โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมืองเรื่องไอโฟน 15: ตัวประกันคนสำคัญ

The101.world

อัพเดต 24 ก.ย 2566 เวลา 11.24 น. • เผยแพร่ 22 ก.ย 2566 เวลา 04.01 น. • The 101 World

“เราเปิดรับบริษัทต่างชาติมาโดยตลอด และยินดีต้อนรับพวกเขาเพื่อคว้าโอกาสและแบ่งปันผลของการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน” นี่คือประโยคที่ เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวขึ้นในงานแถลงข่าว ณ กรุงปักกิ่ง ต่อกรณีการแบนไอโฟน

การเปิดตัวไอโฟนรุ่นที่ 15 (ซึ่งจริงๆ ต้องบอกว่าเป็นรุ่นที่ 17 ถึงจะถูก) ด้วยหน้าตาที่เกือบจะเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเทคโนโลยีด้านในตัวเครื่องที่อัพเกรดขึ้น (นิดหน่อย) และหน้าจอรูปแบบใหม่สำหรับไอโฟน 15 ซึ่งสำหรับรุ่นราคาแพงอย่าง iPhone 15 Pro และ 15 Pro Max จุดขายสำคัญน่าจะอยู่ที่ความสามารถของการถ่ายวีดีโอ และการเปลี่ยนมาใช้วัสดุที่ดูล้ำยุคขึ้นไปอีกขั้นอย่างไทเทเนียมที่ดูจะเรียกความสนใจจากแฟนๆ สาวกไอโฟนได้ไม่น้อย ไปจนถึงการเปลี่ยนมาใช้พอร์ต USB-C ที่น่าจะทำให้การใช้งานสะดวกขึ้น (แต่เอาจริงๆ ผมว่าหากไม่โดนบีบจาก EU ก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนไหม) ซึ่งแอปเปิลหวังว่าฟังก์ชันเหล่านี้ที่ใส่มาในตัวเครื่อง พร้อมอัพเกรดระบบปฎิบัติการใหม่ ฟังก์ชันทั้งหมดนี้น่าจะสามารถดึงเงินออกจากกระเป๋าของเหล่าผู้บริโภคได้ ซึ่งก็อาจเป็นอย่างนั้น หากดูจากยอดจองของผู้ให้บริการที่เครื่องรุ่นแพงนั้นหมดอย่างรวดเร็ว

หากย้อนกลับไปดูข้อมูลการเติบโตของแอปเปิลในช่วงปี 2022-2023 ถือว่าผลประกอบการอยู่ในระดับทรงๆ มีช่วงเวลาที่ผลประกอบการแอปเปิลไม่เติบโตเลยถึง 3 ไตรมาสติดต่อกันในช่วงต้นปีที่ผ่านมา และมีช่วงที่ทำกำไรได้เล็กน้อยจากที่คาดการณ์ไว้ แต่โดยรวมถือว่าเป็นทิศทางไปในทางทรงตัว แม้กระทั่งตอนนี้ที่มีผลิตภัณฑ์เรือธงขายดีที่สุดของบริษัทออกมา ก็ยังไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำแอปเปิลกระโดดขึ้นมามากนัก และอาจต้องรอดูกันต่อไปอีกนิด

ตั้งแต่ผ่านพ้นสถานการณ์โควิด-19 เป็นต้นมา ยอดขายฮาร์ดแวร์ของแอปเปิลไม่ค่อยดีนัก ส่วนหนึ่งมาจากกำลังซื้อในช่วงโควิด-19 ที่ผู้บริโภคต้องการอุปกรณ์เสริมต่างๆ เอาไว้ใช้ทำงานที่บ้าน แม้สาวกแอปเปิลหลายคนจะเพิ่งซื้ออุปกรณ์ทั้งหมดไปไม่ถึงสองปีดีดัก จึงอาจทำให้ยอดขายไม่ได้เติบโตมาก โดยข้อมูลจาก Statista ระบุว่า แม้แอปเปิลจะเป็นเจ้าตลาดการขายไอแพด และในช่วงปี 2021-2022 ไอแพดขายได้มากขึ้น 40 ล้านเครื่อง (จาก 52 ล้านเครื่องในปี 2021) แต่พอมาปีนี้ ในครึ่งปีแรกยอดขายของไอแพดกลับยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งจากที่เคยทำได้ในปีที่ผ่านมา จนมีข่าวลือออกมาว่าเราอาจได้เห็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ของไอแพดเพื่อกระตุ้นตลาดอีกครั้ง

ผมคิดว่าเรื่องใหญ่ที่ทำให้ผลประกอบการแอปเปิลอาจไม่ได้สดใสอย่างที่คิดไว้ ไม่ได้มาจากที่ว่าพวกเราต่างทยอยซื้อสินค้าของแอปเปิลไปมากมายแล้วในช่วงก่อนหน้านี้เท่านั้น แต่ประเด็นหลักอยู่ที่เรื่องการเมืองระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ที่ดูเหมือนจะตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ และพยายามข่มกันในทุกรูปแบบ ดังจะเห็นได้จากก่อนหน้านี้ก็มีการปล่อยข่าวเรื่องของการห้ามส่งออกแร่ Rare Earth ของจีน และก่อนหน้าการเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ไม่กี่วันก็มีการปล่อยข่าวเรื่องที่ว่า รัฐบาลจีนออกกฎห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลใช้ไอโฟนอีกต่อไป เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัย ทั้งยังเกรงว่ารัฐบาลสหรัฐฯ อาจได้ข้อมูลของจีนผ่านการขอข้อมูลจากแอปเปิลก็เป็นได้

ข่าวนี้แม้ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จมากแค่ไหน (แม้ภายหลังจีนจะออกมาบอกว่าเป็นข่าวปลอม แต่ก็ใช่ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ในอนาคต) และต้องยอมรับว่าปล่อยออกมาได้ถูกจังหวะที่ก็ทำให้ตลาดเกิดความอ่อนไหวมากพอสมควร ซึ่งหากเราไปดูข้อมูลการลงทุนของแอปเปิลซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในประเทศจีน เราจะเข้าใจว่านัยของการปล่อยข่าวลือของจีนนั้นเป็นเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อน หักเหลี่ยมพญาเหยี่ยว และเป็นเหมือนหนังกำลังภายในอย่างมาก

เป็นไปได้ว่า หากวันหนึ่งคนจีนเลิกใช้ไอโฟนจะส่งผลกระทบต่อความมั่งคั่งของแอปเปิลมากแบบที่มูลค่าบริษัทอาจหายไปมากกว่าครึ่ง อ้างอิงข้อมูลจาก Counter Point บริษัทวิจัยทางการตลาด ระบุว่าในปีที่แล้วแอปเปิลขายไอโฟนเฉพาะในประเทศจีนได้ประมาณ 20 ล้านเครื่อง แม้ว่ายอดขายจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2021 แต่จีนก็ยังเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลกนอกสหรัฐอเมริกาของไอโฟน รายได้ที่ได้จากลูกค้าในประเทศจีน ถือเป็น 1 ใน 5 ของรายได้ที่บริษัททำได้ ปัจจุบันแนวโน้มของการจำหน่ายไอโฟนในประเทศจีนนั้นลดลงเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมาจากแบรนด์สมาร์ตโฟนสัญชาตจีนนั้นแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ และมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ดีในราคาที่เหมาะสม

กรณีพิพาทกันของจีนและสหรัฐอเมริกาจึงเป็นเรื่องที่จัดการลำบากมากสำหรับแอปเปิล เนื่องจากฐานการผลิตไอโฟนที่ใหญ่และเชี่ยวชาญที่สุดของแอปเปิลอยู่ที่ประเทศจีน การย้ายฐานการผลิตที่เคยมีความพยายามในช่วงที่โดนัล ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีนั้น แม้แอปเปิลจะมีท่าทีในการสนองตอบต่อนโยบาย ‘American First’ แต่ผมคิดว่าอาจเป็นเพียงการรักษาท่าที เพราะแอปเปิลรู้ดีว่าการตอบสนองนโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

แอปเปิลลงทุนพัฒนาไอโฟนตั้งแต่สมัยที่ สตีฟ จอปส์ ยังมีชีวิตอยู่ และ ทิม คุก ทำหน้าที่ดูแลเรื่องห่วงโซ่อุปทานและการผลิตไอโฟน ทั้งยังเป็นผู้ดูแลเรื่องต้นทุนสินค้ามาตั้งแต่ครั้งนั้น ในหนังสือที่ชื่อว่า สตีฟ จ็อบส์ : Steve Jobs ของวอลเตอร์ ไอแซคสัน เขียนไว้ว่าสตีฟ จอปส์เคยกล่าวว่า ทิม คุก จะเป็นคนที่บินมาเมืองจีนทุกครั้งเมื่อสายพานการผลิตมีปัญหา รวมถึงการรักษาสายสัมพันธ์อันยาวนานกับโรงงานผู้ผลิตและประกอบไอโฟนอย่างฟอกซ์คอน (Foxxcon) ซึ่งปัจจุบันเป็นโรงงานประกอบไอโฟนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ เมืองเจิ้งโจว และปัจจุบันยังสร้างเพิ่มมาอีกสองบริษัทเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่เพิ่มมากขึ้น นั่นคือ เพกาตรอน (Pegatron) และวิสตรอน (Wistron) ที่ผลิตและประกอบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของแอปเปิล

เพราะหน้าฉากของการเปิดตัวไอโฟน เราอาจเห็นแต่ความเป็นแคลิฟอร์เนียและความเป็นอเมริกัน แต่ทว่าในความเป็นจริงเนื้อในของแอปเปิลต้องพึ่งพิงทรัพยากรจากจีน และเรื่องนี้รัฐบาลทั้งสองประเทศต่างรู้ดี นอกจากนี้ แอปเปิลยังมีทีมวิจัยและพัฒนาของตัวเองที่อยู่ในประเทศจีน ถือเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนานอกประเทศสหรัฐอเมริกาที่ใหญ่ที่สุดของแอปเปิล เมื่อปี 2021 ที่ผ่านมาแอปเปิลก็เพิ่งประกาศการลงทุนมูลค่ามากกว่า 1.2 พันล้านดอลาร์สำหรับการเสริมสร้างความแข็งแรงของห่วงโซ่อุปทานในจีนของบริษัทแอปเปิล

พูดได้ว่าแอปเปิลกับคู่ค้าในจีนมีความสัมพันธ์กันดีมาก มากเสียจนแอปเปิลแทบจะเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันนวัตกรรมหลายอย่างในประเทศจีน ทั้งการเติบโตของสมาร์ตโฟนในจีนเอง โดยเฉพาะความรู้เรื่องกระบวนการผลิต การผลิตส่วนประกอบต่างๆ และร่วมพัฒนาระบบคลาวด์ในประเทศซึ่งแอปเปิลลงทุนมานานแล้วเป็นทศวรรษแล้ว

อีกทั้งปี 2018 แอปเปิลก็ประกาศเปิดตัวศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของแอปเปิลภายนอกสหรัฐฯ ณ เมืองกุ้ยโจวทางตอนใต้ของจีน ซึ่งได้สร้างงงานให้กับคนในพื้นที่นั้นจำนวนไม่น้อย และทำให้เมืองกุ้ยโจวเป็นที่รู้จักในนามศูนย์กลางของการพัฒนา Big Data และระบบคลาวด์ของจีน และไม่ได้มีแต่แอปเปิลเท่านั้นที่เข้าไปลงทุน เพราะทั้งอเมซอนและไมโครซอฟต์ก็เข้าไปลงทุนใน Big Data ที่กุ้ยโจวด้วยเช่นกัน เพราะทั้งเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการได้เข้าถึงลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของโลก

นอกจากนี้ ข่าวการห้ามใช้ไอโฟนสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐยังตามมาด้วยการประกาศความสำเร็จของหัวเหว่ยในการผลิตชิปขนาด 7 นาโนเมตรและสามารถใช้ 5G ได้ โดยไม่ต้องพึ่งพิงเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา และตามมาอีกระลอกด้วยการเปิดตัวสมาร์ตโฟนเรือธงของหัวเหว่ยรุ่นใหม่อย่าง Huawei Mate 60 Pro+ ที่นอกเหนือจากใช้ 5G ได้แล้วยังสามารถโทรผ่านดาวเทียมได้เหมือน iPhone 14 Pro อีกด้วย (ซึ่งฟังก์ชั่นนี้ยังใช้ได้เฉพาะในเขตอเมริกาเหนือ)

Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์จาก TF International Securities คาดไว้ว่า Huawei Mate 60 Pro+ อาจเป็นสมาร์ตโฟนที่มาแย่งส่วนแบ่งการตลาดของไอโฟนในจีน ทั้งยังอาจมียอดจัดส่งอยู่ที่ 5.5 ถึง 6 ล้านเครื่องภายในครึ่งปีหลังของปี 2023 ซึ่งเพิ่มขึ้น 20% จากยอดจำหน่ายที่มีการวางแผนไว้ก่อนหน้านี้ หรืออาจสูงถึง 12 ล้านเครื่องภายใน 1 ปี หลังการเปิดตัวเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมาก็เป็นได้ ทั้งหมดถือเป็นเกมที่จีนเดินหมากได้เก่งและสร้างสิ่งกวนใจให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ เพราะอาจเชื่อแน่ว่าไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแอปเปิลคงต้องเจรจาเรื่องนี้กับรัฐบาลกลางสหรัฐฯ เพราะหากจะเล่มเกมแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ อาจจะเป็นอันตรายกับบริษัทสัญชาติอเมริกันซึ่งไม่ใช่แค่แอปเปิลเท่านั้นที่เข้าไปลงทุนในจีนอย่างมากมายมหาศาล ไม่เช่นนั้น แอปเปิลอาจต้องรีบคิดถึงการย้ายฐานการผลิต ซึ่งทางเลือกนี้ก็ไม่ง่าย และการขวานหาลูกค้ารายใหม่ที่มีกำลังการซื้อพอๆ กับจีนนั้นก็ยากมากเช่นกัน

รวมไปถึงแอปเปิลยังต้องวางกลยุทธ์ให้ดีในการบล็อคคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นซัมซุงจากเกาหลีใต้ หรือเสียวหมี่ (xiaomi) จากประเทศจีนที่นับวันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคงไม่ยอมแพ้ในสนามประลองนี้เป็นแน่ เพราะผู้บริหารของเสียวหมี่ถึงกับประกาศว่า ในอนาคตอันไม่ไกลจากนี้เขาจะขอเป็นผู้ท้าชิงคนสำคัญของแอปเปิลในตลาดสมาร์ตโฟนโลก และหวังใจว่าจะเอาชนะไอโฟนได้ โดยเฉพาะตลาดในประเทศและในอินเดีย ซึ่งทั้งเสียวหมี่และแอปเปิลต่างเป็นคู่แข่งกันโดยตรงในตลาดสมาร์ตโฟนราคาปานกลางไปจนถึงราคาแพง แม้ฟังดูจะเป็นโจทย์ที่ยากสำหรับเสียวหมี่ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ในอนาคต

ยิ่งเมื่อมองดูปัจจัยของภายในของประเทศจีน ทั้งการรณรงค์ลดการพึ่งพาตะวันตก การโปรโมตตัวเองของจีนว่าจะเป็นทางเลือกของการคานอำนาจกับโลกตะวันตก และที่สำคัญกว่านั้น ตั้งแต่หลังโควิด-19 เป็นต้นมา คนจีนจนลงอย่างมีนัยสำคัญ เห็นได้จากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาเรื่องเงินเฟ้อในประเทศ ไปจนถึงการเป็นหนี้ของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้การจับจ่ายอาจไม่คล่องมือเหมือนก่อน

ทั้งหมดที่ว่ามา จึงอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้หนทางของไอโฟน 15 และแอปเปิลในประเทศจีนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนที่คาดหวังกันไว้ก็เป็นได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...