โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง : ปฏิรูปศาสนา-การเมือง (ตอน 4) บทเรียนการสร้างรัฐฆราวาสแบบอินเดีย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 04 ธ.ค. 2563 เวลา 09.14 น. • เผยแพร่ 04 ธ.ค. 2563 เวลา 09.14 น.

การแยกศาสนาออกจากรัฐดังที่ได้เคยกล่าวไว้แล้ว หากนึกถึงแบบฝรั่งเศสก็อาจทำให้บางคนรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง เพราะนอกจากมันจะมาพร้อมประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติ ก็ยังดูมีความเคร่งเครียด เช่น การห้ามแสดงสัญลักษณ์ทางศาสนาในที่สาธารณะ ซึ่งนำมาสู่ข้อถกเถียงอีกมาก

บางคนจึงอาจคิดว่ายังไม่เหมาะกับสังคมบ้านเรา

ผมคิดว่าหากเราต้องการตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับการแยกศาสนาออกจากรัฐ หรือรัฐที่เป็นฆราวาสวิสัย (secular state) ที่มีความใกล้เคียงกับเราในด้านวัฒนธรรมและศาสนาแล้ว

จึงได้นึกถึง “อินเดีย” ครับ

 

อินเดียเป็นที่มาของศาสนาสำคัญในบ้านเราถึงสองศาสนาคือพุทธและพราหมณ์ ในปัจจุบันศาสนายังมีบทบาทอยู่มากในสังคมอินเดียไม่ต่างกับไทย

แม้ว่าทุกวันนี้รัฐบาลอินเดียจะโดนวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ค่อยจะเป็น secular สักเท่าใด แถมมีนโยบายที่ออกไปทางฮินดูชาตินิยมโผล่มาในหลายครั้ง

กระนั้น รัฐธรรมนูญอินเดียก็ยังระบุความเป็น secular state เอาไว้โดยไม่มีใครกล้าไปเปลี่ยนแปลง และการโต้แย้งนโยบายรัฐบาลที่ออกไปทางฮินดูนิยมก็ยังคงมีอยู่ตามระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น ผมคิดว่ากรณีตัวอย่างการแยกศาสนาออกจากรัฐในอินเดีย อย่างน้อยที่เคยเป็นมาหรือที่ยังเป็นความพยายามอยู่ก็ตามแต่ น่าจะยังมีประโยชน์ต่อบ้านเราบ้าง

 

เราอาจเคยได้ยินว่าอินเดียมีความขัดแย้งทางศาสนาสูง ที่จริงความขัดแย้งทางศาสนามักเกิดจากผู้ปกครองรัฐที่มีความต้องการยกชูศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นพิเศษ หรือไม่ก็เกิดจากการสนับสนุนของกลุ่มก้อนทางการเมือง แต่นักบวชในศาสนา ศาสนิกหรือชาวบ้านเองมีความขัดแย้งกันน้อยมาก และพยายามจะประสานความขัดแย้งกันมาโดยตลอด

น่าสนใจว่า ความอดทนอดกลั้น (tolerance) ทางศาสนาในอินเดียนั้นเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมอินเดียเอง

นักวิชาการพบว่า ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกก็มีจารึกที่แสดงให้เห็นความอดกลั้นทางศาสนาอยู่ด้วย ศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่เช่นถ้ำอชันตาและเอลโลร่าก็มีทั้งพุทธ ฮินดูและไชนอยู่ในบริเวณเดียวกัน ในยุคที่มุสลิมเข้ามาอยู่ในอินเดีย ขบวนการภักติหรือขบวนการที่เน้นความภักดีในพระเจ้าก็พยายามประสานรอยร้าวของฮินดูกับมุสลิม

ผมคิดว่าบ้านเราก็มีวัฒนธรรมแบบนี้นะครับ ในจารึกศาลพระกาฬก็พูดถึงนักบวชศาสนาต่างๆ ให้ถวายกุศลแก่พระเจ้าสุริยวรมัน ก็อยู่ร่วมกันได้ดี อย่างน้อยผีพราหมณ์พุทธเราก็นับถือกันมานัวๆ ปนๆ นี่แหละ

 

สมัยจักรพรรดิอักบาร์แห่งราชวงศ์โมกุล พระองค์มีนโยบายผ่อนปรนทางศาสนาเป็นอย่างมาก แม้ว่าในบางยุคผู้นำมุสลิมจะก่อให้เกิดความขัดแย้งเพราะใช้นโยบายแบบมุสลิมเข้มข้นกับศาสนิกอื่น เมื่ออังกฤษปกครองอินเดีย ข้าหลวงอังกฤษ Lord William Bentick ก็ส่งเสริมการปฏิรูปศาสนาและไม่เข้าไปก้าวก่ายกิจการทางศาสนาของอินเดีย

ก่อนได้รับเอกราช มหาตมะ คานธี ผู้ซึ่งเป็นฮินดูก็ได้สนับสนุนความหลากหลายทางศาสนาเพื่อรวมตัวกันในการต่อต้านอังกฤษ บัณฑิตเยาวหราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดียผู้ไม่นับถือศาสนา (จึงเห็นต่างกับคานธีอยู่มาก แต่ก็เกรงใจคานธี) เห็นชัดเลยว่าการเป็นรัฐฆราวาสคือหนทางไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ของอินเดีย

รัฐธรรมนูญอินเดียได้บรรจุคำว่า secular ลงไปในรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญอินเดียไม่เคยโดนฉีกเลย เพราะอินเดียไม่เคยมีรัฐประหาร

แนวคิดเรื่อง secularism ในรัฐธรรมนูญอินเดียมีความต่างจากตะวันตกอยู่พอสมควร นักวิชาการ เช่น ราชีว ภารควะ (Rajeev Bhargava) เห็นว่ารัฐฆราวาสวิสัยแบบอินเดียรับเอาแนวคิด “ระยะห่างในเชิงหลักการ” (principled distance) ซึ่งรวมเอาการไม่จัดตั้งองค์กรทางศาสนาโดยรัฐมาจากตะวันตก กระนั้นก็ไม่ได้เคร่งครัดนักกับเรื่อง “การแยกศาสนากับรัฐ” ออกจากกันอย่างจริงจัง

นั่นนำมาสู่คำอธิบายที่น่าสนใจอีกอย่างจากเสวัล ยิลดิริม (Seval Yildirim) ซึ่งกล่าวว่า แนวคิดฆราวาสนิยมแบบอินเดียคือ “วาทกรรมเพื่อจะก่อสร้างพื้นที่ทางการเมืองใหม่ที่ศาสนาและรัฐสามารถอยู่ร่วมกันได้ (Indian secularism as a discourse to reconstruct the political space so that religion and the state can co-exist)

 

อินเดียนั้นตระหนักถึงพลังของศาสนา ในแง่ที่เป็นทั้งคำอธิบายที่มีต่อโลกและชีวิตและยังเป็นอำนาจนำที่มีอิทธิพลสูงมากต่อผู้คน ลองนึกภาพประชากรหนึ่งพันสามร้อยล้านคนของอินเดีย ในนั้นมีผู้นับถือศาสนาฮินดูถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ แม้ผู้นับถือศาสนาอิสลามซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามากๆ ก็ยังมีประชากรถึงร้อยแปดสิบล้านคน (มากกว่าสองเท่าของประชากรไทย)

ด้วยเหตุนี้การพยายามลดหรือขจัดอำนาจของศาสนาเหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในการเริ่มต้นรัฐฆราวาสของฝรั่งเศส จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำหรือทำได้ยาก ที่จริงการพยายามแยกศาสนาออกจากรัฐในฝรั่งเศส ส่วนหนึ่งก็เพราะนักปฏิวัติเห็นว่าศาสนจักรคืออำนาจหนุนหลังสถาบัน แต่ในอินเดียมีเงื่อนไขที่ต่างออกไป เพราะอังกฤษในฐานะผู้วางรากฐานทางการเมืองอินเดียก็กำจัดจักรพรรดิองค์สุดท้ายไปนานแล้ว ศาสนาจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองคนละแบบ อีกทั้งอังกฤษเองก็เคยมีบทเรียนแล้วว่า การเข้าไปยุ่มย่ามเรื่องศาสนาในอินเดียไม่เป็นผลดี

ส่วนรัฐบาลของอินเดียเอง การตระหนักว่าศาสนามีอำนาจต่อผู้คนจำนวนมาก การยุ่มย่ามมากไปก็อาจเป็นอันตรายเช่นกัน การแสวงหาการอยู่ร่วมกันโดยมีระยะพอสมควรจึงกลายเป็นลักษณะสำคัญของฆราวาสนิยมในอินเดียไปในที่สุด

ในทางปฏิบัติรัฐอาจส่งเสริมอุดหนุนศาสนาก็ได้ แต่ประเด็นสำคัญคือความเป็นธรรมและความเท่าเทียมกัน ซึ่งแสดงถึง “ระยะ” ที่ควรเป็น เช่น รัฐไม่สามารถจะส่งเสริมศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ต้องส่งเสริมทุกศาสนาเท่าๆ กัน

 

เราลองนึกเล่นๆ ดูก็ได้ครับว่า ฮินดูมีประชากรแปดสิบเปอร์เซ็นต์จากพันสามร้อยล้านคน แม้จะเป็นคนส่วนใหญ่ที่มีจำนวนมหาศาล ก็ยังไม่มีการระบุให้ฮินดูเป็นศาสนาประจำชาติ กระนั้นในทางปฏิบัติรัฐบาลบางชุดอาจแอบๆ เอื้อประโยชน์หรือสนับสนุนฮินดูออกนอกหน้าบ้างเพื่อผลทางการเมือง

ทว่าเมื่อแนวนโยบายส่งเสริมฮินดูแบบนี้เกิดขึ้น ก็จะโดนฝ่ายค้านและนักฆราวาสนิยมด่าว่าเป็นการ “ย้อมส้ม” (saffronisation) สีของหญ้าฝรั่น (saffron) ที่เหลืองส้มนั้นคือสีจีวรของนักบวชฮินดู

คำว่าย้อมส้มจึงเป็นคำทางการเมืองที่หมายถึงความพยายามของฝ่ายขวาฮินดูในการสร้างนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อฮินดูเอง ไม่ว่าจะชัดแจ้งหรือแอบแฝง

เช่น การกำหนดให้วันคริสต์มาสเป็นวันทำความสะอาดอินเดีย

นักวิจารณ์กล่าวว่า นี่คือการย้อมส้ม เพราะเป็นนโยบายที่ดูดีอย่างเผินๆ แต่ที่จริงแล้วคือการลดทอนความสำคัญของวันสำคัญทางศาสนาอื่นๆ ที่มิใช่ฮินดู

ดังนั้น ฆราวาสนิยมของอินเดียจะมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อระบบรัฐสภาเข้มแข็ง ฝ่ายค้านทำงานหนักและจริงจัง ประชาชนให้ความสำคัญกับการเมือง กล่าวคือ มีระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งเป็นรากฐาน

 

แม้องค์กรทางศาสนาในอินเดียจะเป็นองค์กรเอกชน แต่รัฐอาจดูแลอยู่หลวมๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับแนวนโยบายของรัฐบาลท้องถิ่นนั้นๆ อีก

ด้วยความที่รัฐไม่อาจตั้งองค์กรทางศาสนาได้เหมือนอย่างบ้านเรา องค์กรทางศาสนาจึงเข้าไปดูแลกันเอง เช่น ศาสนาฮินดูของอินเดียมีการตั้ง “อาจารยสภา” โดยบรรดานักบวชในนิกายต่างๆ มารวมตัวกัน เพื่อมีความเห็นต่อข้อปฏิบัติหรือคำสอน แต่องค์กรนี้ก็ไม่มีอำนาจในการจับสึกหรือล้มล้างสำนักนิกายที่ไม่เห็นด้วยกับตน เป็นเพียงแต่เสนอความเห็นเท่านั้น

อ่อ อีกอย่างที่อยากจะบอกคือ แม้อินเดียจะเป็นรัฐฆราวาสมานาน ศาสนาก็ไม่ได้เสื่อมลงอย่างที่ใครๆ กลัวกัน แม้ไม่มีรัฐหรือกษัตริย์อุปถัมภ์ศาสนาก็อยู่ได้ ผมคิดว่าความกลัวว่าหากเรากลายเป็นรัฐฆราวาสเต็มตัวแล้วศาสนาจะพังพินาศนั้น เป็นความกลัวที่เกินจริงไปมากๆ ในทางตรงกันข้าม ศาสนากลับเจริญเฟื่องฟูหลากหลายกว่าที่เคยเป็นด้วยซ้ำ

ดังนั้น ขอเสนอแนวทางฆราวาสนิยมแบบอินเดียเผื่อเป็นแนวทางที่ค่อนข้าง “compromise” ไว้ อย่างน้อยอินเดียก็เป็น “ครู” ของเรามาโดยตลอด

ไหนๆ เขาก็เป็นครูของเราในทางศาสนาและวัฒนธรรมแล้ว

ลองเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ จากเขาบ้างก็คงดี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...