โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะลึกจุดแข็ง ‘Social Commerce’ แค่ไถจอก็เสียทรัพย์ ไม่ต้องง้อโปร 11.11

Positioningmag

อัพเดต 10 พ.ย. 2563 เวลา 13.37 น. • เผยแพร่ 10 พ.ย. 2563 เวลา 13.09 น.

‘Priceza’ แพลตฟอร์มเทียบราคาสินค้าบนออนไลน์คาดการณ์ว่าจากปัจจัยหนุนของ COVID-19 คาดว่าจะทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตถึง 35% มีมูลค่า 220,000 ล้านบาท และหนึ่งในช่องทางการขายของออนไลน์ที่เติบโตอย่างเห็นได้ชัดก็คือ ‘Social Media’ ซึ่งคนที่ต้องกังวลที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเหล่า‘e-Marketplace’ อย่าง ‘Lazada’ ‘Shopee’ นี่แหละ

Social กินพื้นที่อีคอมเมิร์ซเกือบครึ่ง

LINE ได้เปิดเผยว่าในช่วง COVID-19 ทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทยจำนวน83% ช้อปปิ้งออนไลน์ และการช้อปผ่าน Social Commerce คิดเป็น62% ของภาพรวมอีคอมเมิร์ซเลย ขณะที่ข้อมูลจาก Priceza ระบุว่าสัดส่วนของ Social Commerce ในปี 2019 มีสัดส่วนที่ 38% ส่วนข้อมูลจาก ETDA ยังพบว่าช่องทางขายที่ผู้ขายนิยมใช้มากที่สุดคือFacebook Fanpage 64.0% รองลงมาคือ Shopee 43.1% LINE 39.5% Instagram 26.6% และ Lazada 24.8% จะเห็นว่าผู้ขายเลือกใช้ Social Media เป็นช่องทางการขายของมากกว่าใช้ e-Marketplace ซึ่งปัจจัยที่สำคัญคือ ความ ‘ง่าย’ เพราะแค่เปิดเพจก็ขายของได้ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีฟีเจอร์ ‘ไลฟ์’ ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ โดยข้อมูลจาก ‘Shoplus’ ระบุว่าการไลฟ์ขายของในไทยเติบโตขึ้นถึง 173% สูงที่สุดในทวีปเอเชียเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการตั้ง ‘กลุ่ม’ เพื่อไว้ขายของที่ฮิตกันอย่างมากในช่วงล็อกดาวน์ แม้ข้อมูลสัดส่วนของ Social Commerce ของแต่ละสำนักจะแตกต่างกัน แต่หากมองดี ๆ จะเห็นว่ามีความน่ากลัวไม่น้อย เพราะต้องอย่าลืมว่า Social Commerce นั้นไม่ใช่พื้นที่ขายของเหมือน e-Marketplace แต่กลับเกือบชิงพื้นที่ครึ่งหนึ่งของการขายไปแล้ว

เกิดจาก Social จบที่ Social

ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ Social Commerce ได้รับความนิยมนั้นก็เพราะ“คนไทยเกิดจาก Social” พอเริ่มมีสมาร์ทโฟนก็ต้องเล่น Social ซึ่งนั่นทำให้คนไทย ‘คุ้นชิน’ กับการใช้งานมากกว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ โดย ETDA ได้เปิดเผยสถิติของการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยในปี 2562 ซึ่งระบุว่าใช้เวลา 91.2% ใช้ไปกับ Social Media ทั้ง Facebook, Instagram, Twitter และ LINE เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าว ส่งผลให้ 57% ของผู้ใช้งานค้นพบแบรนด์ใหม่ ๆ ผ่าน Social Media อย่าง ‘Instagram’ เองก็ได้แชร์ข้อมูลว่าผู้ใช้งาน IG ในแต่ละเดือนมีกว่า 1 พันล้านคน และ 90% ของผู้ใช้งานเหล่านี้กดติดตามบัญชีธุรกิจอย่างน้อย 1 บัญชี และมีผู้ใช้งานราว 130 ล้านคนที่กดดูแท็กรายละเอียดสินค้าในทุก ๆ เดือน แถม IG ยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าช่วงสิ้นปีถึง76% และ 51% ของนักช้อปค้นหาไอเดียเพื่อช่วยในการตัดสินใจผ่าน IG Story อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่ความคุ้นเคยกับ Social แต่เพราะพฤติกรรมที่คนไทยชอบพูดคุย สอบถาม และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่ว่าจะทักไปสอบถามรายละเอียดสินค้าหรืออย่าง‘ขอลด’ ‘ขอของแถม’ ก็เป็นธรรมชาติของคนไทย ดังนั้นนี่จึงเป็นจุดแข็งของ Social Commerce ไทย โดย ‘Facebook’ เคยเปิดเผยข้อมูลว่า 40% ชอบทักแชทเพื่อซื้อของ ซึ่งสูงกว่าอเมริกาถึง 8 เท่า ขณะที่ LINE ระบุว่าการแชทมีโอกาสปิดการขายได้ 45% ส่วนโอกาสจบการขายของ Online Marketplace อยู่ที่ 3%

แพลตฟอร์ม ‘รุก’ มากขึ้น

ต้องยอมรับว่าการขายสินค้าบน Social ไม่ใช่ความตั้งใจของผู้สร้างแพลตฟอร์มแน่ ๆ แต่เพราะ ‘ผู้ใช้’ ต่างหากที่มาปรับใช้กันเอง อย่างการไลฟ์ขายของ ไทยเองก็เป็นผู้นำเทรนด์นี้จน Facebook เองยังงง หรือแม้แต่การใช้ Story ในการอัปเดตโปรโมชันรวมถึงความเคลื่อนไหวของแบรนด์ แต่ด้วยเทรนด์ที่มาทางนี้ เหล่าแพลตฟอร์มต่าง ๆ จึงต้องทำฟีเจอร์เพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกให้มากยิ่งขึ้น อย่าง ‘Instagram Shopping’ ฟีเจอร์ที่จะช่วยให้ร้านสามารถเชื่อมต่อกับผู้บริโภคได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว โดยร้านค้าสามารถติดแท็กรายละเอียดสินค้า (Shopping Tags) บนหน้าฟีด ไอจีสตอรี่ และไอจีทีวี เพื่อให้ลูกค้าทราบข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ในส่วนผู้ใช้เองสามารถค้นหาสินค้าผ่านปุ่มร้านค้า (Shop) ในหน้าสำรวจ (Explore) ได้เลย หรือในส่วนของ  ‘LINE’ เองก็มีแพลตฟอร์ม ‘LINE Shopping’ ที่จะรวบรวม ‘LINE MyShop’ หรือร้านค้าที่อยู่บน LINE เอาไว้ให้ผู้ใช้งานซื้อของได้ง่ายยิ่งขึ้น จะเห็นว่าแต่ละแพลตฟอร์มพยายามที่จะทำให้ร้านค้าบนแพลตฟอร์มของตนปิดการขายได้บนแพลตฟอร์ม ไม่ต้องกระโดดข้ามไปซื้อของที่แพลตฟอร์มอื่น ๆ อีก

อุปสรรคใหญ่ ‘ความน่าเชื่อถือ’

ด้วยความ‘ง่าย’ ในการใช้งานนี่แหละ ถือเป็นปัญหาใหญ่ของแพลตฟอร์ม เพราะมิจฉาชีพมักจะแฝงตัวเข้ามานคราบของร้านค้า หรือบางร้านอาจจะขายสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งลูกค้าก็ทำได้เพียงเรียกร้องความรับผิดชอบจากร้านเท่านั้น ขณะที่เหล่า e-marketplace เองมีระบบป้องกันชัดเจน โดยทำหน้าที่ ‘ตัวกลาง’ ในการพักเงิน โดยต้องรอลูกค้ายืนยันว่าได้รับและตรวจสอบสภาพสินค้าจริง ก่อนจะทำการโอนเงินให้ร้านค้าอีกที ซึ่งส่วนนี้เป็นข้อดีที่ทำให้ผู้ใช้งานสบายใจหายห่วง อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่เรื่องของความน่าเชื่อถือ แต่ ‘โปรโมชัน’ ที่มาร์เก็ตเพลสเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นยอดขายของร้านค้า ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่ดึงดูดผู้บริโภค แต่ด้วยความที่โปรแรงไม่ได้มีทุกวัน ดังนั้น ทาง e-Marketplace จึงต้องเพิ่มความน่าสนใจต่าง ๆ เพื่อดึงดูดผู้ใช้ให้อยู่กับแพลตฟอร์ม ให้ 'นานที่สุด' ไม่ว่าจะ ‘ไลฟ์’ หรือการนำ ‘เกม’ เข้ามาเล่นเพื่อรับส่วนลดต่าง ๆ

คงต้องรอดูกันยาว ๆ ว่าสงครามนี้จะมีผู้ชนะหรือไม่ หรือต่างฝ่ายต่างเป็นหนามยอกอกของกันและกันในสังเวียนอีคอมเมิร์ซนี้ ส่วนผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ก็รอช้อปผ่านโปร 11.11 แล้วก็รอ cf ของในไลฟ์อีกที เผื่อไถฟีดไปเจอของถูกใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...