นต้นเหตุ “สำเนียงเหน่อ”

ภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้าดินแดนภายในภาคพื้นทวีป มีต้นตอจากตระกูลภาษาไท-ไต ของกลุ่มจ้วง-ผู้ไท บริเวณพรมแดนจีน-เวียดนาม หรือกวางสี-ดองซอนราว 3,000 ปีมาแล้ว หลังจากนั้นเคลื่อนไหวโยกย้ายพร้อมวัฒนธรรมสำริด, พิธีศพครั้งที่ 2, ทำนาทดน้ำ เป็นต้น ไปลุ่มน้ำโขง ลงลุ่มน้ำเจ้าพระยา ราว 2,500 ปีมาแล้ว พบภาษาไทยอยู่ลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง-เพชรบุรี ราว 1,500 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.ศ.1000 (ในวัฒนธรรมทวารวดี)

สำเนียงลุ่มน้ำโขง เป็นต้นตอสำเนียง “เหน่อ” ทั้งนี้ สืบเนื่องจากชาวสยาม “เสียมกุก” บริเวณเวียงจันท์ถึงหลวงพระบางพูดภาษาไท-ไต ด้วยสำเนียงลุ่มน้ำโขงสมัยนั้น (ที่รับมาจากตระกูลไท-ไต ของจ้วง-ผู้ไท บริเวณมณฑลกวางสีทางใต้ของจีน กับทางเหนือของเวียดนาม) ซึ่งน่าจะเป็นต้นตอสำเนียง “เหน่อ” ของภาคกลางเมื่อภาษาไทยของชาวสยามลุ่มน้ำโขงเคลื่อนที่ตามเส้นทางคมนาคมการค้าภายในถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยา แล้วแพร่กระจายลงบริเวณคาบสมุทรถึงภาคใต้เป็น “สำเนียงใต้”

สยาม เป็นคน “ไม่ไทย”

ภาษาไทยในภาคกลางของไทย เท่าที่พบหลักฐานขณะนี้มีหนาแน่นบริเวณฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีประชากรหลากหลายชาติพันธุ์ตั้งหลักแหล่งปะปนกัน แต่มีกลุ่มหนึ่งพูดภาษาไทยเป็นภาษากลาง (ขณะที่ภาษามอญและภาษาเขมร เป็นภาษาทางราชการ ส่วนบาลี-สันสกฤต เป็นภาษาทางศาสนา) แล้วถูกเรียก “สยาม” ในรูปคำต่างๆ ได้แก่ สาม, สำ, เสม, เซียม เป็นต้น ตั้งแต่สมัยการค้าโลกเริ่มแรก (นักโบราณคดีไทยเรียกสมัยทวารวดี) 1,500 ปีมาแล้ว หรือเมื่อเรือน พ.ศ.1000

[ข้อมูลมีมากในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยาม, ไทย, ลาวและขอมฯ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ มูลนิธิโครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2519 และหนังสือ (ศรี) ทวารวดี ประวัติศาสตร์ยุคต้นของสยามประเทศ ของ ธิดา สาระยา สำนักพิมพ์เมืองโบราณ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2532) พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ.2538 หน้า 179-183]

สยามเป็นคน “ไม่ไทย” เพราะสยามไม่เรียกตนเองว่าไทย แต่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลางในการสื่อสารกับคนต่างภาษา มีเหตุจากสยามประกอบด้วยคนหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ที่มีภาษาพูดต่างๆ ของใครของมัน ซึ่งมักสื่อกันไม่เข้าใจและไม่รู้เรื่องทั้งหมด จึงจำเป็นต้องมีภาษากลางโดยเลือกใช้ภาษาไทยอันเป็นที่รับรู้กันว่าง่ายที่สุดในการใช้งานสื่อสารเมื่อเทียบกับภาษาอื่นๆ ที่มีสมัยนั้น

หลักฐานตัวอย่าง ได้แก่ ชาวปะโอ (หรือ ตองซู่) อยู่ในพม่า พูดภาษากะเหรี่ยง (ในวัฒนธรรมกะเหรี่ยง) เมื่อค้าขายทางไกลด้วยวัวต่างไปทาง “ไทใหญ่” ก็พูด “ภาษาไทใหญ่” ครั้นไปทางไทยในอีสานก็ปรับเปลี่ยนตนเองพูดภาษาลาว คนเหล่านี้ชาวอีสานรู้จักในชื่อ “กุลา” (เป็นต้นตอชื่อ “ทุ่งกุลาร้องไห้”) นานไปเมื่อได้ตั้งหลักแหล่งในอีสานแล้วกลายตนเป็นไทยสืบลูกหลานอยู่มาจนปัจจุบัน นอกจากนั้นชาวปะหล่องพูดตระกูลภาษามอญ-เขมรในรัฐฉาน (พม่า) มีอาชีพปลูกชาและขายใบชา ดังนั้น เพื่อประโยชน์ทางการค้าก็ต้องพูด “ภาษาไทใหญ่” ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลภาษาไท-ไต-ลาว-ไทย

[ปรับปรุงใหม่โดยสรุปจากบทความเรื่อง “รัฐเจ้าเมือง” ข้อเสนอเรื่อง “รัฐ” ของคนไตในเวียดนาม โดย นิติ ภวัครพันธุ์ พิมพ์ในหนังสือฟ้าเดียวกัน ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2564) หน้า 57] •

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...