Wonder Woman 1984 สิ่งสำคัญของฮีโร่คือการยืนหยัดข้างความจริง
The Momentum
อัพเดต 18 ธ.ค. 2563 เวลา 15.05 น. • เผยแพร่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 10.14 น. • ตรีนุช อิงคุทานนท์In focus
- การกลับมาของ ไดอาน่า ปรินซ์ นับตั้งแต่การร่วมศึกใหญ่ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ยุโรป มาสู่การต่อสู้ในเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกาปี 1984
- เมื่อคนที่ตายไปแล้วกว่า 60 ปี ฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง ความไม่สมเหตุสมผลทำให้ไดอาน่าต้องตามหาความจริง ว่าเพราะอะไร สตีฟ เทรเวอร์ จึงยังไม่ตาย
- ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่หญิงที่เปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา และกลิ่นอายของความโรแมนติก-ดราม่า ที่ไม่ค่อยพบเห็นเท่าไหร่นักในหนังยอดมนุษย์
หลังกำหนดการฉายภาพยนตร์ภาคต่อของซูเปอร์ฮีโร่หญิงหนึ่งเดียวจากค่าย DCEU (DC Extended Universe) อย่าง Wonder Woman 1984 ถูกเลื่อนกว่า 7 ครั้ง เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เวลานี้เรื่องราวของสาวมหัศจรรย์ได้ออกฉายส่งท้ายปี 2020 เป็นที่เรียบร้อย ท่ามกลางการตอบรับเชิงบวกของเหล่านักวิจารณ์ทั่วโลก ที่ทำให้ ไดอาน่า ปรินซ์ หรือ วันเดอร์วูแมน สามารถต้านทานการถูกมอบมะเขือเน่าโดยเว็บไซต์รีวิวหนังชื่อดัง Rotten Tomatoes ไปได้อีกครั้ง ด้วยการโกยมะเขือเทศสดไปกว่า 88% (ผลคะแนนของวันที่ 18 ธันวาคม 2020)
Wonder Woman (2017) หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่าหนังภาคแรก สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับผู้กำกับสาว แพตตี้ เจนกินส์ ให้ก้าวสู่ผู้กำกับมากฝีมือที่น่าจับตามองได้ทันที จากความสำเร็จด้านการเล่าเรื่องของไดอาน่าในภาคแรก ตั้งแต่เธอออกจากบ้านเกิดที่เกาะเทอมีสกีร่ามาสู่โลกกว้างอันเต็มไปด้วยความหลากหลายในยุคสงคราม เด็กสาวค่อย ๆ เติบโตขึ้นพร้อมทำความเข้าใจว่ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตแสนซับซ้อน นำเสนอเรื่องราวของซูเปอร์ฮีโร่หญิงผู้ยึดมั่นกับความรักและความเมตตา ผ่านการแสดงอันยอดเยี่ยมของ กัล กาดอท ที่รับบทเป็น ไดอาน่า ปรินซ์ ได้อย่างน่าประทับใจ
ตอนนี้ DC กับแพตตี้รวมถึงกัล พาตัวละครวันเดอร์วูแมนกลับมาให้ผู้ชมหายคิดถึงอีกครั้งกับ Wonder Woman 1984 ท่ามกลางบรรยากาศสุดวินเทจจากยุค 80s ทั้งสิ่งของชวนคิดถึง เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย วัฒนธรรม รวมถึงค่านิยมในสมัยนั้น ได้ถูกแพตตี้นำมาใส่เป็นฉากหลังที่จัดจ้านและมีสีสัน สาวมหัศจรรย์ที่ต่อสู้กับทหารของกองทัพเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างห้าวหาญ ตัดสินใจหลบหลีกจากสังคมอันวุ่นวาย คอยรักษาความสงบสุขแบบเงียบ ๆ พยายามเผยตัวตนให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
โลกที่ดูเหมือนว่าจะสงบสุขในยุค 80s กลับต้องพบกับมหันตภัยใหญ่อีกครั้งด้วยฝีมือของตัวร้ายที่นักอ่านคอมมิกต้องเคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนอย่าง แม็กซ์เวลล์ ลอร์ด นักธุรกิจค้าน้ำมันชื่อดัง (รับบทโดย เปโดร ปาสคาล) และ ชีต้าห์ หรือ ด็อกเตอร์ มิเนอร์ว่า บาร์บาร่า นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีและธรณีวิทยา (รับบทโดย คริสเตน วิก)
จุดเด่นนอกจากตัวละครหลักชุดเดิม กัล กาดอท และ คริส ไพน์ คงต้องมอบความดีความชอบให้กับ เปโดร ปาสคาล ที่เล่นใหญ่ตีบทแตกแบบสุดฝีมือ เขาคือชายที่เป็นตัวแทนของความทะเยอทะยานและการโป้ปดในโลกทุนนิยม ซึ่งแพตตี้เคยพูดทีเล่นทีจริงว่าเธอได้หยิบเอาบุคลิกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัดล์ ทรัมป์ มาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างตัวละครแม็กซ์ลอร์ด รวมถึงการสวมบทสาวเนิร์ดคงแก่เรียนของคริสเตน ในมุมมองของคนที่ถูกสังคมลืมเลือน รวมถึงประเด็นของการหยิบยื่นน้ำใจให้ใครก็ตามที่ต้องการความช่วยเหลือ ไปจนถึงการเมินเฉยต่อบุคคลนั้น ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ หากคุณถูกตัดสินว่าไม่น่าจดจำ หรือมีลักษณะไม่ถูกต้องตามหลักความงามแบบพิมพ์นิยม
ด้านเนื้อเรื่องของ Wonder Woman 1984 มีทั้งช่องโหว่ขนาดใหญ่และจุดที่ควรถูกชื่นชม เหล่านักวิจารณ์ต่างพากันลงคะแนนเสียงชื่นชมฉากเปิดสุดอลังการของเรื่อง สีสันที่จัดจ้านชัดเจน บรรยากาศสวยงาม ประกอบกับดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ที่ได้ ฮานส์ ซิมเมอร์ ผู้ประพันธ์เพลงธีมหลักให้กับตัวละครวันเดอร์วูแมนกลับมาทำงานด้วยอีกครั้ง และการตัดต่อน่าตื่นตาตื่นใจ ทำให้ฉากเปิดเรื่องถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง ส่วนสิ่งถูกนับว่าเป็นจุดตำหนิ คือบางช่วงบางตอนที่อาจสร้างความรู้สึกประดักประเดิด การคลายปมสำคัญที่ดูง่ายดายเกินไป และความยาวของการปูเรื่อง ด้วยความยาวของภาพยนตร์ทั้งหมด 151 นาที หรือ 2 ชั่วโมง 31 นาที ที่หลายคนมองคล้ายกันว่าสามารถตัดให้กระชับมากกว่านี้ได้
อีกหนึ่งจุดที่ควรให้ความดีความชอบ คือคอสตูมที่ขับความงามของไดอาน่าออกมาได้ในระดับยอดเยี่ยม รวมถึงการเผยให้เห็นถึงเหตุผลที่สตีฟ เทรเวอร์ รักแรกและรักเดียวของไดอาน่าผู้หวนกลับมาจากความตาย เขาเป็นชายหลงยุคที่ไม่มีเหตุผลใดให้มาอยู่ในยุค 1984 ในสภาพหนุ่มแน่นเหมือนช่วง 60 ปีที่แล้วเลยแม้แต่น้อย ก่อนหนังจะฉาย Trailer ได้สร้างความสงสัยให้แฟน ๆ ว่าแพตตี้จะอ้างเหตุผลอะไรที่เอาสตีฟกลับมา แต่เมื่อได้ชมหนังฉบับเต็ม ต้องยอมรับเลยว่าเหตุผลนี้ถือว่ารับได้ในหนังที่มีเส้นเรื่องเหนือธรรมชาติตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
หากผู้ชมหรือแฟนหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่คาดหวังแอกชันบู๊ระห่ำ คาดว่าจะได้เห็นสุดยอดพลังเหนือมนุษย์ของไดอาน่าที่ต่อสู้กับเหล่าอย่างที่เธอเคยทำไว้ในภาคแรก หรือที่เคยโชว์ทักษะการต่อสู้อันยอดเยี่ยมร่วมกับฮีโร่คนอื่น ๆ ใน Batman V Superman (2016) และ Justice League (2017) อาจต้องเตรียมใจรับความผิดหวังกันเล็กน้อย
การเล่าเรื่องของ Wonder Woman 1984 ลดความเป็นหนังยอดมนุษย์แอกชันลงไปพอสมควร แพตตี้เลือกฉีกขนบเดิม ๆ ของหนังยอดมนุษย์ หยิบจับอารมณ์ความรู้สึกมาใช้เป็นส่วนใหญ่ ควบคู่กับการนำเสนอเส้นทางการเติบโตไปอีกขั้นของไดอาน่า การพยายามทำความเข้าใจจิตใจยากจะหยั่งถึง ความเจ็บปวดจากการถูกกระทำ ความแตกต่างของผู้คนในแต่ละสังคม สัจธรรมที่ไม่มีใครเลี่ยงได้ และความดีงามที่ถูกซ่อนอยู่ภายใน มากกว่าประเด็นการต่อสู้ด้วยพละกำลังของซูเปอร์ฮีโร่ตามแบบที่เคยเห็นกันอยู่บ่อย ๆ
Wonder Woman 1984 เล่าเกี่ยวกับตำนานเทพเจ้า แต่โดดเด่นด้วยการชูประเด็นความเป็นมนุษย์ พาผู้ชมไปพบกับความเป็นจริงในสังคมที่มีทั้งดีงามและเน่าเฟะ ความโลภ ความรัก และความโหยหาบางสิ่งที่ชวนให้ตั้งคำถามว่า ‘เมื่อทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย คุณพร้อมที่จะจ่ายหรือแลกอะไรบางอย่างเพื่อสิ่งที่ต้องการไหม?’
อ้างอิง
https://www.rottentomatoes.com/m/wonder_woman_1984