สามีของข้าคือดวงตะวัน (มี E - book)
ข้อมูลเบื้องต้น
คำโปรย
เพราะความแตกต่างจากผู้อื่น ทำให้โดนรังแกตั้งแต่วัยเยาว์ จนกระทั่งเมื่อเติบใหญ่ "ฝูหนิงอัน" ถูกเนรเทศไปยังดินแดนห่างไกล เป็นเหตุให้นางพบกับเขา ผู้เปรียบดั่งดวงตะวัน คอยยื่นมือเข้าช่วยเหลือเรื่อยมา แทรกซึมเข้ามาอยู่กลางใจดวงน้อย
พูดคุยกับปลามึน
สวัสดีทุกคนนะคะ เรา "คุณปลามึน" ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่เข้ามาอ่านค่ะ หวังว่าจะสนุกและชื่นชอบเรื่อง "สามีของข้าคือดวงตะวัน" กดหัวใจ เข้าชั้น และคอมเมนต์เพื่อเป็นกำลังใจ พูดคุยกับเราได้นะคะ เราพร้อมน้อมรับทุกคนติชมค่ะ จะพยายามปรับปรุงให้ผลงานดีขึ้น
เราจะพยายามอัปทุกวันค่ะ วันละตอนค่ะ โดยช่วง 14 วันแรก จะแบ่งพาร์ทลง 2 เวลาค่ะ คือ 12.00 น. และ 20.00 น. หลังจากนั้นจะอัปเป็นวันละครึ่งตอนค่ะ เวลา 12.00 น. ปูเสื่อรอกันได้เลย ป.ล. ถ้าเราติดธุระจะแจ้งให้ทราบก่อนนะคะ ไม่หายไปไหนแน่นอน
สุดท้ายนี้ใครชื่นชอบนิยายของปลามึน เรายังมีผลงานอีกสามเรื่องให้ไปติดตามนะคะ คลิกนามปากกาของเราได้เลยค่า
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 และไม่อนุญาตให้แสกนหนังสือ หรือคัดลอกเนื้อหา
ส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเรื่องนี้เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้เป็นเจ้าของ
บทนำ
บทนำ
ร่างบอบบางในอาภรณ์หยาบสีขาว นั่งเหม่อมองอยู่หน้าหลุมศพของผู้เป็นบิดาอย่างเลื่อนลอย สองมือของนางกอบกุมมือของมารดาเอาไว้แน่น หวังเพียงสักนิดว่ามันจะช่วยปลอบประโลมความเสียใจสำหรับการจากไปของผู้ที่เป็นคู่ยวนยาง[1]เคยสัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า มาวันนี้ไม่มีอีกแล้ว
แม้จะเป็นการคุกเข่าไว้อาลัยอยู่หน้าหลุมศพ ทว่ากลับไร้ร่างของผู้เป็นบิดาให้ฝัง เพราะโทษทัณฑ์ที่ได้รับนั้นแสนสาหัสต่อให้ไม่ส่งผลกระทบมาถึงบุตรสาวและฮูหยิน
ทว่าพวกนางสองแม่ลูกถูกโทษทัณฑ์เนรเทศ ชั่วชีวิตห้ามกลับมาเหยียบที่แผ่นดินบ้านเกิด จำต้องทอดทิ้งบุรุษซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัว ให้กลายเป็นวิญญาณไร้ญาติอยู่เพียงลำพังที่เมืองหลวง ดังนั้นระหว่างทางเนรเทศทั้งสองจึงตัดสินใจทำหลุมศพของ ‘ฝูเว่ยหนาน’ ขึ้น แม้ว่าจะเป็นเพียงหลุมศพที่ไร้ร่างของเจ้าตัวก็ตาม
เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่จะสามารถตอบแทนความเสียสละของคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวได้ ส่วนฝูหนิงอันและจางลี่หลินก็ได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนมีชีวิตอยู่ต่อไปตามความต้องการของผู้ล่วงลับที่อยากให้สตรีอันเป็นที่รักทั้งสองมีชีวิตอยู่ต่อไป แม้ว่าตนจะต้องเป็นผู้เสียสละยอมจากไปก่อนก็ไม่เป็นไร
“ฮึก ๆ ท่านพี่” เสียงสั่นเครือของ ‘จางลี่หลิน’ พร้อมกับน้ำอุ่น ๆ ที่ไหลอาบแก้มนั้นทำให้ผู้เป็นบุตรสาวรู้สึกเศร้าใจและโทษตนเองเท่าทวีคูณ ที่เรื่องราวเหล่านี้ดำเนินมาถึงจุดนี้ได้นั้นสาเหตุเป็นเพราะนางทั้งสิ้น เป็นนางแต่เพียงผู้เดียว…
เพราะนางตระกูลฝูถึงล่มสลาย บิดาต้องโทษกบฏ ส่วนนางและมารดาถูกเนรเทศ ชั่วชีวิตนี้ห้ามกลับไปเหยียบที่แผ่นดินนั้นอีก ต่อให้ก่อนหน้านั้นจะทราบข่าวคราวมาบ้างว่าเรื่องร้าย ๆ เหล่านี้อาจจะเกิดกับวงศ์ตระกูล จึงพยายามหาวิธีป้องกันและหาหนทางรับมือไว้มากมาย แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถต้านทานผู้มีอำนาจมากกว่าได้อยู่ดี
“ขะ…ข้าขอโทษเจ้าค่ะ ข้าขอโทษ” ฝูหนิงอันแทบหาเสียงของตนไม่เจอ นางกอดร่างสั่นเทาของมารดาเอาไว้แน่นเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้กับท่าน แม้ว่าจิตใจของนางจะเศร้าไม่ต่างกันก็ตาม พยายามเข้มแข็งตามที่เคยให้คำมั่นกับผู้เป็นบิดา แต่ก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ลำคอก็ยากเกินกว่าที่จะสะกดมันไว้ ยิ่งหักห้ามใจไม่ให้ร้องไห้มากเท่าไหร่ก็คล้ายจะเป็นการส่งเสริม ส่งผลให้ตอนนี้ดวงตากลมโตคลอไปด้วยม่านน้ำตาที่ใกล้จะไหลอยู่รอมร่อ หัวใจดวงน้อยเจ็บปวดราวกับว่าถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง
“ฮึก ๆ” จางลี่หลินยังคงร้องไห้จนตัวโยน ไหล่สั่นสะท้าน เส้นเลือดผุดขึ้นบริเวณหน้าผาก เพราะร้องไห้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกือบสองชั่วยาม สุดท้ายร่างกายก็รับไม่ไหวเป็นลมล้มพับไป
“ท่านแม่เจ้าคะ!” ฝูหนิงอันตะโกนเรียกด้วยความตกใจ โชคยังดีที่นางรับท่านไว้ได้ทัน ภายในหัวจินตนาการถึงผลลัพธ์ในแง่ร้ายอย่างห้ามไม่อยู่ นางยังไม่พร้อมจะเสียมารดาไปอีกคน
ได้โปรดเถิดสวรรค์ ช่วยเห็นใจข้าได้หรือไม่…
แม้จะวิงวอนร้องขอไปเช่นนั้น ทว่าสำหรับฝูหนิงอันที่ต้องสูญเสียบิดาไปอย่างไม่เป็นธรรม ส่วนลึกในจิตใจกลับไม่เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เหล่านั้นแม้แต่น้อย ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่านางอ้อนวอนไปหลายครั้งหลายหนหรอกหรือ และมันก็ไม่เคยไปถึงสักครั้ง แต่ด้วยกำลังที่มีอยู่ตอนนี้ คงทำได้แต่วอนขอเท่านั้น…
[1] คู่ยวนยาง หรือเป็ดแมนดาริน เป็นสัญลักษณ์ของความรักและความซื่อสัตย์
พูดคุยกับปลามึน
สวัสดีค่ะนักอ่านทุกคน ขอบคุณที่กดเข้ามาอ่านเรื่องนี้นะคะ หวังว่าจะชื่นชอบค่า ใครอยากรู้ว่าเรื่องราวเป็นยังไง กดเข้าชั้นไว้เลยค่ะ เราจะอัปทุกวันวันละตอนค่ะ โดยช่วง 14 วันแรกจะแบ่งสองพาร์ทค่ะ หลังจากนั้นก็อัปทุกวันวันละพาร์ทนะคะ ฝากกดติตามกดหัวใจ หรือเมนต์พุดคุยให้กำลังใจเราได้น้า น้อบรับทุกคนติชมค่ะ
บทที่ 1 จุดเริ่มต้น (1/2)
บทที่ 1 จุดเริ่มต้น (1/2)
ตระกูลฝูเป็นตระกูลบัณฑิตเก่าแก่ แม้ไม่ได้มีอำนาจหรือเงินทองเทียบเท่ากับตระกูลเก่าแก่ตระกูลอื่นในเมืองหลวง ทว่าก็เป็นที่นับหน้าถือตาพอสมควร ด้วยคนตระกูลนี้ไม่ว่าจะผ่านไปกี่รุ่นก็ล้วนแล้วใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและสมถะตลอดมา การปฏิบัติตัวเช่นนี้จึงมีหลายคนให้ความเคารพและเกรงอกเกรงใจอยู่หลายส่วน
ผู้นำของตระกูลคนปัจจุบันคือ ฝูเว่ยหนาน ขุนนางขั้นหก กรมยุติธรรม ตลอดมาเขาทำงานด้วยความเที่ยงธรรม พร้อมช่วยทุกคนที่เดือดร้อนโดยไม่รังเกียจว่าอีกฝ่ายนั้นจะมีฐานะเช่นไร จึงค่อนข้างมีชื่อเสียงในกลุ่มของชาวบ้าน และสหายที่คบหากันอย่างจริงใจอยู่หลายคน
นอกจากนั้นเรือนหลังของสกุลฝูก็นับว่าเป็นที่อิจฉาเช่นกัน ด้วยฝูเว่ยหนานรักมั่นฮูหยินเอกของตนเพียงผู้เดียว ต่อให้แต่งงานกันมานับ 20 ปี ก็ยังคงรักษาสัจจะที่จะมีเพียง ‘จางลี่หลิน’ และจะอยู่ครองรักกันจนหัวขาวโพลน ซึ่งบุรุษผู้นี้ก็ยังคงมั่นคงกับคำสัญญานั้นเรื่อยมา ไม่เคยเล่นเล่ห์หรือบิดพริ้วสักครั้ง
ส่วนจางลี่หลินก็นับว่าเป็นสตรีที่โชคดีที่ได้แต่งเข้าสกุลฝู เพราะไม่ว่าจะเป็นท่านพ่อหรือท่านแม่สามีก็ล้วนยินดีต้อนรับนางที่เป็นเพียงบุตรสาวของตระกูลคหบดีขนาดเล็กจากต่างแคว้น พวกท่านแค่ต้องการเห็นบุตรชายมีความสุขเท่านั้น เรื่องอื่นหาได้สำคัญไม่
รวมทั้งเรื่องของการมีบุตร จางลี่หลินเป็นสตรีที่มีไอเย็นเข้าแทรกร่างกายอ่อนแอกว่าคนทั่วไป เพราะเคยจมน้ำตั้งแต่วัยเยาว์จึงส่งผลให้มีบุตรยาก กว่าจะสามารถตั้งครรภ์ได้เวลาก็ล่วงเลยไปเกือบสามปี ดังนั้น ‘ฝูหนิงอัน’ จึงเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของคนทั้งสกุล ไม่ว่าเด็กน้อยอยากได้สิ่งใด ขอเพียงเอ่ยปาก พวกเขาก็พร้อมจะประเคนให้ถึงที่ โดยเฉพาะกับบุรุษที่มีศักดิ์เป็นบิดา
แม้จะถูกห้อมล้อมไปด้วยคนเอาอกเอาใจมากมาย ทว่าฝูหนิงอันกลับเติบโตมาอย่างดี ไม่ได้เป็นเด็กเอาแต่ใจอย่างที่หลายคนกังวล การกระทำทุกอย่างล้วนมีเหตุผล ว่านอนสอนง่าย แม้ใบหน้าอ่อนหวานจะราบเรียบไร้อารมณ์ก็ตาม ทว่าเพราะนางที่เป็นเช่นนี้จึงทำให้คนในจวนต่างตกหลุมรักและเอื้อเอ็นดูตลอดมา
ทว่าการที่พวกเขาตามใจนางเช่นนี้ก็ทำให้เกิดข่าวลือตามมา นั่นก็คือ พวกเขาไม่เคยบังคับฝูหนิงอันไปงานเลี้ยง หรือออกงานสังคมแม้แต่ครั้งเดียว ทั้ง ๆ ที่เลยวัยปักปิ่นมากเกือบสองปีแล้ว ทำให้ผู้คนต่างคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา ว่าคุณหนูของจวนอาจจะอัปลักษณ์เป็นที่น่าอับอาย พร้อมคาดการณ์ว่าในภายภาคหน้าอาจไม่มีตระกูลใดส่งแม่สื่อมาสู่ขอ กลายเป็นสาวเทื้อก็เป็นได้
แต่มีหรือที่คนเป็นบิดามารดาจะรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจ ด้วยหนึ่งคือหวงแหนบุตรสาวที่เป็นพยานรักเพียงคนเดียวของพวกเขา และสองคือหวังว่าบุตรสาวจะเจอคนที่อยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า ไม่อยากบังคับฝืนใจ หรือต้องเร่งรีบแต่งกับคนที่ไม่ชอบพอ แต่ก็ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ยังคงเอ่ยถามเลียบเคียงอยู่เรื่อยมา
“คารวะท่านพ่อท่านแม่เจ้าค่ะ” ฝูหนิงอันย่อกายคารวะบิดามารดาอย่างอ่อนช้อย ถึงจะเป็นเพียงตระกูลขนาดเล็ก ทว่ามารยาทต่าง ๆ ที่คุณหนูในห้องหอควรมี นางก็สามารถปฏิบัติได้ดีจนอาจารย์ที่เชิญมาเอ่ยปากชม
หลังจากคารวะคนทั้งสองเสร็จสิ้น หญิงสาวเดินไปนั่งประจำที่ ก่อนจะเริ่มรับประทานอาหารเย็นตามที่ทำเป็นประจำในทุกวัน แม้จะเป็นตระกูลบัณฑิตแต่ด้วยเป็นเพียงครอบครัวเล็ก ๆ จึงไม่เคร่งมารยาทบนโต๊ะอาหารมากนัก เหตุเพราะให้ความสำคัญกับความกลมเกลียวของคนในครอบครัวมากกว่า
ดังนั้นบนโต๊ะอาหารจึงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ บนใบหน้าของคนทั้งสามต่างปรากฏรอยยิ้มออกมาไม่เสื่อมคลาย
แม้ว่าจะทานอาหารเสร็จแล้ว ทั้งสามก็ไม่ได้แยกย้ายกลับเรือน เพียงย้ายมานั่งพูดคุยกันที่โถงกลาง โดยเฉพาะกับฝูหนิงอันที่เล่าเรื่องราวที่นางบังเอิญอ่านพบวันนี้อย่างเจื้อยแจ้ว สำหรับผู้อื่น หญิงสาวอาจจะเป็นคนที่ประหยัดถ้อยประหยัดคำ ทว่าสำหรับบิดามารดานั้นนางกลับกลายเป็นเด็กน้อยตัวเล็ก ๆ ช่างเจรจา
“อันเอ๋อร์ไม่อยากออกไปเที่ยวเล่นบ้างหรือ แม่เห็นเจ้าอยู่แต่ในเรือนเกรงว่าจะเบื่อเอาได้” ฮูหยินฝูเอ่ยถามบุตรสาว ใจจริงนางอยากให้อันเอ๋อร์ออกไปเที่ยวเล่นเช่นเด็กสาวในวัยเดียวกันบ้าง เพราะบุตรสาวนางไม่มีเพื่อนแม้แต่คนเดียวจึงอดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง
หลังจากจบประโยค ฝูหนิงอันชะงักเล็กน้อย จากที่กำลังพูดคุยสนุกสนานกันเมื่อครู่ก็หายไปทันที เหลือเพียงสีหน้าราบเรียบ
“ข้างนอกมีแต่เรื่องวุ่นวายเจ้าค่ะ ข้าไม่ชอบ” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกถามเช่นนี้ ทว่าสำหรับฝูหนิงอันแล้ว นางชื่นชอบการอยู่ที่เรือนมากกว่า เพราะกิจกรรมในแต่ละวันของนางนับว่าหลายหลายไม่ซ้ำจำเจ ทั้งคัดอักษร อ่านหนังสือ วาดภาพ หรือแม้กระทั่งปลูกต้นไม้ และเข้าครัว ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ผิดแผกจากสตรีในห้องหอควรทำ แต่เพราะบิดารักบุตรสาวมากมีหรือจะกล้าเอ่ยปากห้ามปราม
“เช่นนั้นไปที่อารามหลวงเป็นอย่างไร ที่นั่นเงียบสงบ คนไม่ค่อยพลุกพล่าน” ฮูหยินฝูเสนอทางเลือก แม้จะชื่นชอบที่บุตรสาวชอบการอยู่เรือนไม่กระโตกกระตาก ทว่าขังตัวเองอยู่แต่ในเรือนมากไปก็ไม่ดี อยากให้ออกไปเจอสิ่งใหม่ ๆ ด้านนอกเพื่อเพิ่มประสบการณ์บ้าง
“พ่อเห็นด้วยกับแม่เจ้านะ ลองไปสักครั้งเป็นอย่างไร หากไม่ชอบก็ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นประสบการณ์” ฝูเว่ยหนานออกความคิดเห็น แม้จะหวงแหนบุตรสาวมากเพียงใด แต่การได้ออกไปเห็นโลกภายนอกก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน เท่าที่เขาจำได้ตลอดสิบเจ็ดปีมานี้อันเอ๋อร์ออกจากจวนปีละหนึ่งถึงสองครั้งเท่านั้น
“ข้า…”
สวัสดีค่ะนักอ่านทุกคน เราขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ สามารถพูดคุยหรือติชมกันได้นะคะ ไรท์เป็นคนขี้เหงา แล้วก็ฝากกดเข้าชั้นกดหัวใจเป็นกำลังใจให้เราด้วยนะคะ
บทที่ 1 จุดเริ่มต้น (2/2)
บทที่ 1 จุดเริ่มต้น (2/2)
“พ่อเห็นด้วยกับแม่เจ้านะ ลองไปสักครั้งเป็นอย่างไร หากไม่ชอบก็ไม่เป็นไร ถือว่าเป็นประสบการณ์” ฝูเว่ยหนานออกความคิดเห็น แม้จะหวงแหนบุตรสาวมากเพียงใด แต่การได้ออกไปเห็นโลกภายนอกก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน เท่าที่เขาจำได้ตลอดสิบเจ็ดปีมานี้อันเอ๋อร์ออกจากจวนปีละหนึ่งถึงสองครั้งเท่านั้น
“ข้า…”
“อันเอ๋อร์เด็กดี อย่าพึ่งไปตัดสินว่าชอบหรือไม่ชอบสิ่งใด หากยังไม่ได้ลองทำ” เสียงทุ้มแสนอ่อนโยนของผู้เป็นบิดาพยายามหยอกล้อบุตรสาวสุดความสามารถ ทำให้ฝูหนิงอันใจอ่อนตอบรับคำชวนของมารดาในที่สุด
“ก็ได้เจ้าค่ะ”
“ดี ๆ เช่นนั้นไปวันพรุ่งนี้เลยแล้วกัน” ฮูหยินฝูคลี่ยิ้มหวานออกมา พร้อมนัดหมายวันเวลากับบุตรสาว ไม่ปล่อยโอกาสให้โต้แย้งแม้แต่น้อย
นิสัยของฝูหนิงอันเป็นเช่นไร นางผู้เป็นมารดารู้ดีจึงต้องรีบมัดมือชก เพราะเห็นเงียบ ๆ แบบนี้ แท้จริงแล้วกลับดื้อรั้นเป็นที่หนึ่ง หากปล่อยไว้นานเกรงว่าจะเปลี่ยนใจและพยายามหาเหตุผลมาผลัดวันไปเรื่อย ๆ เสียมากกว่า
“เฮ้อ ก็ได้เจ้าค่ะ” สุดท้ายฝูหนิงอันก็โดนทั้งบิดามารดาตะล่อมจนรับคำอย่างจำยอม
สิบเจ็ดปีที่เกิดมา นางออกจากจวนแทบนับครั้งได้ สาเหตุนั้นก็เพราะไม่ชื่นชอบความวุ่นวาย ทั้งสังคมชนชั้นสูงก็มีแต่การใส่หน้ากากเข้าหากัน ต่อหน้าอีกอย่างลับหลังอีกอย่าง หญิงสาวรู้ตัวดีว่าไม่ใช่คนฉลาดในการมองคนมากนัก จึงพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด
อีกทั้งด้วยตำแหน่งของบิดาที่ไม่นับว่าสูงมากนัก หากออกงานสังคมพวกงานเลี้ยงก็รังแต่จะทำให้ตกเป็นเป้าถูกรังแก ไหนจะความทรงจำในวัยเยาว์ที่เคยถูกล้อเลียนอีกเล่า ถึงมันจะผ่านมานานแล้วก็ตาม ความทรงจำแย่ ๆ เหล่านั้นก็ไม่เคยจางหายไป
เพราะนางมีดวงตาสีน้ำตาลอ่อนซึ่งพบได้ยาก จึงกลายเป็นจุดสนใจและทำให้หลาย ๆ คนนำมาล้อเลียน และนั่นก็กลายเป็นแผลฝังใจเรื่อยมา ยิ่งปรากฏตัวออกไปก็ยิ่งถูกจับจ้องในสีตาประหลาดนี้ แม้ว่ามารดาจะดีใจที่นางมีสีตาเช่นเดียวกับท่านยายก็เถอะ ทว่าสำหรับนางนั้นกลับเกลียดดวงตาคู่นี้ยิ่งนัก
“คุณหนูเจ้าคะ ได้เวลาตื่นแล้ว วันนี้ท่านต้องไปอารามหลวงกับฮูหยินนะเจ้าคะ”
เสียงเรียกของสาวใช้คนสนิท ทำให้ร่างบางที่นอนขดอยู่บนเตียงหลังใหญ่รู้สึกตัว นางบิดกายเล็กน้อยเพื่อไล่ความขบเมื่อย ก่อนจะลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาเตรียมตัวไปตามนัดหมาย
“เยอะไปหรือไม่” ฝูหนิงอันเอ่ยถามสาวใช้อย่างเสี่ยวจูด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง นางนั่งเป็นตุ๊กตาให้เสี่ยวจูขัดสีฉวีวรรณมานาน กระนั้นก็ยังไม่เสร็จเสียที
“ไม่เยอะไปหรอกเจ้าค่ะ คุณหนูไม่ได้ออกจากเรือนนาน ก็ต้องแต่งกายให้งดงามหน่อยสิเจ้าคะ แม้ว่าท่านจะรูปโฉมงดงามอยู่แล้วก็เถอะ” เสี่ยวจูตอบอย่างใสซื่อ ไม่ใช่เพราะเข้าข้างคุณหนูของตน ทว่าบ่อยครั้งที่นางออกไปข้างนอกเพื่อทำธุระแทน ก็ลอบสังเกตคุณหนูจวนอื่นเช่นกัน และพบว่าไม่มีใครรูปโฉมเทียบเคียงคุณหนูฝูหนิงอันได้เลยสักคน โดยเฉพาะนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งทำให้คุณหนูดูอ่อนหวานและละมุนราวกับเทพธิดา
“เร่งมือเถอะ” ฝูหนิงอันเอ่ยตัดบทคล้ายไม่ใส่ใจ ทว่าใบหูเล็กกลับขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะเขินอายที่ถูกชมต่อหน้า แม้จะเป็นสาวใช้คนสนิทที่ชมนางทุกวันอยู่แล้วก็เถอะ
“เจ้าค่ะ” เสี่ยวจูฉีกยิ้มหวานอย่างพอใจ คุณหนูเวลาเขินอายนั้นน่ารักที่สุด ดูมีชีวิตชีวาสมวัยมากกว่าทำหน้าเรียบนิ่งเสียอีก
ใช้เวลาไม่นานเสี่ยวจูก็ยอมปล่อยคุณหนู แอบพยักหน้าด้วยความพอใจน้อย ๆ ที่แต่งองค์ทรงเครื่องคุณหนูได้งดงามเช่นนี้
ฝูหนิงอันเร่งเดินทางมาหาท่านแม่ที่เรือนใหญ่ ไม่ลืมรับประทานอาหารเช้าด้วยกันก่อนเดินทางไปอารามหลวง
“อันเอ๋อร์ไม่ต้องกังวล สีดวงตาของเจ้างดงาม ไม่ต้องเก็บสายตาของผู้อื่นมาใส่ใจ” มารดาอย่างจางลี่หลินมีหรือจะไม่รู้ว่าสาเหตุที่บุตรสาวไม่ชอบการออกจากเรือน สาเหตุหนึ่งคงเป็นเพราะสีตาประหลาดที่ไม่เหมือนกับคนทั่วไปในแคว้นโจว ทว่าไม่ใช่กับแคว้นบ้านเกิดที่นางจากมา ซึ่งคนที่นี่ไม่รู้
“เจ้าค่ะ” ฝูหนิงอันพยักหน้ารับน้อย ๆ รู้สึกอุ่นวาบขึ้นในใจ เมื่อมือมารดากำลังกุมมือนางอยู่ราวกับว่ากำลังส่งกำลังใจให้
ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยาม รถม้าของสกุลฝูก็เดินทางมาถึงอารามหลวงซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเมืองหลวง สถานที่สำคัญของแคว้นโจว เหตุเพราะพิธีกรรมต่าง ๆ ของราชวงศ์มักจะจัดขึ้นที่นี่ ทั้งยังมีเจ้าอาวาสชื่อดังอีกด้วย จึงกลายเป็นที่นิยมของผู้คนในเมืองหลวง โดยเฉพาะกับชนชั้นสูงที่มักบริจาคให้กับอารามแห่งนี้อยู่บ่อยครั้ง
ฮูหยินฝูเป็นผู้ลงจากรถม้าคนแรก ก่อนจะยื่นมือรับบุตรสาว “อันเอ๋อร์มาเถอะ”
ฝูหนิงอันสูดลมหายใจเพื่อเรียกสติของตนที่กระเจิดกระเจิง ตอนนี้นางโตแล้วไม่ใช่เยาว์วัยเช่นเมื่อก่อน หากมีคนมาล้อเลียนก็โต้กลับไปเพียงเท่านั้น
“อ้าวฮูหยินฝู ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเจ้าคะ” ยังไม่ทันได้เดินเข้าอารามหลวง จางลี่หลินก็ถูกคนคุ้นเคยเรียก
“ฮูหยินเมิ่ง ไม่ได้พบกันนาน”
“แล้วเด็กคนนี้คือใครเล่า บุตรสาวของท่านหรือ” ฮูหยินเมิ่งเอ่ยถามขึ้น ไม่ปกปิดความสงสัยใคร่รู้ของตนแม้แต่น้อย
“เจ้าค่ะ” จางลี่หลินรับคำ ก่อนจะเบี่ยงตัวเล็กน้อยเพื่อให้บุตรสาวได้เอ่ยแนะนำตัว
“ฝูหนิงอันคารวะฮูหยินเมิ่งเจ้าค่ะ” ฝูหนิงอันย่อกายคารวะอย่างอ่อนช้อยราวกับว่าเป็นบุตรีของขุนนางชั้นสูงที่ได้รับการอบรมจากในรั้วในวังตั้งแต่เด็ก ทำให้ฮูหยินเมิ่งลอบพยักหน้าอย่างพึงพอใจกับกิริยาท่าทางของดรุณีน้อยตรงหน้า ช่างเหมาะสำหรับการเป็นสะใภ้สกุลเมิ่งเสียจริง เพียงแต่สีตามันออกจะ…
“ยินดีที่ได้พบนะคุณหนูฝู” ฮูหยินเมิ่งไม่ได้จากไปง่าย ๆ ยังคงหาเรื่องพูดคุยเพิ่มความสนิทสนมของคนทั้งสองตระกูล เพื่อให้การสู่ขอในภายภาคหน้าเป็นไปอย่างราบรื่น มองข้ามสีตาประหลาด และข่าวลือที่ผู้คนต่างพูดกันไปเอง คุณหนูฝูงดงามถึงเพียงนี้จำต้องรีบเอ่ยทาบทามเอาไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นจะมีคู่แข่งเอาได้
ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของฮูหยินเมิ่งสร้างความอึดอัดให้กับสองแม่ลูกสกุลฝู กว่าจะสามารถหลุดพ้นมาได้ก็ตอนที่บ่าวรับใช้ของฮูหยินเมิ่งมาแจ้งว่าถึงเวลานัดหมายงานเลี้ยงน้ำชากับสหายคนอื่น
“เราก็เข้าไปข้างในกันเถอะ” จางลี่หลินลอบถอนหายใจเล็กน้อย หากอีกฝ่ายไม่มีนัด เกรงว่าคงอีกนานกว่าจะสามารถปลีกตัวออกมาได้ ยังดีที่พูดคุยกันใต้ร่มไม้ ไม่ใช่กลางแจ้ง
“เจ้าค่ะ” ฝูหนิงอันรับคำอย่างแผ่วเบา ยังไม่ทันได้เข้าไปสักการะพระพุทธองค์นางก็รู้สึกเหนื่อยอ่อนเสียแล้ว แต่จะถอยกลับก็ไม่ได้ในเมื่ออุตส่าห์เดินทางมาถึงที่นี่แล้ว
สองแม่ลูกสกุลฝูเดินเข้าไปในอารามหลวงอย่างไม่เร่งรีบ คุกเข่าเพื่อสักการะพระพุทธองค์ตามที่ตั้งใจไว้ โดยมีหลวงจีนน้อยคอยอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือผู้ที่ศรัทธาทั้งหลาย
“เอาละ แม่จะไปรอด้านนอกแล้วกัน” จางลี่หลินเอ่ยบอกบุตรสาวอย่างแผ่วเบา เมื่อเห็นว่านางกำลังมีสมาธิจดจ่อกับการอธิษฐาน
ฝูหนิงอันพยักหน้าเล็กน้อยเชิงรับรู้ ก่อนจะหันไปสวดภาวนาต่อ นางเริ่มหลงใหลกับความเงียบสงบที่หาได้ยากเช่นนี้จึงใช้เวลาค่อนข้างนาน
ภาพของสตรีในชุดสีไข่แต่งกายเรียบง่าย ทว่าทุกอย่างกลับลงตัวไปเสียหมด ทำให้คนที่ผ่านไปผ่านมาหยุดมองอย่างสนใจ เพราะไม่ใช่สตรีอายุน้อยทุกคนจะชื่นชอบการเข้าอาราม ทั้งยังสวดภาวนานานถึงเพียงนี้
แม้ว่าฝูหนิงอันจะจมดิ่งไปกับความสงบเงียบ ทว่าเมื่อถูกคนจดจ้องจนกลายเป็นที่สนใจจึงรู้สึกตัว เร่งรีบเดินออกไปหามารดาทันที
ใครกันนะที่จ้องมองยัยน้อง
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านนะคะ ทุกคอมเมนต์ ทุกหัวใจ หรือกดเข้าชั้นเป็นกำลังใจชั้นดีให้กับเราเลยค่ะ เราจะดีใจมากที่คุณรี๊ดมาพูดคุยกับเราค่ะ ขอบคุณล่วงหน้านะคะ