ศาสตร์ลับหลอมวิญญาณ LAS ALQUIMISTA (ฉบับ Webnovel)
ข้อมูลเบื้องต้น
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกับ ศาสตร์ลับหลอมวิญญาณในลิงค์ด้านล่าง คนเขียนก็เป็นคนเดียวกันมิได้มีคนลงแทน แค่เอามาจัดระบบตอนใหม่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้นสำหรับการขายรายตอน และจะไม่มีการปิดตอนใดๆ อีกแล้วครับ โดยหน้านิยายเดิมนั้นจะเก็บเอาไว้ใช้ในการแจ้งข่าวสารเกี่ยวกับหนังสือเป็นหลักครับ
ทั้งนี้นิยายเรื่อง Las Alquimista มีการตีพิมพ์กับ สนพ. ขึ้นหิ้ง สำหรับผู้มาใหม่ที่สนใจสามารถหาซื้อหนังสือผ่านทางเพจของ สนพ. ขึ้นหิ้งครับ
https://www.facebook.com/Onshelvesbook/
หรือสั่งโดยตรงที่https://www.onshelvesbook.com/
และสำหรับผู้สนใจใน E-Book ก็มีขายเช่นกันที่https://www.mebmarket.com/
ส่วนผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารอื่น ๆ สามารถติดตามได้ที่เพจของผู้เขียนได้โดยตรงตามลิงค์ด้านล่างนี้ครับ
ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนครับ - tongfar
https://www.facebook.com/itongfar
Prologue
ศาสตร์ลับหลอมวิญญาณ
[LAS alquimista]
---------------------------------
ภาค ผู้รังสรรค์แห่งอดีต
Prologue
“เมื่อยามพระเจ้าได้สร้างโลกที่สลับซับซ้อนขึ้น
สายน้ำมอบชีวิต ผืนดินยังชีวิต สายลมกระจายชีวิต
และไฟแห่งการหลอมรวม…เพื่อวิวัฒนาการแห่งชีวิต”
เทพเจ้าแห่งโอสถ เรซาน
---------------------------------------------------------------------------
ท่ามกลางแสงไฟสีทองของตะเกียงที่ไหวไปมาในห้องเล็กและอากาศหนาวเย็น… บนโต๊ะไม้เด็กชายปิดหนังสือเล่มหนาลง กลางปกแข็งหยาบสีน้ำเงินเข้มนั้นมีอักษรสีทองสลักไว้อย่างวิจิตรลงตัว มันเป็นหนังสือที่ทุกบ้านมีติดไว้ และเป็นหนังสือที่แพงที่สุดในบ้านหลังเล็กชานเมืองนี้… คำสอนของเทพเจ้าแห่งโอสถ ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ เฟรย์เธอร์ (Freither) ผู้ก่อตั้งประเทศนี้ขึ้นจากความสามารถด้านการหลอมยาพร้อมด้วยวิสัยทัศน์อันล้นเหลือ
เป็นที่กล่าวขานกันว่าแม้นเจ้าเมืองที่ห่างไกล เทพยาดา หรือกระทั่งปีศาจและราชันย์มังกรยังต้องเดินทางมายังหมู่บ้านเล็กของเรซาน ช่วยพัฒนาผลักดันเมืองเล็กในวันนั้นกลายเป็นรากฐานของอาณาจักรขนาดใหญ่ที่ใครก็รู้จักในฐานะ ประเทศแห่งยาเลโธเวน (Lethoven)
ภายในอาณาจักรนี้สิ่งสำคัญไม่ใช่อาวุธที่ร้ายกาจเทียมบารมีพระเจ้า เกราะกล้าแกร่งไร้รอยขีดข่วน กองกำลังเวทมนตร์หรือสัตว์อสูรในตำนาน หากคือวิชาความรู้และ ไฟที่หล่อหลอมวิวัฒนาการแห่งชีวิต ตามคำสอนสุดท้ายของเทพเจ้าแห่งโอสถ ดังนั้น…เปลวเพลิงที่ลุกโชนในเตาหลอมยาถือเป็นที่สุด
“การอน ยังอ่านหนังสืออยู่อีกหรือลูก พรุ่งนี้เป็นวันสำคัญของเจ้าหากไม่พักผ่อนให้เพียงพอจะไม่มีแรงเอานะ” น้ำเสียงห่วงใยดังมาจากทางด้านหลัง แม้ไม่ต้องหันไปเขาก็รู้ดีว่า… ท่านแม่กำลังมองมาดวงตาสีฟ้าอ่อน บนใบหน้าซูบตอบเพราะความเหนื่อยล้าจากการกรำงานหนัก แต่ยังคงยิ้มบางให้กับเขา
“ข้าอ่านจบแล้วท่านแม่ ท่านเองก็พักผ่อนก่อนเถิด” เขาพูดพลางยิ้มแฉ่ง แต่ไม่ทันได้หันกลับไปคนเป็นแม่ก็สวมกอดจากด้านหลัง สองมือประกบกันอยู่ที่หน้าอกของเขา…
“การอน…แม่ขอโทษ…เจ้าไม่ควรต้องมาอยู่ในที่แบบนี้เลย เป็นความผิดของแม่เอง” เสียงสั่นเครือเอ่ยย้ำ พร้อมมือที่สั่นไหวจนเขาไม่อาจหักห้ามใจ… สะอื้นไห้ตาม
ท่านแม่ของเขาเดิมทีมีศักดิ์เป็นถึงองค์หญิง ความสวยงามนั้นทำให้เจ้าชายต่างเมืองลุ่มหลง หากเพราะความรักที่มีให้สามัญชนทำให้ถูกเนรเทศจากราชวงศ์ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ชานเมือง ซ้ำร้ายหลังจากแต่งงานร่วมใช้ชีวิตกับท่านพ่อได้ไม่นาน ท่านพ่อที่ร่วมกลุ่มกับพรานป่ากลับพลาดท่าให้กับสัตว์อสูรและเสียชีวิตลง แต่นั้นมาท่านแม่ก็ต้องลำบากทำงานเพียงลำพังหาเลี้ยงเขา…
เด็กชายกุมมือคู่สวยและพบว่ามันหยาบกร้านกว่าที่ควรนัก เสียงจากก้นบึ้งของหัวใจบ่งบอกว่าเขาไม่อยากเห็นภาพแบบนี้อีกต่อไป
“ขะ ข้า… วันพรุ่งนี้ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ข้าจะต้องเป็นผู้ถือครองสิทธิแห่งเปลวเพลิง และกลับมาพาท่านกลับไปใช้ชีวิตในตัวเมืองส่วนในอีกครั้งให้จงได้” เด็กหนุ่มพูดหนักแน่น ขณะที่มือของมารดาเลื่อนขึ้นลูบศีรษะของเขาอย่างอ่อนโยน
“จ้ะ” คนเป็นแม่พูดเสียงค่อย พลางลูบศีรษะของเด็กชายการอนจนหลับไป… “จงทำให้ได้… ไม่ใช่เพื่อข้าแต่เพื่อตัวเจ้าเองการอน”
เธอกระซิบข้างหูอย่างแผ่วเบาก่อนจะอุ้มเขาไปยังที่นอนแคบที่ข้างหน้าต่าง หน้านวลชะเง้อมองดวงจันทร์ที่เพิ่งโผล่พ้นยอดปราสาทสูงแล้วยิ้มบาง…
“ท่านพ่อ แม้ท่านตัดขาดข้า แต่ข้ายังเคารพท่านเสมอ…และข้าไม่เคยคิดจะกลับไปทำให้ท่านต้องเสื่อมเสียหรอกโปรดวางใจเถิด…”
พูดจบเธอก็ดึงผ้าห่มขนสัตว์เก่าคลุมร่างของเด็กชาย ก้มลงเอามือเสยผมสีดำเบาๆ สองสามทีก่อนจะเดินออกจากห้องไป…
.
.
อันโลกนี้เป็นโลกแห่งไฟวิวัฒนาการ
หากบุตรหรือบุตรีของผู้ใดอายุครบสิบในปีนั้นจำต้องผ่านเข้าสู่พิธีการทดสอบแห่งธาตุ เพื่อลงทะเบียนระบุจิตวิญญาณที่ติดตัว ปลุกความสามารถให้ลุกโชน บุคคลผู้มีจิตวิญญาณของไฟคือผู้มีสิทธิก้าวเป็นนักหลอมผู้ทรงเกียรติแห่งเลโธเวน อาณาจักรจะสนับสนุนดูแลเด็กผู้ถือครองสิทธิแห่งเปลวเพลิง รับเข้าสู่โรงเรียนราชันอาเธอร์เรีย เพื่อสร้างราชันนักหลอมผู้มีศักดิ์มิเป็นรองแม้กษัตริย์แห่งอาณาจักร นั่นคือความฝันของทุกคนในอาณาจักร
เด็กชายการอนยืนอยู่ ณ ลานกว้างของเมืองปราสาท ผู้คนจำนวนมากรวมตัวกันอย่างเนืองแน่นเพื่อรอดูเทศกาลสำคัญประจำปี ทั้งให้กำลังใจลูกหลานของตน ทั้งต้องการได้เห็นบุคคลผู้อาจเติบโตขึ้นเป็นราชันแห่งยาในอนาคตตั้งแต่ยังวัยเยาว์ ทุกอย่างดูลานตาจนการอนรู้สึกประหม่า… หากไม่มีคนคนหนึ่งคอยตบบ่าเขาอยู่ด้านข้างแล้วยิ้มละไมให้ สติของเขาคงเตลิดไปไหนต่อไหน
“ไปจ้ะ ลูกแม่เสียอย่าง” หญิงสาวพูดเสียงค่อยแต่ดังกังวาน ใบหน้าสวยฉาดแววเชื่อมั่นเสริมส่งกำลังใจให้เขาไม่น้อย
“ครับท่านแม่” การอนขานรับแล้วเดินไปต่อคิวเพื่อรอรับการทดสอบ
แถวยาวเคลื่อนขยับทีละน้อยไปตามทาง ยิ่งใกล้จุดศูนย์กลาง ณ รูปปั้นของจอมราชันย์ผู้ได้รับการกล่าวขานชื่อเทียบเคียงพระเจ้า ร่างเล็กยิ่งสั่นไหว ใจหนึ่งทั้งตื่นเต้น อีกใจกลับตื่นกลัว เหล่าเด็กที่ถึงคิวรอบางคนบ้างก็ไม่กล้าเข้ารับการทดสอบ บ้างร้องไห้จ้าออกมาเพราะการทดสอบนี้อาจกำหนดชีวิตทั้งชีวิตของพวกเขา และความเป็นจริงมักไม่ได้สวยหรูอย่างที่ควร
เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกแล้ว เสียงของความปลื้มปีติดีใจเพราะตนมีธาตุไฟ ไม่ว่าจะเป็นพลังพรสวรรค์ระดับไหนแต่ไฟคือไฟสามารถฝึกฝนต่อได้ ไม่นานนักคิวที่ต่อรอด้านหน้าก็ไม่เหลือ การอนยืนแข้งขาสั่นอยู่ด้านหน้าเส้นเงยหน้ามองเวทีที่มีฉากหลังเป็นรูปปั้นงามสง่าขณะหลอมยาด้วยเปลวเพลิงในสองมือ… เด็กคิวก่อนหน้าใช้มืออังยังลูกแก้วที่จัดเตรียม พลังเวทที่ถูกปลุกขึ้นครั้งแรกเอ่อท้น แสงทองไหลจากลูกแก้วลงโต๊ะวิ่งเข้ากำแพงด้านข้าง ปรากฏเป็นตัวอักษรด้านหนึ่ง ตัวเลขด้านหนึ่ง
“ธาตุลม ระดับต่ำขั้นห้า!”
เสียงขานบอกของผู้ลงทะเบียนดังขึ้น… พร้อมเสียงปล่อยโฮของเด็กคนนั้นที่แสดงความผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด จนคนเป็นพ่อแม่ต้องรีบวิ่งเข้าปลอบใจและพาลงจากเวทีไป… มันก็เป็นเช่นนี้เสมอ เนื่องจากพลังธาตุแม้ไม่ถ่ายทอดทางสายเลือดร้อยละร้อยแต่ก็เกือบ ดังนั้นชนชั้นสูงจึงเป็นชนชั้นสูงอยู่วันยังค่ำ จะมีพวกผิดแผกอยู่ก็แค่เพียงหยิบมือเท่านั้น… มิหนำซ้ำพรสวรรค์ยังเป็นขั้นต่ำที่ไม่มีใครเหลียวมองอีก เส้นทางสู่อนาคตของเด็กคนนั้นขาดสะบั้นไปแล้ว…
สำหรับการอนท่านแม่เป็นธาตุไฟระดับกลาง แต่ท่านพ่อที่เสียไปคือธาตุน้ำ… หากมองความเป็นไปได้ คิดคร่าว ๆ ร้อยละ 49 คือไฟ ร้อยละ 49 คือน้ำ และอีกเศษร้อยละ 2 คือธาตุอื่น นั่นเป็นความเสี่ยงที่สูงไม่ใช่น้อยเลย
“คนต่อไป” เจ้าหน้าที่ขานเรียกเสียงดังจนการอนสะดุ้งโหยง
“ตานายแล้ว” เด็กสาวที่อยู่ด้านหลังสะกิดเรียกสติของเขาให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวอีกครั้ง เธอเป็นเด็กผู้หญิงท่าทางปอน ๆ แต่มีรอยยิ้มอบอุ่น… พลันสายตาของเขามองย้อนกลับไปทางหญิงสาวที่ยืนยิ้มละไมให้แต่ไกลด้วยความเชื่อมั่น เขาตบหน้าตัวเองหนึ่งฉาดแล้วเดินขึ้นเวที
“ข้าการอน แห่งตระกูลลอส” การอนแนะนำตัวเอง ชายในชุดคลุมที่นั่งเบื่อยกมือขึ้นปิดปากหาวอยู่ในแถวกรรมการเงยหน้าขึ้นลืมตาปรือฉับพลัน
“ลอส… เจ้าเองรึลูกของท่านพี่กาเทีย” ชายผู้นั้นพูดพลางยิ้มให้ สายตาสีแดงคมปลาบวูบเดียวก็ไปหยุดที่มุมหนึ่งซึ่งเขาจำได้ดี… ท่านแม่ยืนอยู่ตรงนั้น พอเห็นเข้าชายหนุ่มก็ยิ้มร่าขึ้นมาทันที “ใบหน้าก็เหมือนอยู่นะ… เอาสิเริ่มการทดสอบกัน”
การอนพยักหน้า ก้าวเข้าสู่โต๊ะเล็กที่มีแท่นวางลูกแก้วรวมแล้วสูงแค่อก เขายื่นมือออกไปสัมผัสเจ้าลูกแก้วแล้วหลับตาลง ในใจภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่างที่นึกได้และสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต… ท่านแม่ของเขา
เจ้าลูกแก้วนั่นอบอุ่นขึ้นจนเรียกว่าร้อน เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเหมือนร่างกายล่องลอยอยู่ไม่ติดพื้น พลังที่ไม่เคยสัมผัสเอ่อท้นขึ้นฉับพลัน ดวงตาของเขาลุกโพลงขึ้นแทบจะในทันใดพร้อมน้ำตาที่เอ่อท้น ผลออกมาแล้วแม้เขายังไม่รู้ ชายผู้ที่ชวนคุยเมื่อสักครู่ยกมือขึ้นกุมหน้าผาก
ท่าทางผิดหวังมันทำใจเขาร้อนรน เมื่อเงยหน้าขึ้น สิ่งที่เห็นทำให้เหมือนหัวใจหล่นวูบลงพื้นชั่วขณะทรุดลงนั่งพับ กัดริมฝีปากจนเลือดไหล
หญิงสาวที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ยกมือขึ้นปิดปากเมื่อเห็นร่างที่ยืนเกร็งอยู่ด้านหน้าเครื่องทดสอบ พลันน้ำตาก็ร่วงหล่นลง… มันโหดร้ายเกินไป
“ไม่จริง…”
“การอน ธาตุน้ำชั้นสามัญระดับ 2”
เสียงขานเรียกของผู้ลงทะเบียนดังขึ้นได้ยินโดยชัดแจ้งทั่วกันทำลายความหวังสิ้น… ไม่ถึงแม้ระดับกลางแค่ชนชั้นสามัญ
“น้ำ…ผู้ให้ชีวิต แต่ระดับแค่นี้ เกษตรกรสินะ”
ไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากทิศใด แม้มันเป็นคำพูดลอยๆ อย่างสมเหตุสมผลแต่เธอไม่อาจรับได้
เมื่ออนาคตสว่างไสวของเด็กคนหนึ่ง…ที่สำคัญที่สุดในชีวิตได้จบลงแล้ว…
SS1 Chapter 1, กำเนิดว่าที่ราชันแห่งเปลวเพลิง
Chapter 1,
กำเนิดว่าที่ราชันแห่งเปลวเพลิง
อากาศยามเช้านั้นเย็นเยียบ… ดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า บรรยากาศขมุกขมัวด้วยสายหมอกชื้น… หากสายลมหอบใหญ่พัดพาหมอกลอยหาย เผยให้เห็นชายร่างกำยำผิวสีแทนกร้านราวผ่านสมรภูมิมาไม่น้อย ยืนหลับตาถือขวานสีดำขลับอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน เขาลืมตาขึ้นพร้อมสูดลมหายใจลึกแล้วพ่นออกมา… ก่อนจะเงื้อขวานขึ้นช้า ๆ และวาดครึ่งวงกลมงามหมดจดลงข้างหน้าพร้อมเสียงดัง
ปั้ก!
ท่อนไม้ใหญ่ที่วางตั้งบนตอแตกเป็นสองเสี่ยงร่วงลงบนพื้นดิน เขาไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ที่ดูเหมือนท่อนไม้ที่ผ่าจะขนาดไม่เท่ากันจึงสบถออกมา แล้วเอื้อมไปหยิบไม้ท่อนใหม่มาวางตั้งบนตอใหญ่… กลับไปยืนทำสมาธิใหม่
“ท่านพ่อฟืนยังไม่ได้หรือครับ ข้าช่วยผ่าให้เอาไหม?”
เสียงใครสักคนพูดทีจริงทีเล่นดังแว่วมาไม่ไกลนัก เมื่อลืมตาขึ้นพลางหันตามเสียงนั้นไปก็พบเด็กชายวัยสิบปียืนยิ้มแฉ่งอยู่ไม่ไกล หน้าตานั้นมอมแมมผมเผ้ายุ่งเหยิง ไม่ทราบว่าที่ใช้ไปเก็บผักดันไปเล่นไล่จับกับกบมาหรือไงมิทราบ สมาธิที่ฝึกอยู่ขาดสะบั้น มาดขรึมที่วางไว้หลุดหายลงหลุมดำเรียบร้อย มือซ้ายหนายกขึ้นตบหน้าผากสองสามที ร้องครางปนบ่นรำคาญออกมาอย่างเสียไม่ได้
“วันนี้เป็นวันสำคัญ แต่เจ้ายังมัวแต่เล่นเป็นลูกลิง แล้วจะเข้าสู่อาเธอร์เรียได้อย่างไรกัน!” คนเป็นพ่อตวาดลั่น นกที่ยังงีบหลับอยู่บนรังตกใจบินหนีออกมาเกาะอยู่บนหลังคากระต๊อบไม้ พลางร้องประสานเสียงกันไม่ขาดสาย ท่าทางจะกำลังโมโหไม่น้อยที่โดนขัดขวางความสุขยามรุ่งอรุณ
“ท่านพ่อ หากข้าเป็นลูกลิง ท่านก็เป็นพ่อลิงน่ะสิ”
เจ้าตัวแสบสวนทันควัน หัวเราะร่าไร้ซึ่งความรู้สึกผิด วางถุงผักที่แบกมาบนบ่าลงกับพื้นข้างรถเข็นก่อนจะเอาผืนผ้าที่กองอยู่ใกล้กันมาสะบัดฝุ่นออกแล้วปูลงบนรถเข็น แล้วเริ่มจัดผักที่ตนเก็บมาบนนั้น ไม่สนใจสายตาดุ ๆ ของคนเป็นพ่อที่จ้องเขม็งเกลียวตาเขียวมาสักพัก
“ท่านพี่ ทำอะไรอยู่คะฟืนใกล้หมดแล้ว” เสียงหวานดังแว่วมาจากภายในบ้าน แสงไฟที่ส่องสว่างจากในครัวเผยให้เห็นเงาของหญิงสาวที่ยืนปาดเหงื่ออยู่หน้าเตา เร่งทำอาหารเช้ามื้อพิเศษสำหรับวันนี้
“เห็นไหมล่ะ ข้าว่าแล้ว” พูดจบไม่วายหัวเราะร่วนให้คนเป็นพ่อต้องตัวสั่นระริกด้วยความโมโห แต่ทำอะไรไม่ได้เนื่องจากมีภาระหน้าที่รออยู่ สับขวานลงตอไม้อีกปั้ก คราวนี้ไม้ท่อนกลับแบ่งครึ่งแยกออกจากกันพอดิบพอดีชนิดการตั้งสมาธิก่อนหน้ากลายเป็นเรื่องไร้ค่าไปได้
“ฮึ่ม… ลาส!” ท่านพ่อตวาดไล่หลัง… แต่ไม่ทันแล้ว เมื่อลาสวิ่งหนีเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว..
เขาหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดีก่อนจะหยุดกึกเมื่อมองเข้าไปในห้องเล็กด้านข้าง หญิงสูงอายุคนหนึ่งนั่งบนเก้าอี้ประดิษฐ์ที่ท่านพ่อทำให้… แม้ท่านพ่อจะไม่มีหัวด้านนี้เลยก็เถอะแต่นั่นก็เป็นเก้าอี้ที่ท่านย่าโปรดปรานที่สุด หญิงชราวางหนังสือลงม้าด้านข้างแล้วยิ้มละไมให้…
ลาสเห็นหน้าปกสีน้ำเงินเข้มและตัวหนังสือสีทองวาววับนั้นแล้วก็รับรู้ได้ทันทีว่ามันคือ… บันทึกคำสอนของเทพโอสถ ปฐมกษัตริย์แห่งเฟรย์เธอร์ หนังสือโปรดที่พ่อของเขาอ่านให้ฟังตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ด้วยซ้ำ และเล่มนี้น่าจะเป็นหนังสือหายากแล้วเมื่อมันมีอายุแตะสามสิบปีได้ ปัจจุบันไม่มีหนังสือเล่มใดที่ใช้หนังหยาบทำปกแบบนี้แน่ นอกจากในพิพิธภัณฑ์ของเมือง
“ไปแหย่ท่านพ่อมาอีกแล้วสินะหลานย่า” เสียงนั้นทั้งนุ่มอ่อนโยน เป็นมิตรและดูสูงส่งในเวลาเดียวกัน… สำหรับลาสท่านย่าเป็นเพียงคนเดียวในบ้านที่ไม่กล้าล้อเล่นด้วย บุคลิกของท่านแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับผู้อื่น ทั้งที่เป็นธาตุไฟแต่กลับต้องอยู่ในกระต๊อบเล็กที่ท้องทุ่ง…
ลาสพยักหน้ารับตรงๆ
“ท่านพ่อน่ะจริงจังเกินไปจนข้ากดดัน วันนี้ก็แค่วันวัดพรสวรรค์ประจำปี เรื่องของสวรรค์ข้าไม่อยากยุ่ง งานของข้าก็ต้องแสวงเอาหลังจากนี้ ในเมื่อท่านพ่อเองก็ธาตุน้ำ ท่านแม่ก็ธาตุดิน แม้ท่านย่าจะเป็นธาตุไฟแต่โอกาสที่ข้าจะเป็นธาตุไฟนั้นต่ำยิ่งกว่าต่ำเสียอีกมิใช่หรือ?”
ท่านย่ากาเทียกวักมือเรียกให้เขาก้าวเข้าหา… เด็กชายสิ้นลายตัวแสบทำตามแต่โดยดี มือย่นยกขึ้นแล้วตบลงที่ไหล่ทั้งสองข้างของเขาเบา ๆ ลาสรู้สึกถึงความอบอุ่นคลุมไปทั่วร่าง
“รู้ไหมทำไมประเทศเราถึงเลือกทำพิธีปลุกพลังเมื่ออายุได้สิบปี” เขาส่ายหน้า
“ข้าไม่รู้ครับท่านย่า” ลาสตอบตามตรง หญิงชราเลื่อนมือขึ้นลูบศีรษะและจัดผมที่ยุ่งเหยิงโดยไม่กลัวเปื้อนเสื้อผ้าสะอาดแม้แต่น้อย
“ก็เพราะธาตุของคนเรามีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งหมดเกิดจากการหล่อหลอมที่ผ่านมาในอดีต ความอดทน อดอยาก ยากไร้ ความสุขสบาย ทุกอย่างเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น… แม้โอกาสจะน้อยนิดแต่ก็ไม่สมควรปล่อยความหวังนั้นทิ้งไปง่าย ๆ นะหลานรัก”
ลาสพยักหน้าหงึก ๆ ยอมรับอย่างว่าง่าย
“ที่สำคัญ…อย่าได้ว่าพ่อของเจ้าเลยลาส พ่อของเจ้าเป็นบุคคลที่มุ่งมั่นมีความตั้งใจแรงกล้านัก แต่เมื่อตนเองทำไม่สำเร็จในครั้งก่อนจึงเกิดแผลเป็นติดค้างอยู่ในใจและเจ้าเป็นความหวังเดียวของเขา” หญิงชราพูดพลางถอนลมหายใจ “บางที…การที่พ่อของเจ้าต้องกลายมาเป็นชาวไร่ชาวนา อาจเป็นความผิดของย่าเองที่มอบความกดดันให้เขาแต่ยังเล็ก…”
“ท่านย่าอย่าพูดเช่นนั้น” ลาสรีบตัดบท เขาไม่อยากเห็นแววตาเศร้าสร้อยบนดวงหน้าภูมิฐานของหญิงชราอีก หญิงชราคนที่แบกรับความผิดพลาดทั้งหมดไว้กับบ่าตนเองและไม่เคยโทษใครคนนี้ เขาเองก็รู้ซึ้งถึงความหวังดีของพ่อ คนคนนั้นทำอะไรนึกถึงผลประโยชน์ของครอบครัวเป็นหลักเสมอ เรื่องนั้นเขาสำนึกดีแก่ใจ…แต่…
“การคัดพรสวรรค์ในปัจจุบันเปลี่ยนไปมากแล้ว อาเธอร์เรียมิใช่สถานที่สำหรับธาตุไฟเท่านั้น ด้วยแนวคิดใหม่ที่กล่าวว่าธาตุทุกธาตุย่อมต้องพึ่งพากัน ทำให้อาเธอร์เรียเปิดให้ธาตุอื่นที่มีพรสวรรค์ในระดับชั้นกลาง ขั้น 5 ขึ้นไปสามารถเข้าเรียนได้ แม้ว่าธาตุไฟจะยังได้รับสิทธิพิเศษอยู่ก็ตามที” ลาสพูดจริงจัง เมื่อเห็นสายตาสีดำขลับเป็นประกายของเด็กชายเธอก็วางใจ… เพราะมันเป็นสายตาของคนที่มองโลกตามความเป็นจริงแต่ไม่ละทิ้งความฝันครั้งยังเยาว์…
“หลานรักของย่า เจ้าเติบโตขึ้นมากนะ” กาเทียยิ้มบางลูบหัวเด็กเขาเบาๆ “เอาล่ะ เจ้าไปอาบน้ำก่อนเถิด แม่เจ้าเตรียมชุดไว้ให้แล้ว”
ลาสเบ้หน้าเหยเก
“นี่ข้าไม่ชอบชุดพวกนั้นเลย ไปชุดแบบนี้ก็ได้นี่นา” เขาว่าแล้วยืนยืด เผยให้เห็นเสื้อผ้ามอมแมมมีรอยขาดปะไปทั่ว
“ไม่ได้จ้ะ” คนเป็นย่าเอ็ดเสียงแข็ง “หลานย่าจะเข้าอาเธอร์เรียด้วยชุดหุ่นไล่กาไม่ได้เด็ดขาด ย่าไม่ยอม”
เสียงนั้นพูดทีจริงทีเล่นจนลาสไม่รู้จะตอบอย่างไรดีได้แต่หัวเราะร่วนแก้เขิน
“เช่นนั้นข้าไปก่อนนะครับท่านย่า” ลาสว่าแล้วก็ผละออกมาจากห้องเล็กที่มีกลิ่นไออุ่นละมุนอบอวลไปทั่ว พริบตานั้นเขาสัมผัสได้ถึงความเย็นของเช้าตรู่อีกครั้งราวกับอยู่คนละโลก เพียงแค่นั้นเขาก็ยิ้มบานอย่างอดไม่ได้ การควบคุมไฟเป็นสิ่งที่ยากเหลือล้น หากย่าของตนกลับสามารถควบคุมอุณหภูมิของห้องทั้งห้องได้เหมือนไม่ยากเย็นสักนิด
“สมเป็นท่านย่าจริง ๆ” ลาสว่าอย่างอารมณ์ดี ไม่แปลกแล้วที่ท่านเป็นที่พึ่งของหลายครัวเรือนในละแวก มีปัญหาใดก็มาหาท่านเสมอ และปัญหาเหล่านั้นมักคลี่คลายไปได้ด้วยดีอยู่ร่ำไป
“ลาส อยู่แถวนี้หรือเปล่ามาช่วยแม่จัดโต๊ะทีสิ อ้ออย่าลืมไปล้างมือก่อนนะ!” ออกมาจากห้องได้ไม่ทันไรเสียงสั่งที่ฟังแล้วระรื่นหูไม่น้อย
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละท่านแม่!” เขาตอบกลับก่อนจะตรงรี่ไปทางหลังบ้านใช้ขันไม้ตักน้ำล้างมือ… มันเย็นเฉียบจนไม่อยากนึกถึงตอนอาบน้ำเลย “ข้าไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
ลาสว่าพลางเช็ดมือให้แห้งก่อนจะวิ่งรี่ไปทางครัวหมายช่วยแม่ แต่ไม่ทันไรเห็นหัวยุ่งเหยิงสภาพมอมแมมคนเป็นแม่ถึงกับชะงักและเปลี่ยนคำสั่งใหม่ให้รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดเสียก่อน
ใช่…
ชีวิตของลาสที่อยู่มาสิบปีมันก็ธรรมดาแบบนี้ ตื่นเช้าเก็บผัก อาบน้ำแต่งตัวและเข็นรถเข้าไปยังตลาดในเมืองเพื่อเร่ขาย ปัจจุบันลูกค้าประจำก็เริ่มเยอะ คุณภาพของผักที่ปลูกด้วยคู่สามีภรรยาน้ำดินผู้คร่ำหวอดในวงการ ทำให้คุณภาพของดิน คุณภาพของน้ำ การควบคุมสารอาหารของพืชอยู่ในมาตรฐานที่ค่อนข้างสูง ถึงจะเก็บมาเยอะแค่ไหนแต่ไม่นานนักก็ขายหมด เขาเองก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการใช้ชีวิตเช่นนี้หรอก
ว่ากันตามตรงมันอาจดูแปลกสักหน่อย หากเขาชอบฟังเรื่องราวและบทเรียนของย่ามากกว่า ไม่ได้อยากเข้าไปใช้ชีวิตหรูหราอะไรในรั้วโรงเรียนอาเธอร์เรียที่คนทั้งประเทศอยากเข้าไปเสียหน่อย จะมีก็แค่ท่านพ่อที่ทำบรรยากาศดูตึงเครียดแต่เช้าตรู่จนรู้สึกเครียดขึ้นมาบ้างแล้ว และทุกสิ่งจะตัดสินกันภายในวันนี้… ไม่สิ แค่เช้านี้… ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่จะถึง…
ลาสนั่งเหม่อมองยอดปราสาทสีเทาที่ใกล้เข้ามาอีกหน่อย ดูใหญ่โตขึ้นอีกนิดหากให้เทียบเมื่อมองจากที่ไร่ สถานที่นั้นเหมือนอยู่ใกล้ เดินแวะเวียนผ่านก็บ่อยแต่การจะเข้าไปก็ใช่เรื่องง่าย ความสามารถธาตุระดับกลาง ขั้น 5 นั้นไม่ใช่ของที่ใครก็สามารถไปถึง พูดไป ต่อให้เป็นเทศกาลที่รวมเด็กจากทั่วสารทิศในประเทศนี้ที่อายุครบกำหนดมาร่วมทดสอบ ปีหนึ่งก็มีคนผ่านประมาณแค่ร้อยคนเท่านั้น…หรือบางทีอาจจะไม่ถึงด้วยซ้ำ
…ไม่ใช่ไฟแต่ก็เป็นระดับหัวกะทิเหนือหัวกะทิ ที่ส่อแววเจิดจรัสตั้งแต่เด็กนั่นแหละ มันก็น่าสงสัยไม่น้อยว่าคนอย่างเขาจะก้าวเข้าไปอยู่ในเขตของอภิสิทธิ์ชนเช่นนั้นได้หรือไม่
“ลาส”
เสียงแว่วๆ ดังแถวไหนไม่รู้เมื่อมองหาแล้วไม่เจอต้นเสียงเขาก็ปล่อยผ่านไป… ช่างหัวสิ คงแค่หูแว่วธรรมดา วันนี้ทั้งพ่อทั้งแม่เขาก็มาด้วยกันทั้งคู่ ไม่ปล่อยงานขายผักให้เขาเลยสักนิด บอกให้ตั้งสติสมาธิให้ดี ก็นั่งเหม่อมันอย่างนี้จนกว่าจะถึงเวลาดีกว่า
“ลาส…”
เสียงแว่วอีกแล้ว เขาชายตามองแต่ก็ไม่มีสิ่งผิดปกติ… ฝั่งพ่อแม่ก็ยังขายของนับเงินยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีวี่แววเหมือนเรียกเขาสักนิด ดูเหมือนจะคิดมากจนใกล้เพี้ยนไปเสียแล้ว
“ลาสสสส!!”
เสียงคราวนี้ไม่เพียงแต่ดังแถมยังใกล้ เขาสะดุ้งโหยงโดดตัวลอยยืนขึ้นทันที คนเรียกไม่ใช่ใครอื่นเพื่อน… แต่ไม่ใช่เพื่อนธรรมดา เด็กชายผิวขาวยืนยิ้มแฉ่งโชว์ฟันขาว หน้าระรื่นเป็นมิตร ดวงตาคู่สีฟ้าคมกริบ กอรปกับผมสีทองอร่ามทำให้ดูโดดเด่นเกินวัย ไม่พอ หากดูแค่ชุดสีขาวสุดหรูก็รู้แล้วว่าฐานะต้องไม่ธรรมดา…
และความเป็นจริงก็คือ ห่างไกลความธรรมดาไปมากโข เมื่อหมอนี่เป็นญาติฝ่ายไหนไม่รู้ของท่านพ่อ… ก็น่าจะมีทางเดียว ทางในวังนั่นแหละ มีศักดิ์นับญาติกันอย่างไรก็ไม่รู้อีก
“อยู่แค่นี้ยังตะโกนมาได้ เซรัน!” ลาสโวยกลับ แต่ว่านะแค่ชื่อนะ… เห็นไหมแค่ชื่อก็หรูหราแล้ว ไม่เหมือนเขาหรอก ลาส ลอส อะไรกันเนี่ยยาวเป็นบ้าทั้งชื่อทั้งนามสกุล
“ถึงเวลาแล้วไปกันเถอะ ข้าลงทะเบียนเผื่อเจ้าไว้แล้วลาส!”
ลาสตาโตเมื่ออีกฝ่ายอยู่ดีๆ ก็ฉุดข้อมือดึงเขาลุกขึ้นซะงั้น… และ… และ… เดี๋ยว!
“อะไรคือลงทะเบียนก่อน!”
เซรันเห็นเขาหน้าตื่นก็หัวเราะ
“แหงสิ เรื่องอะไรจะต้องมานั่งต่อคิวรอ แค่ตื่นมาข้าก็สั่งทหารให้ช่วยลงชื่อให้แล้ว ข้าล่ะรอวันนี้มาสิบปีแล้วรู้เปล่า!”
“รอมาสิบปีบ้านเจ้าแน่ะ!” ลาสโต้ “แค่เกิดมาร้องแว้แรก ก็รอวันทดสอบแล้วเรอะ!!”
เซรันยักไหล่ตอบ ใช่ หน้าด้าน ๆ ทำเขาพูดไม่ออก…
“ท่านลุง พวกข้าขอตัวก่อน”
เซรันพูดจบก็ดึงลาสออกวิ่งไปด้วยกัน ท่ามกลางถนนที่พลุกพล่าน ก่อนจะลัดเลาะเข้าสู่ถนนใหญ่ที่มุ่งตรงขึ้นไปยังลานกว้างใจกลางเมือง รถม้าหลายคันวิ่งแซงพวกเขาไปคาดว่าจะตรงไปยังที่เดียวกัน ไม่นานทั้งสองก็ถึงหน้างานที่มีคนอยู่เนืองแน่น เหล่าทหารตั้งแถวปิดทุกแยกของจตุรัสเอาไว้ไม่ให้ผู้คนทั่วไปผ่าน เมื่อทหารเห็นเซรันเข้าก็รีบทำความเคารพไม่คิดตรวจตราปล่อยวิ่งรี่เข้าสู่เขตหวงห้ามชั่วคราวทันที
ทั้งคู่หอบตัวโยน ลาสทิ้งตัวลงนั่งที่พื้นไม่อายใคร ขณะที่เซรันมองไปรอบ ๆ ทั้งยังหายใจหอบพูดไม่ออกสักเสี้ยวคำ แต่ยังอุตส่าห์หัวเราะออกมาได้อีก ถ้าเหนื่อยขนาดนั้นรถม้าก็มีคนรวยคิดอะไรเขาไม่เข้าใจจริงๆ
“อะไรเจ้าเกษตรกร แกก็อายุสิบปีเท่าข้าหรือนี่?”
เสียงไม่เป็นมิตรกระทบหูเรียกให้ทั้งลาสทั้งเซรันหันขวับไปเป็นทางเดียวกัน ร่างอวบเกินมาตรฐานอายุสิบปีบ่งบอกความอยู่ดีกินดี และบางทีอาจเป็นเพราะชุดสีสด ๆ แขนขาพองเกินเหตุนั่นด้วยเพราะเท่าที่เจอหน้ากันเมื่อวาน มันไม่อ้วนเท่านี้
“ยังมีหน้ามาพูดเจ้าพ่อค้า ดูหน้าเจ้าแล้วข้าก็นึกไม่ถึงจริง ๆ ว่าเจ้าจะอายุสิบปี” ลาสว่าแล้วหัวร่อ
“หนอย กล้าว่าข้ารึ!!” เจ้าพ่อค้าโวยวาย
“นี่… พวกเจ้าจะมากัดกันอะไรทุกครั้งที่เจอหน้า ไม่รู้จักเบื่อบ้างหรือไง” คนห้ามทัพไม่ใช่ใครอื่น… เซรัน
“คนเรามันก็มีคนที่ถูกโฉลก กับคนที่ไม่ถูกโฉลกนี่นา ช่วยไม่ได้” ลาสค่อนแคะลุกขึ้นยืน… แล้วก้มมองเจ้าอ้วนที่เตี้ยกว่านิดหน่อย
“เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นด้วยกับเจ้า แค่เห็นเกษตรกรอย่างเจ้าก้มลงมองหน้า ข้าก็ฉุนแล้ว!” เจ้าพ่อค้าพูดพลางยักไหล่กวน เหมือนจะกวนแต่ชวนหัวเราะมากกว่า อย่าว่าแต่ลาสที่หัวร่อไม่ปิดบัง เซรันเองยังอดอุบหัวเราะไม่ได้ นั่นยิ่งทำให้เจ้าอ้วนฉุนขาดมากขึ้นเท่านั้น
“เบลซ์ เจ้าน่ะได้ลงทะเบียนรับการทดสอบหรือยัง” เซรันเห็นท่าไม่ดีรีบห้ามทัพเปลี่ยนเรื่องฉับ เจ้าอ้วนได้ทียืดใส่ทันที
“อ้าว ๆ ๆ พูดไปว่าแต่พวกเจ้าเถอะ ท่านพ่อข้าน่ะยัดเงินลงทะเบียนให้อยู่อันดับต้น ๆ เรียบร้อย ได้ทดสอบก่อนพวกเจ้าแน่”
ทั้งลาสทั้งเซรันผงะคู่ ไม่นึกว่าเจ้าอ้วนจะหน้าด้านเอาเรื่องสินบนมาเปิดเผยโชว์อย่างภูมิใจเช่นนี้… สมแล้วที่จะได้ชื่อว่า เจ้าพ่อค้า
“คอยดู ข้าน่ะได้ธาตุไฟแน่ ทั้งท่านพ่อ ทั้งญาติ ๆ ทุกคนลงความเห็นเป็นทางเดียวกัน… เซรันว่าแต่เจ้าเถอะหากไม่ใช่ธาตุไฟข้าจะขำให้ฟันร่วงเลย”
และน่าจะเพิ่มคำว่าหลงตัวเองหลังคำว่าพ่อค้าด้วย ไอ้นิสัยแกว่งปากหาบาทาเช่นนี้แหละจะทำฟันร่วงหมดปาก!
“เออ ๆ จะคุยอะไรก็ดูตัวเองหน่อย พ่อแม่เป็นธาตุลมทั้งคู่จะเอาธาตุไฟที่ไหนมาจุดไฟกัน” ลาสกอดอกพูดเหยียด ๆ
“ถุ้ย! อย่าเอาข้าไปเทียบกับเจ้า ญาติของพี่ชายของปู่ข้าเป็นธาตุไฟนะ” เบลซ์โวทับ… ยังมีหน้ามาโม้ ถ้านับอย่างที่มันนับ แค่ย่าเขาก็เป็นผู้ใช้เปลวเพลิงแล้ว นับญาติสั้นกว่ามันอีกไม่รู้จะสรรหาคำอะไรมาว่ามันแล้วจริง ๆ
“ไอ้ ไอ้ ไอ้….!”
“นี่ตรงนั้นน่ะ เงียบหน่อย พิธีการจะเริ่มแล้ว!”
ผู้คุมเอ็ดเข้าให้แล้วไง ยังไม่ได้เปิดปากว่าอะไรเลย แบบนี้ขาดทุนชัด ๆ
“เหอะรอดไปนะเจ้าเกษตรกร!” เบลซ์โพล่งขึ้นเมื่อเห็นสถานที่จัดเสร็จเรียบร้อย พวกกรรมการบนเวทีด้านหน้ารูปปั้นก็เริ่มคุยกันจ้อกแจ้ก ดูรายชื่อของเด็กแต่ละคนที่จะเข้าทดสอบในปีนี้… ไม่นานนักก็มีการประกาศจำนวนผู้เข้าร่วมทั้งหมด นับว่าสูงเป็นประวัติกาล ปาไปร่วมหมื่นแล้ว
“ใครรู้ตัวว่าอยู่ในร้อยคนแรกรีบตั้งแถวกันได้แล้ว เจ้าพวกเด็กเวร!” เสียงนั้นมาพร้อมเสียงระเบิดไฟดวงใหญ่บนฟ้าใจกลางลาน ชายในเกราะเงินชูมือขึ้นด้านบนนั้นมีกลุ่มควันจางบ่งบอกชัดว่าเป็นฝีมือของตน… คนส่วนใหญ่ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดังอีก เหลือเพียงพวกกรรมการที่ตะโกนชี้หน้าด่าคนป่าเถื่อน ข่มขู่เด็กด้วยระเบิดดื้อ ๆ
“หวาย… ท่านแม่ทัพมาเองเราไปกันเถอะ ข้า 33 เจ้า 34” เซรันพูดแหยพลางจับข้อมือของลาส ดึงให้เดินตามอีกครั้ง… เจ้าเบลซ์ที่ยังตกใจไม่หายหน้าซีดก็เดินมาด้วยกัน
“จริงสิเจ้าพ่อค้า แกหมายเลขเท่าไหร่?” ลาสถามเสียงค่อย
“อะเอ่อ… 21” มันตอบกระซิบกลับท่าทางจะกลัวไม่น้อย แต่เซรันถึงกับหันขวับเพราะนึกไม่ถึงว่าเจ้าพ่อค้าอ้วนจะได้หมายเลขก่อนหน้าจริง พลังเงินตราช่างน่ากลัวนัก… แต่ที่น่ากลัวกว่าคืออนาคตของอาณาจักรหากปล่อยให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เขาลอบคาดโทษเจ้าพวกนั้นไว้แล้ว จบงานมีไล่เบี้ยเฉ่งให้ยับ…!
เบลซ์แยกไปเข้าแถวด้านหน้าสิบกว่าคน เมื่อหายตกใจมันก็กลับมาโม้น้ำลายแตกฟองกับเพื่อนร่วมแถวจนคนอื่นระอากันหมด เซรันกับลาสได้แต่ทำเป็นไม่รู้จักและเมินหันเลี่ยงไปทางอื่นไม่กล้าสบตาด้วย
การทดสอบพรสวรรค์นั้นจะว่าเรียบง่ายมันก็ใช่ เพราะไม่มีระเบียบแบบแผนอะไรชัดเจน ลาสเองก็ไม่แน่ใจว่าในสมัยพ่อของตนการทดสอบเป็นเช่นไร แต่ในยุคนี้มีทหารไว้เพียงเพื่อควบคุมฝูงชนและไม่ให้งานยุ่งเหยิงวุ่นวาย การทดสอบก็แค่เดินขึ้นไปบนเวที เอามือสองข้างอังลูกแก้ว จากนั้นรวมสมาธิให้ดีนึกถึงตัวตนของตัวเอง คนจัดงานว่าอย่างนั้น แล้วลูกแก้วจะทำปฏิกิริยาขานรับส่งสัญญาณไปที่กำแพงสองฝั่ง…
ซ้ายบอกธาตุ และทางขวาบอกระดับพลัง
สำหรับระดับพลังนั้นแบ่งเป็นเก้าระดับได้แก่ ระดับต่ำ ระดับสามัญ ระดับกลาง ระดับสูง ระดับนักรบเวทมนตร์ ระดับอัศวินจอมเวท ระดับจอมทัพมนตรา ระดับราชัน ระดับเทวะ กระทั่งบางครั้งเรียกกันว่าพระเจ้า… ในแต่ละขั้นก็มีระดับย่อยนับหนึ่งถึงสิบแบ่งแยกอีกรอบ
คนส่วนใหญ่กว่าร้อยละเจ็ดสิบมีพรสวรรค์เพียงขั้นสามัญ รองลงมาคือระดับต่ำ ส่วนระดับกลางนั้นมีน้อยนิด ในประวัติศาสตร์ไม่มีใครมีพรสวรรค์เหนือกว่าระดับสูง
และตามประวัติศาสตร์อีกเช่นกัน หลายร้อยปีที่ผ่านมามีเพียงคนเดียวที่สามารถพัฒนาตนขึ้นไปสู่ระดับเทวะได้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใคร ส่วนขั้นราชันนั้นก็ใช่ว่ามีเยอะหลายร้อยปีมานี้มีเพียงจำนวนสองมือนับนิ้วได้ และผู้ที่อยู่ในระดับราชันที่ยังมีชีวิตอยู่ก็มีเพียงคนเดียว… ชายผู้เป็นตำนานเดินได้ องค์ชายรัชทายาทอันดับหนึ่ง ว่าที่กษัตริย์องค์ต่อไปแห่งประเทศเลโธเวน
…ที่ตอนนี้อยู่ส่วนไหนของอาณาจักรเป็นตายร้ายดีอย่างไร ไม่มีใครทราบ…
“ลาส ถึงตาเจ้าเบลซ์แล้วคิดว่ามันจะได้ธาตุอะไร” เซรันแอบถาม สีหน้าดูกำลังลุ้น และไม่ใช่การลุ้นในทางที่ดีนัก
“ว่ากันตามหลักก็ต้องธาตุลมแหละ” ลาสพูดพลางขยี้ตาเบา ๆ เมื่อรู้สึกตาชักเริ่มลาย… เขาเห็นละอองไฟสีส้มอ่อนไล่หลังเจ้าพ่อค้ามาเหมือนภาพติดตา
“นั่นสิ…เฮ้ย…” เซรันพูดจบก็ชะงักแค่นั้นไม่พูดต่อ ตาค้างเบิกโตเมื่อมีเปลวเพลิงกระจายพรึ่บขึ้นที่ลูกแก้ว ไฟนั้นกระจายตัวออกด้านหลังดุจปีกเปลวเพลิง ไม่ใช่แค่เซรันที่ตะลึงลาสเองก็นิ่งอึ้งตกใจไม่น้อย ทุกคน ณ ที่แห่งนั้นมองเป็นทางเดียวกัน กรรมการทุกคนกะพริบตาปริบ ๆ กระทั่งปู่ทวดคนนึงที่นั่งกึ่งหลับกึ่งตื่นมาโดยตลอดยังตาเบิกโต… เจ้าตัว… เจ้าพ่อค้าเองยังตกใจในตัวเองยืนตัวแข็งอ้าปากค้างสั่น เมื่อเงยหน้าขึ้นทั้งตัวก็สั่นตาม ทางซ้ายมีเปลวเพลิงขีดเส้นชัดบอกว่า “ไฟ” และด้านขวา…
“แม่เจ้าไฟขั้นสูง ระดับ 3!!” ใครสักคนตะโกนลั่น เสียงฮือฮาดังขึ้นฉับพลันพร้อมเสียงตบมือของแม่ทัพโหดจุดระเบิดเพลิงสยบเด็กเมื่อครู่ที่หัวเราะร่าอย่างสะใจ
พรสวรรค์ขั้นสูงระดับ 3 นี้ต่อให้ไม่ใช่ไฟแต่อาเธอร์เรียก็รีบอ้าแขนรับแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชีวิตของเจ้าพ่อค้าจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน ลาสลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เมื่อคู่ปรับจากยืนระดับเหลื่อมกันไม่เท่าไหร่… อยู่ดี ๆ กระโดดพรวดเดียวออกนอกสนามแข่ง ไปหยุดอยู่ในระดับที่แม้ปลายนิ้วเขาก็เอื้อมไม่ถึงเสียแล้ว เพียงแค่คิดความกดดันก็เริ่มพอกพูนขึ้นทีละน้อยหัวใจเริ่มเต้นระรัว เซรันดูเจ็บใจไม่หยอก สายตาสีฟ้าอ่อนที่เคยนุ่มอยู่ตลอดกลับกราดเกรี้ยวแสดงความเป็นศัตรูชัด
เบลซ์กระโดดโลดเต้นอยู่ครู่หนึ่ง…เหนื่อยก็ลงจากเวทีง่าย ๆ แล้วหันมาทางพวกเขาทั้งสอง ทำท่าเอานิ้วโป้งเชือดคอแลบลิ้นกวนโทโส แล้วขยับปากพูดไม่ออกเสียงจงใจให้พวกเขาเห็นคำว่า ‘อัจฉริยะ’ ได้ชัด
“หนอย! กะอีแค่ขั้นสูงระดับสามทำเป็นยืด!” เซรันกระแทกเสียงไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ยิ่งเห็นคนอื่นนิ่งไม่กล้าขึ้นเวทีตามยิ่งฉุน “ท่านปู่ ขอพวกข้าสองคนทดสอบก่อนหน้าเจ้าพวกตาขาวนี้ได้ไหม?”
เซรันมองตาแก่ที่นั่งสัปหงกบนเวที ทุกคนหันไปทางตาแก่… สายตาเลื่อนลอยมองคนอื่นเมื่อไม่มีใครขัดก็ยกมือขึ้นส่งสัญญาณอนุญาต แม่ทัพโหดมองนิดหนึ่งก็รับคำ
“พวกเจ้าสองคนมาทางนี้”
ลาสอยากร้อง… ร้องไม่เป็นภาษา ไม่เข้าใจว่าทำไมตนต้องติดร่างแหมาด้วย ทั้งที่เมื่อสักครู่ต่อให้ผลออกมาไม่ดีจืดจางคนก็ไม่จดจำกันแล้ว แต่ร้องขอแซงคิวชาวบ้านแบบนี้เหมือนประจานตัวเองชัด ๆ จากที่คนไม่สนใจเอาแต่เชียร์เหล่าลูกหลานตัวเองกันไป ก็กลายเป็นจุดเด่นขึ้นมาเลยซะงั้น
เซรันเดินนำขึ้นเวทีไปอย่างมาดมั่นดูไม่เหมือนเด็กอายุเพียงสิบปีสักนิด สายตาของลาสเห็นบางสิ่งคล้ายไฟลุกโชนไล่หลัง… มันรุนแรงกว่าที่เห็นหลังจากเบลซ์… แม้แดดจะร้อนแต่เขากลับรู้สึกหนาวยะเยือกชอบกลเลือดในกายเย็นเฉียบขึ้นฉับพลัน เมื่อมือเล็กของเซรันประคบเข้ากับลูกแก้ว แสงนั้นสว่างวาบขึ้นต่อหน้ารูปปั้นพระเจ้าแห่งยา พริบตาที่แสงดับลงทุกคนต้องตะลึงกับเปลวเพลิงสีเงินที่ล้อมรอบร่างเล็ก
เวลานี้ลาสขนลุกไปทั่วร่าง เสียวสันหลังวาบตัวสั่นไม่อาจควบคุมร่างได้อีก
“ไฟ ขั้นสูง… ระดับ 7!!” กรรมการบนเวทีขานรับ แต่คราวนี้ไม่มีใครพูดจาอะไรออกมากกว่านั้น เนื่องจากสีของเปลวเพลิงไม่ใช่สีปกติ “ธาตุแฝง… แสงขั้นกลาง ระดับ 9!!”
ไม่ใช่แค่ไฟ แต่ยังมีธาตุรองเป็นธาตุหายากอย่างแสง นี่เป็นพรสวรรค์ระดับที่สามารถก้าวขึ้นสู่ระดับราชันได้อย่างแท้จริง ทุกคนขนลุกซู่ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยอะไรกันอยู่ครู่หนึ่ง
“หึหึหึ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ปีนี้ระดับสูงจริง ๆ อะไรของเด็กพวกนี้เนี่ย!!” แม่ทัพใหญ่ตบมือเสียงดังอย่างกับระเบิด ผู้คนฮือฮาขึ้นฉับพลันเมื่อได้เห็นว่าที่ราชันคนใหม่ถือกำเนิดขึ้นกับตา เซรันยืนโบกมือให้ฝูงชนที่เนืองแน่นรอชมโดยรอบอย่างภาคภูมิ ไม่มีแววประหม่าหรือดีใจจนเกินเลย นั่นยิ่งทำให้เซรันดูยิ่งใหญ่เกินเด็กขึ้นไปอีก แม้เหล่ากรรมการและทหารโดยรอบยังอดเลื่อมใสไม่ได้…
“แล้วเจ้าล่ะ เด็กตระกูลลอสจะทำได้เพียงใด?” ท่านแม่ทัพว่าก่อนจะผลักหลังลาสที่ยืนแข็งทื่อเป็นก้อนหินตั้งแต่เมื่อสักครู่ เขาถลาเกือบหน้าทิ่มยังดีมีบันไดให้ยันร่างเลยไม่ล้มลงไป เมื่อมองขึ้นไปด้านบนเวทีเซรันยื่นมือให้พร้อมรอยยิ้ม
“ไปแสดงให้ทุกคนดูว่าเจ้าเองก็เป็นผู้เหมาะสมจะยืนอยู่ที่นี่ ลาส” พูดจบเซรันก็ดึงเขาขึ้นไปยืนเคียงข้าง มองหน้าเจ้าอ้วนที่ยืนเจ็บใจตัวสั่นอยู่ด้านล่างเวที
ลาสอยากร้องไห้… อยากร้องแล้ววิ่งเตลิดหนีลงจากเวทีเดี๋ยวนี้เลยติดก็แค่ทำไม่ได้ สายตาของทุกผู้คราวนี้จับจ้องมาที่คนคนเดียวแล้ว…เขาเอง นี่เป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมา เมื่อเพื่อนรักกำลังจะฆ่าเขาอย่างเลือดเย็นด้วยมือของตนเอง
เขาทำใจสำหรับวันนี้มานานนับเดือน จนกระทั่งกดความกดดันให้เหลือเพียงเศษเล็บเมื่อเช้า แต่มันกลับขยายขนาดขึ้นเล็กน้อยจากความกดดันของคนเป็นพ่อ เติบโตด้วยเชื้อไฟของคู่แข่งอย่างเจ้าพ่อค้าที่รอทับถม และสุกงอมด้วยเซรันที่สร้างกำแพงสูงชันตั้งตระหง่านพร้อมลากให้เขามาทำลายกำแพงนั้น… นี่มันบ้าชัด ๆ
ลาสเดินตัวปลิวไปหยุดอยู่ด้านหน้าของลูกแก้วแบบงงๆ ไม่รู้ว่าขาพามาตั้งแต่เมื่อไหร่ เลือดในกายเย็นเฉียบ จะตายให้ได้เดี๋ยวนั้น สายตาของพยานบนเวทีจ้องเขม็งรวมถึงตาแก่ที่ควรจะรีบ ๆ หลับไปเสียที
“เชิญเลยพ่อหนุ่มน้อย” ตาแก่แกว่าพลางเผยมือให้เริ่ม เขาเองจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวรีบทำตามหมายให้จบเรื่องไปให้ไวที่สุด เพียงแค่เอามืออังแล้วหลับตาลงเขาก็รู้สึกวูบฉับพลัน สิ่งที่เห็นคือความว่างเปล่านิรันดร์และความมืด เขาสะดุ้งเฮือกรีบชักมือออกจากลูกแก้ว
แม้เป็นเพียงเวลาเสี้ยววินาทีแต่เหงื่อกลับไหลออกมาอย่างกับน้ำตกอาบใบหน้า หลังของเขาเองก็ชุ่มไปหมด หายใจหอบอย่างแรงเหมือนเพิ่งสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย… เมื่อมองหน้ากรรมการทุกคนรวมทั้งตาแก่ที่เชื้อเชิญให้เขาเข้าทดสอบเมื่อครู่ ตอนนี้ตาแก่นั่นเอามือกุมขมับไม่กล้าสู้หน้าสักนิด
พรืด….!
เสียงกรรมการสักคนพ่นหัวเราะ
“ไม่เคยพบเคยเห็น แค่แตะลูกแก้วก็หมดสติเสียแล้ว ต่อจากจอมคนก็เป็นตัวตลกรึ”
คำพูดนั้นกระแทกใจเขาอย่างแรง ในที่สุดสถานการณ์ที่แย่ที่สุดก็เกิดขึ้นกับเขาจนได้… ไม่เพียงธาตุไร้แววแต่ระดับพรสวรรค์ยัง…
“น้ำขั้นต่ำ ระดับสองรึ! อย่างเจ้าหากจะเข้าวังคงเป็นได้แค่คนเก็บกวาดเท่านั้น เจ้าคนทำความสะอาดท้องพระโรงเอ๊ย!” เจ้าพ่อค้าตะโกนลั่นลานกว้าง คนอื่นที่รอดูอยู่ก็หายเกร็งกันหมดระเบิดเสียงหัวเราะเย้ยหยันกันเต็มอัตรา จะมีก็แค่เซรันที่ยืนนิ่งเงียบเดินเข้าหาแล้วตบหลังเขาเบา ๆ พอเห็นเจ้าอ้วนไม่หยุดก็ฉุนขาดเกือบกระโดดลงเวทีไปซัดกันสักตั้ง แต่ลาสกลับคว้าข้อมือไว้ได้ทัน
เขาไม่รู้ว่าต่อไปควรทำอย่างไรต่อ…
ร้องไห้หรือ… คงไม่ใช่
โกรธเหรอ… ก็ไม่เช่นกัน
ลาสคิดถึงคำเย้ยหยันของเจ้าอ้วน หรือบางทีมันอาจเป็นความจริงเสียแล้ว
SS1 Chapter 2, เตาหลอมต้องสาป 1
Chapter 2,
เตาหลอมต้องสาป 1
แม้อยู่ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของฝูงชนที่แน่นขนัดโดยรอบของจตุรัสใจกลางเมือง แต่ลาสกลับรู้สึกอ้างว้างจับจิต สายตาของผู้คนมองมาทางเขาอย่างเย้ยหยัน บ้างหัวเราะอย่างไม่ไว้หน้า ร่างเล็กแข็งทื่อไม่อาจขยับตัวหนีออกจากเวทีนี้ไปโดยง่าย บันไดที่อยู่เพียงแค่ไม่กี่ก้าวช่างดูห่างไกลเหลือเกิน หากไม่มีมือของเพื่อนสนิทอย่างเซรันจับอยู่ที่บ่าป่านนี้เขาอาจทรุดลงไปกองกับพื้นแล้วก็ได้ และเพื่อนคนนั้นเองที่ประคองเขาเดินลงจากเวทีมา ปล่อยให้พิธีการดำเนินต่อ
“เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหมลาส” เซรันถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง ลาสยังคงใจลอยในหัวโล่งโปร่งนึกอะไรไม่ออกจึงส่ายหน้าตอบไม่พูดไม่จา
“เซรัน เจ้าจะโอ๋เจ้านั่นไปอีกนานแค่ไหน” เสียงระรื่นกัดคนพร้อมรอยยิ้มของเจ้าอ้วนดังมาแต่ไกล ลาสหันตามเสียงไป ไม่ใช่ใครอื่นเบลซ์คนที่เคยเป็นคู่ปรับของเขาจนถึงเมื่อครู่
“เจ้าพ่อค้า หุบปากหากไม่อยากให้ข้าเล่นงานเจ้าจนนอนพังพาบกับพื้นตอนนี้เลย” เซรันประกาศกร้าวกระทืบพื้นตึง เปลวเพลิงสีเงินผุดออกจากพื้น แววตาสีน้ำเงินเกรี้ยวกราดขึ้นฉับพลัน
“เซรัน!!” ตาแก่บนเวทีตวาดเสียงดังจนทุกคนแถบนั้นสะดุ้งโหยง เด็กที่กำลังทำการทดสอบหน้าซีดเป็นไก่ต้ม เซรันหันกลับไปก็พบว่าเหล่ากรรมการลุกขึ้นยืนจ้องมาทางพวกตน ไม่เว้นแม้แต่แม่ทัพเกราะเหล็กที่ยืนกอดอกจ้องเขม็งเกลียวประหนึ่งกำลังบอกว่าหากทำอะไรเกินเลยกว่านี้คงอยู่เฉยต่อไปไม่ได้
“ชิ” เซรันสบถอย่างไม่พอใจนัก ไม่ทันไรไฟที่ติดพื้นอยู่ก็มอดหายไป นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นนักในพิธีกรรมที่มีมายาวนาน
“โธ่ สุดท้ายก็ได้แต่ขู่” เบลซ์ฉีกยิ้มเย้ย “ระวังเถอะมัวแต่ยุ่งกับเจ้าเกษตรกร สักวันข้าแซงให้จะรู้สึก”
“เจ้า…!” เซรันโกรธจนควันแทบออกหูแล้วหมายจะเข้าไปตั๊นหน้าเจ้าอ้วนให้ได้สักหมัด แต่ลาสเห็นทีจะไปกันใหญ่รีบดึงแขนของเซรันไว้ทันที ด้วยแรงของคนทำงานหนักมาโดยตลอดไม่มีทางที่เด็กชายผู้ใช้ชีวิตในวังจะสลัดหลุด “ลาส เจ้าไม่เจ็บใจบ้างรึที่โดนสบประมาทเช่นนี้น่ะ!”
ลาสถอนใจ… จะว่าไม่โกรธก็โกหก แต่ว่าเหนือสิ่งอื่นใด…
“ใช่โกรธ แต่ใจหนึ่งก็ยอมรับในความพยายามของมัน นั่นเป็นสิ่งที่ข้าทำไม่ได้เช่นมัน…” ลาสยอมรับตรง ๆ สายตาของเซรันอ่อนลงในทันใด จากความโกรธเคียดแค้นกลายเป็นความเห็นใจ
“ใช่สิ ข้ามันอัจฉริยะ รากหญ้าอย่างเจ้าคราวหน้าอย่าได้ริอ่านเสนอหน้ามาตีตัวเสมอกันอีกล่ะ เกษตรกรเอ๊ย” เจ้าอ้วนพูดจบไม่รอให้เซรันตวาดกลับอีกรอบ รีบวิ่งหนีกลับไปทางพ่อแม่ของตนที่รอโอ๋อยู่ที่ทิศตะวันออกของจตุรัส ลาสสัมผัสได้เลยว่าคนข้างตนยังไม่หายโมโห แต่เมื่ออีกฝ่ายไปแล้วเขาก็ปล่อยแขนของเซรัน
“เซรัน เช่นนั้นข้าไปก่อนล่ะ เห็นทีต้องไปช่วยท่านพ่อท่านแม่เก็บร้านแล้ว” ลาสพูดพลางปั้นยิ้ม แต่มันกลับไม่ทำให้อีกฝ่ายคลายความเป็นห่วงสักนิด เห็นอย่างนั้นเขาก็ไม่อยากคุยด้วยแล้วจึงหันหลังให้ สองเท้าก้าวลงสู่ถนนทิศใต้ปล่อยให้เซรันยืนมองอยูห่าง ๆ
“ลาส เจ้าก็รู้ว่ามันยังไม่จบ! เมื่อเบิกพลังธาตุขึ้นมาได้แล้วอาเธอร์เรียยังเปิดโอกาสให้แก้ตัวสำหรับผู้ที่สามารถพัฒนาตนจนถึงขั้นกลาง ระดับ 7 ได้เจ้าคงยังไม่ลืมใช่ไหม?”
ลาสลอบหัวเราะในลำคอ หันมาพยักหน้าตอบ
น้ำขั้นต่ำระดับสอง ขึ้นไปสู่ขั้นกลางระดับเจ็ดภายใน 1 เดือน ตามประวัติหกปีที่ผ่านมาหลังจากเริ่มมีรอบตัวสำรองยังไม่มีใครหน้าไหนเคยทำได้ สถิติสูงสุดที่เคยมีคือผู้มีพรสวรรค์ขั้นสามัญระดับเก้า ซึ่งสามารถพัฒนาขึ้นไปสู่ขั้นกลางระดับเจ็ดได้ทันเวลาฉิวเฉียด มีแค่นั้น…
“ถ้าเจ้ายังไม่เลิกความตั้งใจจริง พรุ่งนี้เช้าให้ไปพบข้าที่หน้าร้านลุงจอร์จนะลาส!”
ลาสฟังแต่ไม่รับคำและนั่นเป็นเสียงสุดท้ายของเซรันที่เขาได้ยิน ก่อนจะผละออกมาจากลานกว้าง มุดช่องเล็ก ๆ ที่ฝูงชนเปิดไว้ให้ แม้แต่ตอนนี้หูของเขาได้ยินเสียงหัวเราะ หรือคำดูถูกถากถางตนทั้งนั้น พ้นเขตฝูงชนที่เนืองแน่นได้ เห็นตรอกเล็กเขารีบวิ่งเข้าไปในนั้นแม้กลิ่นอับราจะเตะจมูกจนแสบ พื้นแฉะน้ำขังเป็นโคลนขุ่นคลั่กแต่เขาก็ยังเดินตรงไม่หยุดจนกระทั่งเสียงจากภายนอกกลายเป็นเพียงเสียงสะท้อน
ร่างเล็กยืนแน่นิ่งในขณะที่ยกมือที่กำแน่นจนสั่นระริกขึ้น… แล้วเหวี่ยงทุบเข้ากับกำแพงเต็มแรง เป็นครั้งแรกที่เขาเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา ไม่โกหกตัวเอง ไม่หาข้ออ้างใดให้พ้นความรับผิดชอบ สีหน้านั้นเหยเกแสดงความผิดหวังออกมาอย่างปิดไม่มิด
“เจ็บใจนัก!” เขาตะโกนลั่นน้ำตาไหลลงมาจนพร่ามัวไปหมด แต่ก็ไม่ยอมหยุดมือที่ทุบกำแพง ปากพร่ำบ่นแต่คำว่า เจ็บใจ เจ็บใจ เจ็บใจ เจ็บใจ กระทั่งมือเล็กเริ่มห้อเลือดแถมเป็นแผลถลอก
“ฮึก…!” ลาสสะอื้นหลังจากได้ปลดปล่อยอารมณ์ไปจนหมดแรง เขาไม่รู้ว่าหน้าตาตนเองตอนนี้โทรมแค่ไหนแต่มือตอนนี้ทั้งเจ็บทั้งแสบไปหมด โชคดีที่ไอ้ซอกเหม็นตุ ๆ นี่ไร้ผู้คนจริง ๆ ไม่งั้นพอฟื้นคืนสติมาคงได้อับอายขายขี้หน้าอีกรอบ เมื่อเห็นว่าอยู่ตรงนี้ไปก็ไม่ได้อะไรเขาจึงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาพันมือไว้ ไม่ให้ผิดสังเกตจนเกินไป ก่อนจะเริ่มวิ่งออกสู่ถนนใหญ่หลบหน้าหลบตากลืนหายไปกับฝูงชน
สองเท้าที่ฝึกมาอย่างดียังคงทำงานได้และพาร่างของเขามุ่งตรงผ่านร้านรวงกลับสู่ตลาดขายอาหาร แต่พอถึงหัวมุมแถวร้านค้าของตนเองก็เบรคตัวโก่งแอบชะเง้อดู… แต่ไม่เห็น… ดูเหมือนว่าจะขายหมดไว หรือบางทีอาจสวนทางกันขึ้นไปดูผลการเบิกพลังธาตุ และหากเป็นเช่นนั้นหมายความว่าทุกคนรู้เรื่องของตนหมดแล้ว
ลาสกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เหลียวซ้ายแลขวาดูจนทั่วเมื่อไม่เห็นครอบครัวของตัวเองแน่แล้วจึงเดินทางออกประตูเมืองทิศใต้ไป บนถนนคันดินสองฝั่งทางเป็นท้องทุ่ง สายตาของลาสยังคงเลื่อนลอยชมวิวไปเรื่อย ปล่อยให้จังหวะการเดินช้าลงตามจังหวะชีวิตรอบข้าง… ทั้งผู้คนที่เดินทางดูมีชีวิตชีวา ในทุ่งหญ้ากว้างทั้งซ้ายมือขวามือมีทั้งคนขี่ม้าต้อนแกะแพะเล็มหญ้า บ้างพาวัวออกมาเดินเล่น ที่ชายป่ามีกลุ่มพรานป่ารวมตัวกันเตรียมพร้อมสำหรับการล่าของป่า หรือบางทีอาจเป็นสัตว์อสูรขั้นต้นเมื่อดูจากเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ซึ่งดูไม่ค่อยแข็งแกร่งนัก
…ภาพเหล่านั้นทำให้หัวของเขาเย็นลงมากแล้ว
ลาสชำเลืองมองเห็นเรือนไม้หลังเล็กโปร่งที่เตรียมไว้สำหรับให้นักเดินทางพักผ่อน คนแน่นขนัดแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารสารพัด ตั้งแต่เรื่องการซื้อขายแลกเปลี่ยน หรือเมล็ดพันธุ์พืชที่เอามาจากต่างแดน ตามปกติเขาชอบเข้าไปนั่งในนั้นเพื่อขอฟังเรื่องราวที่หลากหลายอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่วันนี้ เขายังไม่อยากเจอคำถามประเภทถามธาตุหรือระดับพลัง หัวใจดวงเล็ก ๆ ยังคงบอบช้ำอยู่ไม่น้อย
ถัดจากเรือนไม้มีลานหินและรูปสลักของบุคคลในตำนาน ที่ยืนเผยมือออกไปเบื้องหน้า พร้อมเวทเปลวเพลิง ใบหน้ามาดมั่น มองตรงไปยังทิศใต้ ซึ่งมีป้ายบอกทางเขียน ‘ป่าปีศาจไร้นาม’ แต่เขาเองก็อยู่แถวนั้นมาตั้งแต่เด็กยังไม่เคยเจอสักตน
ใช่… หมู่บ้านเล็ก ที่เห็นอยู่ลิบๆ ก่อนเข้าไปในอุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ ถัดไปเป็นช่องเขานั่นแหละ
เมื่อถึงบ้านหลังน้อยที่ตั้งอยู่รอบนอก เขาเห็นรถเข็นประจำครอบครัวจอดอยู่ข้างเตาไฟตามปกติ แต่ยังไม่เห็นใครอยู่ในละแวก พลางเหล่มองไปทางสวนผักด้านหลังที่กำลังผลิยอดอ่อน พื้นดินยังคงชื้น แสดงว่าพ่อเพิ่งรดน้ำไปไม่นานนัก… และนั่นคือคนที่เขาไม่กล้าเจอหน้าที่สุดเพราะไม่รู้จะปั้นหน้าแบบไหน…
“เฮ้อ มีอย่างที่ไหนเนี่ยกลับมาถึงบ้านแต่ไม่กล้าเข้า” ลาสพูดเสียงอ่อนพลางถอนหายใจ
“แหมลูกพูดอย่างนั้นก็แย่สิทุกคนรออยู่เลยนะรู้ไหม” เสียงนุ่มดังจากด้านหลังทำให้เขาสะดุ้งตัวกระโดดโหยง
“ทะ ท่านแม่” เขาโพล่งขึ้นเสียงดัง แต่คนเป็นแม่กลับไม่ใส่ใจ สีหน้ายุ่งลงฉับพลันเมื่อเห็นเลือดที่ซึมออกมายังผ้าพันแผลในมือขวา
“ตายจริง ไปทำอะไรมาเนี่ยเรา?” หล่อนย่อตัวลงนั่งดึงมือของเขาไปดู เขาเห็นสีหน้าของแม่ซีดเผือดลงทันที ดวงตาสีน้ำผึ้งมีน้ำสีใสคลอเล็ก ๆ เพียงแค่นั้นเขาก็ยิ่งรู้สึกผิดไปกันใหญ่แล้ว “ต่อไปอย่างทำอย่างนี้อีกนะ เข้าบ้านไปทำแผลก่อนเถอะลาส”
ลาสไม่กล้าสบตาจึงได้แต่เบือนหน้าหลบแล้วเดินตามแรงจูง ในบ้านหลังเล็กทุกคนพร้อมใจกันนั่งรวมตัวอยู่ในห้องอาหาร ระหว่างที่ท่านแม่กำลังทำแผลที่มือขวาให้ไม่มีใครเอ่ยคำใดออกมาได้ ท่านพ่อยังคงนั่งกอดอกหลับตาเงียบดุดันจริงจังเช่นเคย ส่วนท่านย่าก็มองมาทางเขาด้วยสายตาทั้งหนักใจ ทั้งแสดงความเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด
ลาสกลืนน้ำลายลงคออีกอึกใหญ่ก้มหน้าลงโต๊ะงุดๆ
“ท่านพ่อ… ท่านแม่… ท่านย่าข้าขอโทษ” เขากลั้นใจพูดอย่างยากลำบาก ก่อนจะแง้มมองขึ้นเพื่อดูปฏิกิริยาตอบสนอง “การเบิกพรสวรรค์ธาตุ… ข้า…”
“เจ้าได้ธาตุอะไร?” ท่านพ่อถามห้วนยังไม่เปิดตามอง ลาสหน้าซีดแต่ก็ยังฝืนตอบ
“ข้าได้ธาตุน้ำ… ขั้นต่ำระดับสอง”
สิ้นเสียงแห้งของเขา เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ก็หลุดจากปากของผู้หญิงสองคนในห้องแทบจะพร้อมกัน… เขาเงยหน้าขึ้นมองคราวนี้แม้แต่พ่อของเขายังขมวดคิ้วยุ่ง ถึงไม่ลืมตาแต่เขามั่นใจว่าคนคนนั้นต้องกำลังโมโหอย่างรุนแรงจนแทบจะระเบิดออกมาแล้ว
“เจ้าคงรู้สินะว่านั่นมันแย่แค่ไหน…” เสียงแข็งดังขึ้นกลางห้องเงียบ
“ข้ารู้” ลาสตอบกลับ
“รู้ไหมพวกข้าผิดหวังในตัวเจ้ามากเพียงใด”
“การอน! ลูกไม่ควรพูดเช่นนี้!”
เมื่อเห็นคนเป็นพ่อกลับทำน้ำเสียงเย้ยหยัน กาเทียที่อาวุโสสุดเริ่มอดรนทนไม่ได้ตวาดดุ การอนไม่สนใจลืมตาขึ้นแล้วมองตาลูกของตนเองที่กำลังสั่นกลัว… ก่อนจะถอนใจ
“แล้วเจ้าจะเอาอย่างไรต่อ”
การอนถามเป็นเชิงทดสอบความตั้งใจในที ลาสพยักหน้ารับ
“ท่านพ่อ ข้าตัดสินใจแล้วว่าตั้งแต่พรุ่งนี้ไปข้าจะเข้าศูนย์ฝึกกับเซรัน ถึงแม้มันจะยากแต่ข้าอยากลองดูสักตั้งกับการทดสอบคัดเลือกตัวสำรองที่จะถึงในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า”
ทุกคนนิ่งเงียบกับคำตอบเพราะรู้ดีว่าสิ่งที่เขาพูดเมื่อสักครู่เป็นทางเลือกที่ลำบากแสนเข็ญ จนใกล้เคียงคำว่าเป็นไปไม่ได้เต็มทน แต่ลาสเลิกคิดไร้สาระแล้วเมื่อเห็นเจ้าอ้วน จริงอยู่ที่มันน่าหมั่นไส้และกวนประสาท แต่มันก็แสดงให้เห็นว่าความมุ่งมั่นย่อมก่อให้เกิดปาฏิหาริย์ได้
…ถ้าหากมีความเป็นไปได้อยู่บ้างเขาก็ไม่อยากทิ้งมันไปง่าย ๆ อีกแล้ว
การอนลุกพรวดยืนดันเก้าอี้เสียงดังก่อนจะเดินเท้าหนักตรงมาทางลูกชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสายตายังคงเกรี้ยวกราดจนน่าใจหาย
“คุณคะ อย่าได้คิดทำอะไรรุนแรงเชียว!” แม่ของเขาลุกพรวดขึ้นยืนขวางกลางปล้อง หากแต่พ่อกลับเดินผ่านไปแล้วย่อตัวลงที่ตู้เก็บหนังสือ เปิดลิ้นชักด้านล่างดึงออกมาจนสุด… ในนั้นมีกล่องเล็กสีกำมะหยี่สีน้ำเงินดูมีราคา ทุกคนประหลาดใจไม่น้อยไม่นึกว่าจะมีของเช่นนี้ซ่อนอยู่ด้วย
การอนยื่นกล่องนั้นส่งต่อให้กับลาสที่ยังคงงุนงงโดยไม่พูดอะไรสักคำ สัมผัสได้ถึงความนุ่มลื่นของผืนผ้าที่หุ้มกล่อง เขารับรู้ได้ทันทีว่านี่เป็นของระดับสูงที่เขาไม่เคยได้แตะมาทั้งชีวิตสิบปี ลาสเห็นทีท่าของพ่อที่อยากให้เขาเปิดกล่องนั้นด้วยตนเองจึงออกแรงเปิดฝาอย่างลนหน่อยๆ
“นี่มัน…!” ฝากล่องดังคลิกแง้มเปิด ย่ากาเทียปิดปากอุทานอย่างตกใจแม้สองแม่ลูกยังคงงงอยู่ ด้านในมีวัตถุทรงกลมขนาดเท่าเหรียญสีคล้ายก้อนมรกตที่มีลายส้มทองคาด… มันดูเหมือนอัญมณี…
“เจ้าไปหาของสิ่งนี้มาจากไหนกันการอน!” กาเทียถามตื่นตระหนกไม่น้อย การอนยิ้มบางอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของผู้อื่น
“ข้าเพียงแค่เตรียมการสำหรับสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุด ข้าไม่อยากใก้ลูกของข้าต้องตกระกำลำบากเช่นที่ข้าเคยประสบมาท่านแม่” การอนพูดเสียงเรียบ พลางมองย้อนกลับมาที่ลูกและภรรยาของตน ซึ่งทำหน้างงและคาดคั้นให้อธิบายเสียที
“นั่นเป็นยาที่จะช่วยพัฒนาระดับพลังเวทมนตร์ให้เพิ่มพูนขึ้นได้ เป็นหนึ่งในยาหายากที่มีเพียงน้อยคนนักที่สามารถหลอมออกมา”
คำตอบนั้นทำให้ลาสกับคนเป็นแม่สะดุ้งโหยงตาตื่น ฉับพลันเลือดในกายกลับเย็นเฉียบเพราะมีความคิดหนึ่งแทรกขึ้นมากลางปล้อง…
“แล้วราคา…” ลาสหน้าแห้ง มองยาในมือตาละห้อยคิดตามคำถามของแม่
“ก็พอจะใช้สร้างบ้านหลังเล็กแบบนี้ได้อีกหลังนั่นแหละ” กาเทียสรุปพลางเดินเข้ามาขอดูยาเม็ดนั้น ลาสส่งให้แต่โดยดีทั้งที่สมองยังคงวิงเวียนไปหมด ส่วนแม่ไม่ต้องสงสัยตัวแข็งทื่อไปแล้วน่าจะกำลังผงะกับราคาของเม็ดยา
“ท่านพ่อนี่ท่านไม่ได้โกรธข้าเหรอ” ลาสถามตามตรง อีกฝ่ายส่ายหน้าปฏิเสธ
“เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ที่ผ่านมาเจ้าก็ตั้งใจหมั่นฝึกฝนดีแม้ชอบหนีจากข้าไปฟังเรื่องของย่าเจ้าเป็นประจำก็เถอะ” การอนพูดติดตลกเล็ก ๆ แม้จะแป้ก แต่เขาก็เบิกรอยยิ้มกว้างออกมาเป็นครั้งแรกหลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตมา จังหวะนั้นเองที่กาเทียกระแอมเบา ๆ เรียกความสนใจไปที่ตน
“การอน… เจ้าเข้าโรงประมูลมาสินะ” ท่านย่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ใช่แล้วท่านแม่” การอนตอบเสียงเรียบ เลิกคิ้วเล็ก ๆ ด้วยความแปลกใจ
“เจ้าโดนหลอก”
“หา!?” ทั้งสามอุทานขึ้นพร้อมกัน หันขวับไปทางหญิงสูงอายุที่ยืนพลิกเม็ดยาดูอย่างเพ่งพินิจ
“นี่เป็นยาสำหรับเสริมการฝึกพลังธาตุก็จริงอยู่ หากแต่เป็นยาสำหรับให้คนธาตุไฟใช้ ราคาต่ำกว่ายาไม่จำกัดธาตุอักโข ข้าว่าที่งานประมูลคงไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เป็นแน่” กาเทียพูดจบก็เก็บยาใส่กล่อง วางลงบนโต๊ะพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลาสชำเลืองมองพ่อของตนที่ยืนนิ่ง ตาเบิกโตค้างเติ่งมองหน้าท่านย่ากาเทีย… ถึงไม่ได้ชักสีหน้าตกใจให้เห็นชัดนักแต่ไม่ทันไรเหงื่อก็เริ่มไหลพรากลงมาเป็นทาง หลังชุ่มจนเห็นเป็นวงชัด… ดูท่าหายนะใหม่กำลังคืบคลานมาเยือนครอบครัวอีกครั้งหนึ่งเสียแล้ว… หายนะทางการเงิน
.
.