โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

รู้หรือไม่?...“10Y-Bond Yield” มีประโยชน์-ใช้เปรียบเทียบ ‘ความน่าสนใจ’ ของสินทรัพย์ได้

Wealthy Thai

อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 03.22 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. 2564 เวลา 12.51 น. • สรวิศ อิ่มบำรุง

หนึ่งในหัวข้อสนทนาที่คนในแวดวงการลงทุนมีการพูดถึงบ่อย ก็คือ เรื่องของ “10Y Bond Yield” เพราะดูการเคลื่อนไหวจะไปกระทบกับสินทรัพย์อื่นค่อนข้างหลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่ม “สินทรัพย์เสี่ยง”
รู้หรือไม่?…“อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี-สหรัฐ (US10Y)” เคยเขย่า “ตลาดหุ้นโลก” มาแล้วในช่วงกลางเดือนมี.ค.20 ในตอนนั้น US10Y พุ่งจาก 0.7% ไปแตะ 1.26% และกลับมาต่ำ 1.0% ในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่วัน (มาพร้อมๆ กับช่วง COVID-19 รอบแรก)
ก่อนจะกลับมาทะลุ 1.0% อีกครั้งช่วงกลางเดือนม.ค.21 ที่ผ่านมา (แต่เป็นแบบค่อยๆ ไต่ระดับ) และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนมาแตะ 1.4-1.5% จนมาเขย่า “ตลาดสินทรัพย์เสี่ยง” ไปช่วงกลางเดือนก.พ.21 ที่ผ่านมา และทะยานขึ้นไปสูงสุดในรอบนี้ที่ 1.77% ในวันที่ 30 มี.ค. ก่อนจะปรับตัวลงไปต่อเนื่องสู่ระดับ 1.17% ช่วงต้นเดือนส.ค.21 ที่ผ่านมา ทำให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงดูฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งด้วย
ล่าสุด US10Y กลับมาทะยานไต่ระดับมายืนเหนือ 1.6% อีกครั้ง จนทำให้ตลาดต่างจับตามองใกล้ชิด!!!
ทำไม “อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี (10Y Bond Yield)” จึงดูมีผลกระทบกับหลากหลายสินทรัพย์ และเป็นหนึ่งในตัวเลขที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามอง
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ จะพาคุณมาถอดรหัสปรากฏการณ์เหล่านี้แบบง่ายๆ ไปด้วยกัน

การปรับขึ้นของ “10Y Bond Yield” อยู่ในความคาดหมายของตลาด…ปีหน้าคาดทะยานแตะ 2.0%

ล่าสุดตัวเลข “เงินเฟ้อ” สหรัฐเดือนต.ค. อยู่ที่ 6.2% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการเพิ่มขึ้นแบบปีต่อปีมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 1990 หรือ 31 ปีที่แล้ว
ทำให้ “อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี-สหรัฐ” ปรับตัวขึ้นมาปิดที่ระดับ 1.64% รับตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาสูงดังกล่าว
จริงๆ แล้วต้องบอกว่าการการปรับขึ้นของ “10Y Bond Yield” อยู่ในความคาดหมายของตลาดมาพักใหญ่ๆ แล้ว ว่าทิศทางจะต้องปรับขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะติดตามมาด้วยเรื่องของ ‘เงินเฟ้อ’ ในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อ “ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)” มีการปรับเป้าหมายเงินเฟ้อเป็น ‘ค่าเฉลี่ย 2%’ นั้น ก็ทำให้เชื่อว่าโอกาสที่จะเห็นเงินเฟ้อในบางช่วงสูงขึ้นกว่า ‘เป้าหมาย 2%’ เป็นไปได้และปกติ ซึ่งน่าจะเป็นความต้องการของ FED เองด้วย แน่นอน “ผลตอบแทนของพันธบัตร 10 ปี-สหรัฐ” ก็มีแนวโน้มจะต้องปรับตัวขึ้นเพื่อสะท้อนภาพดังกล่าวด้วย
“แต่ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองแบบค่อยเป็นค่อยไปตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจ และล่าสุดเมื่อสหรัฐผ่านงบกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่อีก 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ จะมีการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจอีกมหาศาลก็จะผลักดันให้ 10Y Bond Yield ของสหรัฐปรับตัวขึ้นไปได้อีกพอสมควร”
โดยตลาดคาดว่า 10Y Bond Yield ของสหรัฐในปีนี้จะขึ้นไปได้ระดับ 1.6-1.8% หรือ 1.8-2.0% ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดรับได้ และคงได้เห็นระดับ 2.0% แน่ๆ ในปีหน้า หากเป็นการทยอยขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและจะไม่กระทบตลาดสินทรัพย์เสี่ยงมากด้วย หากกำไรบริษัทจดทะเบียนโตทัน จนทำให้ส่วนจองของ“Earning Yield Gap (EYG)” ของหุ้นกลับมาสูงกว่า Bond Yield มากเพียงพอได้อีกครั้ง แต่ถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า กำไรโตไม่ทัน การปรับตัวขึ้นของ Bond Yield ก็พร้อมจะเขย่าตลาดสินทรัพย์เสี่ยงได้เป็นระลอกๆ เช่นกัน
“ที่ตลาดกังวลกับการที่เศรษฐกิจฟื้นตัวและเงินเฟ้อกลับขึ้นมาเร็วอีกประเด็น คือ ‘ดอกเบี้ยนโยบาย’ ซึ่งเป็นดอกเบี้ยระยะสั้นจะขึ้นเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์เอาไว้”

10Y Bond Yield” เด้ง…กระทบสินทรัพย์แต่ละประเภทแตกต่างกันออกไป

การลงทุนมักมองความน่าสนใจในเชิงเปรียบเทียบ “ระหว่างสินทรัพย์” เพื่อจะจัดสรรเงินลงทุนไปลงทุนได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละขณะเป็นสำคัญ
10Y Bond Yield” ก็เป็นตัวเทียบวัดหนึ่งที่นักลงทุนนิยมนำไปใช้ในการอ้างอิงเพื่อเปรียบเทียบความน่าสนใจของสินทรัพย์แต่ละประเภท โดยเฉพาะในกลุ่ม “สินทรัพย์เสี่ยง” เองนั้น แม้แต่การประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นก็ยังมีเรื่องของ ‘ดอกเบี้ย’เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน มาดูว่าการเด้งขึ้นของ 10Y Bond Yield นั้น จะส่งกระทบต่อสินทรัพย์ต่างๆ ยังไงกันเลยดีกว่า
“หุ้น” ตัวเลขหนึ่งที่ใช้ดูก็คือ ‘Earning Yield Gap (EYG)’ คือ ส่วนต่างระหว่าง‘Earning Yield’ ของตลาดหุ้นเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ซึ่งปกติจะใช้อ้างอิงจาก ‘พันธบัตรอายุ 10 ปี’ ถ้าค่านี้สูงก็แสดงว่า Yield จากการลงทุนในหุ้นน่าสนใจกว่าการลงทุนในพันธบัตร นักลงทุนก็จะเข้าไปลงทุนในหุ้นกัน
“ค่า Earning Yield ของหุ้น ก็คือส่วนกลับของ P/E Ratio นั่นเอง ในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นขึ้นไปสูงจนทำให้ P/E ตลาดสูง Earning Yield ค่อนข้างทรงตัว พอ Bond Yield 10 ปีขยับขึ้นมา ก็ทำให้ ‘EYG’ แคบลง ดูความน่าสนใจของหุ้นลดลงโดยเปรียบเทียบนั่นเอง และเมื่อ Bond Yield 10ปี ลดลง ก็จะส่งผลตรงข้าม (หาก Earning Yield คงที่)”

“ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ที่ไม่สร้างกระแสรายได้ให้ในระหว่างลงทุน ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีปันผล ในช่วงที่ 10Y Bond Yield” ต่ำ เช่นที่ผ่านมา 10 ปี 0.5% คนก็ไม่สนใจจะลงทุน ไม่คุ้ม หรือมองในแง่ของ “ผลตอบแทนสุทธิ” ที่หักด้วย ‘เงินเฟ้อ’ถ้าต่ำ หรือ ‘ติดลบ’ยิ่งทำให้นักลงทุนไม่อยากจะลงทุน ‘ไม่คุ้ม’ ซึ่งในภาพรวมแล้วจะผลักดันให้มีการโยกเงินมาลงทุนใน ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ มากขึ้นไม่ว่าทองคำหรือหุ้นก็ตาม
“แต่เมื่อ ‘10Y Bond Yield’ ปรับตัวขึ้นจนทำให้ผลตอบแทนน่าสนใจคุ้มค่าที่จะลงทุน นักลงทุนก็จะมองทองคำน่าสนใจลดลง เพราะระหว่างทางไม่มีผลตอบแทนให้นั่นเอง”
“กองอสังหาริมทรัพย์/REIT” เป็นสินทรัพย์กลุ่ม Yield Play นักลงทุนก็จะมองโดยเปรียบเทียบกับผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาว เทียบเคียงกับอายุการลงทุนใน REIT “10Y Bond Yield”ก็เป็นตัวหนึ่งที่ใช้อ้างอิงเช่นกัน โดยทั่วไปถ้าผลตอบแทนของ REIT สูงกว่าผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี มากกว่า 4% ก็ถือว่าน่าสนใจแล้ว ยิ่งมากก็จะยิ่งน่าสนใจเพิ่มขึ้น
“แน่นอนเมื่อ ‘10Y Bond Yield’ ปรับตัวขึ้นมา ก็จะทำให้ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนของ REIT กับพันธบัตร 10 ปีแคบลง ความน่าสนใจก็อาจจะลดลง (ถ้า Yield ของ REIT คงที่) แต่ในช่วงที่ผ่านมาราคา REIT ปรับตัวลงมาแรง จนทำให้ Yield เพิ่มขึ้น ซึ่งยังทำให้ส่วนต่างมีมากพอและยังน่าสนใจ นักลงทุนก็จะกลับเข้ามาลงทุนใน REIT อีกครั้ง แต่ถ้าผลตอบแทนใกล้เคียงกัน หรือส่วนต่างน้อยกว่า 4% การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอาจมีความน่าสนใจมากกว่า เป็นต้น”
“ตราสารหนี้” มองในมิติของ Yield แล้วการที่ Yield ปรับตัวสูงขึ้น สำหรับการเข้าไปลงทุนที่ Yield สูงขึ้นย่อยมีความน่าสนใจมากกว่า ในช่วงที่ผ่านมาเมื่อ 10Y Bond Yield”ของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น ตลาดจึงมองว่าเงินลงทุนบางส่วนก็จะกลับไปลงทุนในพันธบัตรสหรัฐที่ผลตอบแทนดีขึ้นแทน และในแง่ของอันดับเครดิตก็แข็งแกร่ง
“แต่ในแง่ของราคาเมื่อ Yield เพิ่มขึ้น ราคาตราสารหนี้ก็จะลดลง ผลกระทบมากน้อยตามอายุตราสารหนี้ที่ลงทุน นักลงทุนก็จะหลีกเลี่ยงระยะยาว ลงทุนระยะสั้นในช่วงที่ Yield ปรับตัวขึ้น แต่ในแง่ Yield การเข้าไปลงทุนใหม่ที่ Yield ดีขึ้นแล้วถือครองไปก็มีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น แรงซื้อที่เข้าไปในตราสารหนี้ระยะยาวเพิ่มขึ้นก็จะกดให้ Yield ในตลาดลดลง (ราคาแพงขึ้น) นั่นเอง”
ทั้งหมดนี้ คือ ผลกระทบจาก “10Y Bond Yield”ที่ไปถึงสินทรัพย์ต่างๆ เป็นการมอง ‘โดยเปรียบเทียบ’ว่าสินทรัพย์ไหนน่าสนใจกว่ากัน ซึ่งในระหว่างทางก็จะมีการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนเหล่านี้ตลอดเวลาทั้ง ‘ทางบวก’และ ‘ทางลบ’หวังว่าการถอดรหัสง่ายๆ นี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...