มาม่า บุก RCA ขยายร้าน 'มาม่าสเตชั่น' หลังพิสูจน์แล้ว 'คนชอบกินตอนเมา'
มาม่า บุก RCA ขยายร้าน ‘มาม่าสเตชั่น’ หลังพิสูจน์แล้ว ‘คนชอบกินตอนเมา’
เป็นครั้งแรกในรอบหลาย 10 ปีที่บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา ”มาม่า” เปิดโรงงานผลิตที่ ”ศรีราชา” ให้เยี่ยมชม
โดยมี “พันธ์ พะเนียงเวทย์” ผู้จัดการใหญ่ นำทัพพาชมถึงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต ซึ่งใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรทันสมัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
พันธ์เกริ่นว่า โรงงานที่ศรีราชาเปิดให้คนเข้าเยี่ยมชมอยู่ตลอด ทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัย หน่วยงานต่างๆ ดูตั้งแต่ต้นจนจบของไลน์การผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
“โรงงานผลิตมาม่า เรามีกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพและใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรทันสมัย ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานทดแทน เริ่มนำร่องใช้โซลาร์ฟาร์มภายในโรงงาน และจะใช้พลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้นในทุกโรงงาน” พันธ์กล่าว
ยังเล่าถึงโปรเจ็กต์นำซองมาม่าเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นเม็ดพลาสติก และนำมาผสมกับผงไม้ เพื่อนำไปใช้สร้างประโยชน์กลับคืนให้กับชุมชน สร้างเป็นบ้านให้คนไร้บ้าน หลังจากปี 2546 เปลี่ยนจากถ้วยพลาสติกเป็นถ้วยกระดาษ เพื่อลดการใช้พลาสติก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้องอาศัยนวัตกรรมใหม่ๆ ให้ย่อยสลายง่าย
พร้อมกับอัพเดตโรงงานผลิต “มาม่า” ปัจจุบันมี 8 แห่ง อยู่ในประเทศ 5 แห่ง โดย 3 แห่ง เป็นโรงงานผลิตเส้นบะหมี่ ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 1 แห่ง กำลังการผลิต 261.53 ตันต่อวัน ลำพูน 1 แห่ง กำลังการผลิต 136.08 ตันต่อวัน และระยอง 1 แห่ง กำลังการผลิต 94.01 ตันต่อวัน และโรงงานผลิตเส้นขาว จ.ราชบุรี มี 2 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 60.32 ตันต่อวัน ส่วนต่างประเทศมี 4 แห่ง ที่เมียนมา กัมพูชา บังกลาเทศ และฮังการี มีกำลังการผลิตรวม 16,044 ตันต่อปี
หากแบ่งประเภทกำลังการผลิต “พันธ์” บอกว่า แยกเป็นบะหมี่ประเภทซองอยู่ที่ 964,320 หีบต่อเดือน บะหมี่ประเภทถ้วยอยู่ที่ 1,159,498 หีบต่อเดือน และจากข้าวอยู่ที่ 193,125 หีบต่อเดือน โดยความเร็วในไลน์ผลิตแบบซองสูงสุดอยู่ที่ 450 ซองต่อนาที และแบบถ้วยอยู่ที่ 300 ถ้วยต่อนาที
“วางแผนลงทุน 2,000 กว่าล้านบาทในรอบ 20 ปี เพิ่มกำลังการผลิตอีก 30-40% รองรับตลาดในประเทศและต่างประเทศ ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการขายเป็น 40-50% เนื่องจากโรงงานเดิมมีกำลังการผลิตจะเต็มใน 2 ปีนี้หลังลงเครื่องจักรใหม่ที่ระยอง ภายใน 3 ปีต้องมีการลงทุนใหญ่อีกครั้ง ทั้งซื้อที่ดิน 50-60 ไร่ เครื่องจักร 8 เครื่อง รองรับการเติบโตได้อีก 10 ปีข้างหน้า” พันธ์กล่าว
ด้านคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารนั้น “พันธ์” เปิดข้อมูลอินไซด์ว่า จากความเชื่อที่ยังคงเป็นไวรัลวนเวียนในโลกโซเชียล 20-30 ปีที่ผ่านมา
จากความเชื่อที่ว่า“กินมาม่าแล้วผมร่วง” ไม่จริง เพราะผงชูรสที่เชื่อว่าทำให้ผมร่วงนั้น จริงๆ แล้วทำมาจากแป้งมันสำปะหลัง
ต่อมา “ถ้วยมาม่าเป็นถ้วยเคลือบแวกซ์” ไม่ใช่เป็นถ้วยกระดาษเคลือบด้วยพลาสติก ทนความร้อนได้มากสุด 130 องศาเซลเซียส
จากนั้นมีเรื่องมาม่าไม่มีซองเครื่องปรุง หรือมีไม่ครบ มีบ้างที่เครื่องจักรเออเรอร์ สามารถเกิดขึ้นได้
กรณีที่มีลูกค้าซื้อ มาม่าคัพ แล้วไม่มีก้อนบะหมี่ เกิดจากการเก็บไว้นาน ชื้น จนมดเข้าไปเจาะเข้าไปกินได้ ซึ่งได้ส่งทีมงานไปศึกษาเรื่องมดว่าเจาะกระดาษได้จริงหรือไม่ จนรู้ว่ามดเจาะได้ทุกอย่าง
“เป็นแค่ตัวอย่างเฉยๆ ว่า กระบวนการผลิตของเรา ต้องมีความมั่นใจได้กับการที่เราจะตอบผู้บริโภค โอกาสที่จะเกิดขึ้น เรียกว่าไม่มีเลย ในเรื่องของความปลอดภัย แต่มีการเออเรอร์บางอย่างในการผลิต ที่เราต้องยอมรับได้ เช่น ซอสเครื่องปรุงมีไม่ครบ แต่เรื่องความปลอดภัยของอาหารที่เรายอมรับไม่ได้ และไม่ปล่อยให้เกิดขึ้น” พันธ์กล่าว
พันธ์ยังกล่าวถึงธุรกิจร้านอาหารที่กำลังปลุกปั้นเพื่อมาต่อยอดมาม่า แม้ตลาดยังไม่อิ่มตัว แต่การเติบโตเริ่มเข้าสู่โหมด“โตแบบค่อยเป็นค่อยไป”
ล่าสุด เปิดร้านแซ่บ มิวเซียม ที่เทอร์มินอล 21 อโศก และร้านเครซี่ มาม่า บายแซ่บ มิวเซียม ที่ไอคอนสยาม ซึ่งยอดขายค่อนข้างดี แต่ยังไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้
โดยเป็นร้านอาหารที่เปิดเพิ่มหลังส่งโมเดล ”มาม่า สเตชั่น” (MAMA STATION) เป็นการนำมาม่ารสหมูสับ ต้มยำกุ้งน้ำใส ต้มยำกุ้งน้ำข้น เย็นตาโฟ และมาม่า โอเค มาสรรค์สร้างเป็นเมนูต่างๆ ชิมลางตลาดไปหลายสาขา และวันที่ 11 ธันวาคม 2566 จะเปิดสาขาใหม่ที่ RCA
“RCA เป็นจุดที่มีทั้งออฟฟิศ คอนโดมิเนียม คนเที่ยวกลางคืน ซึ่งเราได้พิสูจน์มาแล้วว่าคนชอบกินมาม่าตอนเมา และเราจะเปิดขายยันผับปิด” พันธ์แจกแจง
พร้อมขยายความว่า การที่ตัดสินใจทำร้านอาหาร เป็นสิ่งที่ควรจะต้องมีมานานแล้ว แต่ธุรกิจร้านอาหารทำยาก เพราะมีรายละเอียดมาก ต้องคุมคุณภาพ ทำรสชาติให้ถูกปากผู้บริโภคในจานเดียว แม้จะยาก แต่การทำร้านอาหารช่วยในแง่การรับรู้จดจำชื่อของ “มาม่า” ไปในจุดต่างๆ ที่กระจายออกไป
“อาจจะได้เห็นมาม่าร่วมกับร้านอาหารไทยในต่างประเทศปลายปีนี้ ที่ต่างประเทศจะเห็นภาพแบบนี้มากขึ้น เพื่อทำให้มาม่าไปอยู่ในเมนูในร้านอาหารต่างประเทศ โดยรสชาติขายดีที่ต่างประเทศ เป็นต้มยำกุ้ง รสเนื้อ รสไก่ ขณะที่คนไทยชอบกินรสต้มยำกุ้ง และบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอันดับ 9 ของโลก เฉลี่ย 52.3 ซองต่อคนต่อปี” พันธ์กล่าว